Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ศาสตราจารย์ด้านสาธารณสุขละตินอเมริกา และ องค์การสหประชาติ เปิดเผยเรื่องภาวะวิกฤตขาดแคลนน้ำมันปี 2026 ในคิวบา หลังจากที่มีการปิดล้อมน้ำมันโดยสหรัฐฯ ซึ่งทำให้คิวบาเกิด "วิกฤตซ้ำซ้อน" หรือ Polycrisis จนส่งผลกระทบต่อสาธารณูปโภคและลามไปถึงสาธารณสุขของประเทศ ถึงขั้นทำให้คนตั้งครรภ์ เด็กทารก และผู้ป่วยจำนวนมากเสี่ยงต่อชีวิต


ภาพจาก: Open Americas 

คิวบา กำลังเผชิญวิกฤตอย่างหนักหลังจากที่สหรัฐฯ ใช้วิธีการ "ปิดล้อมน้ำมัน" ไม่ว่าจะเป็นการโค่นล้มผู้นำเวเนซุเอลาคนเก่า และเพิ่มการกดดันต่อเม็กซิโก จนทำให้ทั้งสองประเทศนี้ส่งออกน้ำมันให้คิวบาน้อยลง รวมถึงมาตรการคว่ำบาตรต่างๆ ทำให้คิวบาขาดแคลนน้ำมันอย่างหนัก เนื่องจากคิวบาผลิตน้ำมันดิบในปริมาณที่ใช้เองภายในประเทศได้ 40% นอกจากนี้ต้องอาศัยการนำเข้า โดยเฉพาะจากเวเนซุเอลา

เรื่องนี้ยังเคยสะท้อนให้เห็นมาก่อนจากเมื่อช่วง 9 เดือนแรกของปี 2024 ที่ในตอนนั้นเวเนซุเอลาก็ส่งน้ำมันได้น้อยลงครึ่งหนึ่งให้คิวบา ในตอนนั้นคิวบาก็เผชิญปัญหาเรื่องพลังงานไฟฟ้าที่ใช้โครงสร้างพื้นฐานแบบเก่า สะท้อนให้เห็นเรื่องการพึ่งพาน้ำมันจากต่างชาติของคิวบา และในปี 2026 ประธานาธบิดี นิโกลา มาดูโร ก็ถูกโค่นล้มโดยสหรัฐฯ ทำให้เวเนซุเอลายุติการส่งน้ำมันให้คิวบา ส่วนเม็กซิโกก็ถูกกดดันอย่างหนักจนเลิกส่งน้ำมันให้คิวบาเช่นกัน

สิ่งที่ตอกย้ำวิกฤตมากขึ้นไปอีกคือการปิดล้อมจากสหรัฐฯ ในวันที่ 29 มกราคม 2026 รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ก็มีคำสั่งพิเศษฝ่ายบริหารที่ข่มขู่ว่าจะตั้งกำแพงภาษีศุลกากรกับใครก็ตามที่จัดหาน้ำมันให้คิวบา กลายเป็นการปิดทางคิวบาไม่ให้ได้รับน้ำมันจากประเทศอื่นโดยสิ้นเชิง มีแต่รัสเซียที่เคยส่งน้ำมันไปยังคิวบาเมื่อปลายเดือน มีนาคม แต่ก็มีเพียงพอให้ใช้ได้แค่ 9-10 วันเท่านั้น

การขาดแคลนน้ำมันได้ส่งผลกระทบทำให้เกิดความติดขัดต่อเนื่องไปยังส่วนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านไฟฟ้า หลายพื้นที่ในคิวบาเกิดภาวะไฟดับอย่างต่อเนื่อง 72 ชั่วโมงขึ้นไป และเนื่องจากระบบประปาของคิวบาใช้ระบบปั้มน้ำ 84% ซึ่งเป็นระบบที่ต้องอาศัยพลังงาน เมื่อขาดไฟฟ้าแล้วระบบผลิตน้ำสะอาดและสุขาภิบาลก็ล่มไปด้วย

ต่อมาในวันที่ 1 พฤษภาคม 2026 สหรัฐฯ ก็ออกคำสั่งพิเศษเพิ่มเติม เปลี่ยนจากการขู่ว่าจะขึ้นภาษีศุลกากรมาเป็นการคว่ำบาตรปิดกั้นการเข้าถึงธนาคารต่างชาติ และปิดกั้นไม่ให้เข้าถึงภาคส่วนพลังงาน การเงิน เหมือง และภาคส่วนความมั่นคงของคิวบา ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจากสหประชาชาติมองว่าเป็นการพยายามทำให้คิวบาอดอยากขาดแคลนพลังงาน จนกระทั่งถึงวันที่ 13 พฤษภาคม ที่ผ่านมา รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานและเหมืองแร่ของคิวบา วินเซนเต เดอลา โอ ลีวาย ก็ประกาศว่าคิวบาไม่มีดีเซลและน้ำมันเชื้อเพลิงในคลังเหลืออยู่อีกต่อไป

การปิดล้อมน้ำมันต่อคิวบายังเป็นการซ้ำเติมความยากลำบากที่ชาวคิวบาต้องเผชิญอยู่แล้ว หลังจากเกิดปัญหาต่างๆ ติดต่อกันในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา เช่น การที่ค่าเงินต่างชาติ 3 สกุลหลักที่เชื่อมโยงกับคิวบาเกิดการอ่อนค่าตั้งแต่ก่อน COVID-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจหลายภาคส่วนในประเทศ

และต่อมาเมื่อเดือน ตุลาคม 2025 คิวบาก็เผชิญกับภัยพิบัติเฮอร์ริเคนเมลิสซาและดินถล่ม สร้างความเสียหายต่อทั้งบ้านเรือนประชาชนและสถานบริการสาธารณสุขจำนวนมหาศาล อีกทั้งยังกระทบต่อการปลูกพืชผักภายในประเทศถึง 40% โดยที่ความเสียหายเหล่านี้ยังไม่ทันฟื้นตัวดี พวกเขาก็ต้องมาเขอกับวิกฤตการถูกปิดล้อมน้ำมันอีก

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้มีคำเรียกว่า "polycrisis" หรือ "วิกฤตซ้ำซ้อน" ที่เกิดความตัดขัดทับซ้อนกันจากหลายส่วน ทำให้สถานการณ์แย่ไปกว่าเดิมมากเมื่อเทียบกับปัญหาที่เกิดในส่วนเดียวโดดๆ โดยจุดที่ได้รับผลกระทบหนักมากเป็นพิเศษสำหรับคิวบาคือระบบสาธารณสุข จากเดิมที่คิวบาเคยเป็นประเทศที่มีมาตรฐานการสาธารณสุขใกล้เคียงกับประเทศพัฒนาแล้ว แต่ในตอนนี้วิกฤตน้ำมันก็ส่งผลสะเทือนในเรื่องนี้อย่างหนักจนชีวิตผู้คนแขวนอยู่บนเส้นด้าย

ยูเอ็นเผยข้อมูลวิกฤตน้ำมันกระทบระบบสาธารณสุขคิวบา เสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิต

ภายใต้สภาพที่คิวบาถูกปิดกั้นการเข้าถึงน้ำมันก็ทำให้ทั้งระบบการผลิตยาและระบบการขนส่งล่มสลาย ภาวะไฟฟ้าดับทั่วประเทศและการขาดเชื้อเพลิงทำให้โรงพยาบาลจำนวนมากไม่สามารถดำเนินการได้ มีความขาดแคลนยาหลักที่จำเป็น 651 รายการถึง 69% และเมื่อถึงเดือน มีนาคม 2026 ยาหลักจำเป็นที่คิวบาผลิตเองภายในประเทศ 80% จากทั้งหมด 401 รายการก็มีอยู่ต่ำกว่าระดับที่ต้องใช้ ทำให้ต้องหาจากแหล่งนอกระบบซึ่งมีราคาแพงเกินกว่าที่คนไข้ส่วนใหญ่จะสามารถซื้อได้ด้วยเงินเดือนของตัวเอง

นอกจากนี้ การขาดแคลนน้ำมันยังได้ส่งผลให้เที่ยวบินนานาชาติในคิวบาไม่สามารถบินได้ จึงกลายเป็นความติดขัดในเรื่องการนำเข้าวัคซีน เพราะต้องอาศัยการขนส่งลำเลียงแบบที่แช่เย็น ขณะที่เวชภัณฑ์หรือวัสดุทางการแพทย์ต่างๆ ก็ติดค้างอยู่ที่ท่าเรือ ด่านศุลกากร และคลัง เพราะการขาดน้ำมันทำให้ขนส่งไม่ได้ แม้กระทั่งความช่วยเหลือจาก World Food Program ก็ไม่สามารถลำเลียงไปสู่มือชาวคิวบาได้

ก่อนหน้าที่จะเกิด COVID-19 ชาวคิวบามีอายุขัยเฉลี่ยและอัตราการเสียชีวิตของทารกเกือบจะเท่ากับกลุ่มประเทศรายได้สูง ภาครัฐมีการใช้จ่ายงบประมาณ 20% ไปกับการดูแลสุขภาพประชาชน เทียบได้กับ 7.8% ของจีดีพี

แต่ในเดือน มีนาคม 2026 สหประชาชาติก็ได้เรียกร้องให้มีการใช้งบประมาณฉุกเฉินไปกับการช่วยเหลือคิวบาเป็นวงเงิน 94.1 ล้านดอลลาร์ โดยเตือนว่า ถ้าหากภาวะขาดแคลนน้ำมันยังคงดำเนินต่อไปก็มีโอกาสที่จะทำให้สาธารณสุขคิวบาล่มสลายเร็วขึ้น และทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตได้

เอเดม โวซอร์นู จากสำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ OCHA และ อัลตาฟ มูซานี จากองค์การอนามัยโลก WHO กล่าวว่า การขาดแคลนเชื้อเพลิง น้ำมัน ไฟฟ้า และ เวชภัณฑ์ ได้ทำให้เกิดปัญหาอย่างหนักต่อการแพทย์ฉุกเฉิน ต่อธนาคารเลือด ห้องแล็บ โครงการสร้างภูมิคุ้มกัน และแผนกแม่และเด็ก

โวซอร์นู กับ มูซานี ได้เดินทางไปเยือนคิวบาเป็นเวลา 3 วัน พวกเขาพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับระบบการแพทย์คิวบาหลังวิกฤตน้ำมัน โดยระบุว่า โรงพยาบาลต่างๆ ต้องดิ้นรนอย่างมากแม้กระทั่งกับการดูแลรักษาแบบพื้นฐาน เพราะสภาพความขาดแคลนและปัญหาไฟฟ้าดับเลวร้ายลงเรื่อยๆ มีบางพื้นที่ๆ ไฟดับติดต่อกันเป็นเวลา 20 ชั่วโมงจนต้องยกเลิกการผ่าตัดที่ไม่ฉุกเฉิน ภาวะขาดแคลนน้ำมันยังทำให้รถพยาบาลใช้งานได้จำกัดด้วย จนเกิดความล่าช้าในการลำเลียงผู้ป่วยฉุกเฉิน

คนตั้งครรภ์และเด็กอยู่ในความเสี่ยง ผู้ป่วยเรื้อรังเข้าไม่ถึงการรักษา ผู้คนเสี่ยงโรคระบาดมากขึ้น

มีคนไข้มากกว่า 100,000 ราย รวมถึงเด็ก 11,000 รายที่กำลังรอการผ่าตัดเพราะการขาดแคลนไฟฟ้าและน้ำมันในคิวบา นอกจากนี้ แผนกแม่และเด็กก็ประสบปัญหาอย่างหนักด้วย

เมื่อเดือน กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขคิวบาประกาศว่า มีคนตั้งครรภ์ 32,880 ราย ที่เผชิญภาวะเสี่ยงมากขึ้นเพราะการขาดแคลนน้ำมันส่งผลในเรื่องต่างๆ ทั้งการอัลตราซาวน์ และการรองรับกรณีทำคลอดฉุกเฉิน

นอกจากนี้ เด็กทารกแรกเกิดก็จำเป็นต้องใช้เครื่องมือต่างๆ ที่อาศัยไฟฟ้าในการดูแล ไม่ว่าจะเป็นตู้อบควบคุมอุณหภูมิ เครื่องช่วยหายใจสำหรับทารก และเครื่องมืออื่นๆ การไม่มีไฟฟ้าใช้ทำให้เด็กเหล่านี้เสี่ยงต่อภาวะอุณหภูมิสูงหรือต่ำเกินไป ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความเสียหายต่อสมองแบบที่ฟื้นคืนไม่ได้ และเสี่ยงต่อการเสียชีวิต ถ้าหากความติดขัดทางสูติเวชและการดูแลเด็กแรกเกิดยังคงเกิดขึ้นต่อไป ก็เสี่ยงที่จะเกิดการเสียชีวิตของผู้ตั้งครรภ์และเด็กทารกเพิ่มมากขึ้นได้

อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องการลำเลียงอาหารและน้ำสะอาดให้กับคนตั้งครรภ์ทำให้เสี่ยงต่อการขาดสารอาหารที่จำเป็นในการดูแลครรภ์ด้วย

ในเรื่องการขาดระบบแช่เย็น และระบบสุขาภิบาล ก็ทำให้เข้าถึงน้ำสะอาดได้ยาก และสร้างความเสี่ยงต่อโรคระบาดที่ติดต่อทางพาหะนำโรคหรือทางน้ำได้ เช่น โรคไข้เลือดออก และ ชิคุนกุนยา การขาดแคลนเชื้อเพลิงก็ทำให้การขนส่งวัคซีนทำได้ยาก เกิดความตัดขัดต่อโครงการเสริมภูมิคุ้มกันให้ประชาชน

ยูเอ็นระบุว่า มีประชากร 5 ล้านรายในคิวบาที่ป่วยเรื้อรังและต้องการการรักษาแบบผยุงชีพอย่างต่อเนื่องโดยไม่ติดขัด โดยมีอยู่ 16,000 รายที่ต้องการการรักษาด้วยการฉายรังสี และมากกว่า 12,000 ราย ที่ต้องรักษาด้วยเคมีบำบัด

สำหรับคนไข้ผ่าตัดแบบที่ไม่ใช่การผ่าตัดเร่งด่วนก็ถูกเลื่อนการผ่าตัดออกไปด้วย เพราะทรัพยากรที่จำกัดทำให้ต้องหันไปให้ความสำคัญกับคนไข้ฉุกเฉินก่อน ทำให้ในตอนนี้มีคนไข้ผ่าตัดอยู่ในรายชื่อรอการผ่าตัดรวมแล้ว 96,387 ราย ในที่นี้เป็นเด็ก 11,193 ราย

ผู้ป่วยอื่นอย่าง โรคไต มะเร็ง และโรคหัวใจก็เผชิญผลกระทบอย่างมากในคิวบา เนื่องจากไฟฟ้าและเชื้อเพลิงขาดแคลนทำให้การใช้เครื่องสแกนภายในร่างกายอย่าง CT หรือ MRI รวมถึงเครื่องตรวจหลอดเลือด ใช้การได้จำกัด รวมถึงมีเครื่องมือบางส่วนทีเสียหายจากภาวะไฟดับหรือไฟตก โดยไม่มีอะไหล่เปลี่ยนเนื่องจากผลกระทบจากการคว่ำบาตร

อีกทั้งยังมีกรณีการขาดยากับวัสดุทางการแพทย์ที่ใช้รักษา เช่น คนป่วยโรคมะเร็งไม่สามารถใช้เครื่องฉายรังสีเพื่อรักษาหรือเคมีบำบัดได้ ทำให้มีคนไข้มะเร็งมากกว่า 4,000 ราย รอการใช้เครื่องฉายรังสี และมีมากกว่า 3,000 ราย รอการใช้เคมีบำบัด และอีก 3,541 ราย ที่รอการผ่าตัดรักษามะเร็ง สำหรับการปลูกถ่ายไขกระดูกนั้นจำต้องหยุดไปโดยสิ้นเชิงเพราะความขาดแคลนในเรื่องนี้เช่นกัน

คนไข้โรคไตในคิวบาก็มีอยู่ราว 2,888 ราย ที่ต้องพึ่งพาเครื่องฟอกไต ซึ่งต้องใช้ไฟฟ้าและน้ำสะอาดเพื่อดำเนินการฟอกไตอยู่เป็นประจำ ภาวะขาดแคลนพลังงานจึงส่งผลกระทบต่อพวกเขาด้วย สำหรับการปลูกถ่ายไตก็ยากบำบากเพราะไม่มีผู้บริจาค อีกทั้งภาวะความเสื่อมของไตในคนไข้จำนวนมากก็อยู่ในระดับไม่สามารถปลูกถ่ายได้ การที่คนไข้ไม่สามารถฟอกไตได้ตามเวลาหรือได้รับส่งตัวไปโรงพยาบาลได้ทันเวลาก็เพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง และ ภาวะน้ำท่วมปอด ซึ่งเสี่ยงต่อการเสียชีวิต

ทาง OCHA และ WHO กล่าวชื่นชมความไม่ย่อท้อของคนทำงานสาธารณสุขและชาวคิวบาที่พยายามยืนหยัดอยู่ได้ด้วยสภาพที่เลวร้ายนี้ แต่ก็เรียกร้องให้มีความช่วยเหลือต่อคิวบาโดยด่วน

"ความสูญเสียต่อชีวิตมนุษย์นั้นมีจำนวนมากและกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ" มูซานีกล่าว

โวซอร์นูกล่าวว่า "ควรจะมีการช่วยขีวิตที่เข้าถึงประชาชนได้โดยด่วน โดยจะต้องมีปฏิบัติการอย่างรวดเร็วและร่วมมือกัน มันเป็นเพียงหนทางเดียวที่จะหยุดยั้งไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายไปกว่านี้ได้ พวกเราไม่อาจจะแบกรับกับวิกฤตด้านมนุษยธรรมเพิ่มไปมากกว่านี้แล้ว"


เรียบเรียงจาก
Cuba's Health Care Buckles Under Fuel Blockade, Think Global Health,
Blackouts and shortages disrupt healthcare across Cuba, UN, 15-05-2026
 

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก
https://en.wikipedia.org/wiki/2026_Cuban_crisis
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง