หลังเดือนพฤษภาทมิฬผ่านพ้น 'ประชาธิปไตยแบบไทยๆ - ทำไมเปราะบางเหลือเกิน - คนไม่มีสิทธิ์' ประเด็นเสวนาบทเพลง ในเวทีเสวนา MAY TALK ชวนคิด “นึกถึงการเมืองไทย นึกถึงเพลงไหนบ้าง”
เพราะการเมืองไทยไม่ได้สะท้อนผ่านเพียงคำพูด ความรู้ หรือการเสวนาทั่วไป แต่ศิลปินไทยได้สอดแทรกผ่านบทเพลงไปด้วย โดย ‘ติ่งข่าว’ และ ‘ป๋าเต็ด’ และมี ‘สิริพรรณ’ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ร่วมวงช่วยสะท้อนถึงการเมือง และความหวังที่จะมีการเมืองไทยที่ดีขึ้น
เมื่อ 17 พ.ค. 2569 ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการจัดงานเวทีเสวนา MAY TALK 34 ปี พฤษภา’35 ว่าด้วยวาระครบรอบเหตุการณ์ประวัติศาสตร์การเมือง พฤษภาทมิฬ เมื่อปี 2535 เพื่อสะท้อนเจตนากรมณ์ของประชาชนและเล่าถึงที่มาของรัฐธรรมนูญปี 2540 โดยมีวิทยากร ได้แก่
- ปริญญา เทวานฤมิตรกุล นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,
- สมภพ รัตนวลี หรือเจ้าของนามปากกา “ติ่งข่าว” ผู้อำนวยการฝ่ายข่าวของสำนักข่าวเวิร์คพอยท์ (ช่องเวิร์คพอยท์ 23)
- ยุทธนา บุญอ้อม หรือป๋าเต็ด พิธีกรรายการบันเทิง และอดีตดีเจ
- สิริพรรณ นกสวน สวัสดี นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ จากรั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- ชนิตร์นันทน์ ปุณณะนิธิ พิธีกรรายการข่าว ‘เมย์ คนดังนั่งเคลียร์’ เป็นผู้ดำเนินรายการ
หนึ่งในหัวข้อที่น่าสนใจในงานเสวนา คือบทเพลงกับการเมือง เบื้องต้น สมภพ หรือติ่งข่าว มองว่า บางทีเราพูดถึงเพลงเราไม่ได้พูดถึงบทเพลง “เพื่อชีวิต” ยุคเก่าๆ ขณะที่เด็กรุ่นใหม่ๆ ที่เขาโตขึ้นมาเขาอยากมีความเห็นการบ้านการเมือง หลายๆ คนก็แต่งเพลงรักธรรมดา แต่มันก็มีความหมายเรื่องความเป็นห่วงบ้านเมือง โดยทั้งป๋าเต็ด และเขา จะลองนำเสนอเพลงที่มีการเมืองในปัจจุบันร่วมกันว่ามีเพลงไหนบ้าง
"นึกถึงการเมืองไทย นึกถึงเพลงไหนบ้าง"
ป๋าเต็ด ตั้งโจทย์ประเด็นที่จะพูดไว้ว่า เขาและติ่งข่าวจะเสนอกันคนละ 3 เพลง โดยเป็นเพลงที่เวลานึกถึงการเมืองไทย เรานึกถึงเพลงไหนกันบ้างที่สะท้อนแง่มุมต่างๆ ของการเมืองไทยในปัจจุบันหรือในภาพรวม
โดยตัวเขานึกถึงเพลงนี้เป็นเพลงแรก คือ “เมด อิน ไทยแลนด์” (Made in Thailand) ร้องโดยคาราบาว เพราะว่าเวลาพูดถึงการเมือง เราต้องเอา “ตัวพ่อ” มาเลย และเพลงนี้เป็นเพลงที่พูดถึงการเมืองไทยอย่างครอบคลุมที่สุด
“… เมดอินไทยแลนด์แดนดินไทยเรา
เก็บกันจนเก่า เรามีแต่ของดีดี
มาตั้งแต่ก่อนสุโขทัย มาลพบุรี อยุธยา ธนบุรี
ยุคสมัยนี้เป็น กทม.
เมืองที่คนตกท่อ (ไม่เอาอย่าไปว่าเขาน่า) ....”
เนื้อเพลงส่วนหนึ่งของเพลง เมด อิน ไทยแลนด์-คาราบาว)
ยุทธนา อธิบายว่า เขาเลือกเพลงนี้เป็นเพลงแรก เนื่องจากทำให้เขานึกถึงประชาธิปไตยแบบไทยๆ ไม่ใช่ประชาธิปไตยในประเทศไทย แต่เป็นประชาธิปไตยที่ไม่เหมือนที่ไหนในโลก เขาคงไม่ได้บอกว่า ประชาธิปไตยแบบนี้ดีหรือไม่ดี แต่สิ่งที่พูดได้คือมันแตกต่าง (Unique) มาก เช่นเดียวกับเพลง “เมด อิน ไทยแลนด์” ของคาราบาว
ยุทธนา บุญอ้อม ถ่ายโดย ยศวดี สงวนนาม
ด้านสมภพ รัตนวลี หนึ่งในผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ซึ่งตอนนั้นทำหน้าที่การ์ดให้ครูประทีป ฮาตะ นำเสนอเพลงของวัยรุ่น “คนนี้คนไทย” ของ “Tang BadVoice” หรือตะวันวาด วนวิทย์ ศิลปินฮิปฮอป และเป็นทายาทเจ้าของพัดลมฮาตาริ ซึ่งก็สะท้อนความเป็นคนไทยเช่นเดียวกัน โดยส่วนใหญ่ เพลงของสมภพ จะเน้นเพลงของคนรุ่นใหม่ หรือวัยรุ่น เพราะเขามองว่า คนรุ่นใหม่ก็สามารถเขียนเพลง "เพื่อชีวิต" ได้แหลมคม และเหมาะสมกับยุคสมัยใหม่ โดยไม่ต้องไปฟังเพลงของคนรุ่นเก่าเลย
ติ่งข่าว มองว่า มันคือความเป็นคนไทย เป็นเพลงเมด อิน ไทยแลนด์ ในปัจจุบัน เหมือนกับว่า เราเอาเบียร์เข้ามา แต่เราใส่น้ำแข็งทาน มันเหมือนกับประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่เราเอาแนวคิดจากต่างประเทศเข้ามา แต่เราเอาเข้ามาไม่หมด เราไม่ได้เอาส่วนดีๆ ของต่างประเทศเข้ามาด้วย อย่างในเนื้อเพลงจะมีท่อนที่บอกว่า เรามีรถเปิดประทุน แต่ว่าอากาศเราร้อนมาก และเราจะเปิดประทุนทำไม ประชาธิปไตยแบบอังกฤษที่เราเทียบ สามารถเอานายกรัฐมนตรีเข้าคุกได้ เกาหลีใต้สามารถดำเนินคดีกับนายกฯ ได้ เราไม่ได้เอาแนวคิดดีๆ ของต่างประเทศมาด้วย และเราก็มาบอกว่าประชาธิปไตยแบบไทยๆ
อีกหนึ่งแง่คิดสำหรับสมภพ คือเขารู้สึกว่า คนรุ่นใหม่สามารถเข้าใจปัญหาการเมืองและสังคมได้ตัวเอง โดยไม่ต้องหันกลับไปฟังคนรุ่นเก่าๆ ยกตัวอย่างตอนปรีดี พนมยงค์ แกนนำคณะราษฎร ทำการปฏิวัติประเทศไทย เขาก็ไม่รู้ว่าคนรุ่นใหม่ก็ต้องต่อสู้กันจนทุกวันนี้
ประชาธิปไตยที่แตกต่างมากมันดีหรือเปล่า สิริพรรณ เสริมว่า พอเราบอกว่าประชาธิปไตยแบบไทยๆ ถ้าเราเติม ไทยๆ ทำให้สิ่งที่ดี มีความหมายเป็นทางด้านลบ โดยที่มาของคำนี้มาจากบทความของนักวิชาการต่างประเทศ ที่ใช้คำว่า "Thai Style Democracy" โดยสาระสำคัญของบทความนี้ก็คือ การวิจารณ์ประชาธิปไตยของประเทศไทยๆ
อาจารย์จุฬาฯ กล่าวว่า ถ้าเราโยงกับเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535 มันเป็นการสร้างความหวังอย่างชัดเจน จนเราได้รัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งสาระหลักของรัฐธรรมนูญปี 2540 หลังจากปี 2535 คือเราต้องการประชาธิปไตยแบบเต็มใบ ช่วงรณรงค์รัฐธรรมนูญ ปี 2540 มีการแต่งเพลง และเพลงชื่อรัฐธรรมนูญของประชาชน โดยเนื้อเพลงมีประโยคที่น่าสนใจ คือ "เราต้องการประชาธิปไตยเต็มใบ"
ที่เป็นแบบนั้น เพราะรัฐธรรมนูญปี 2521 และ 2534 ก่อนหน้านี้มันเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ หมายความว่านายกฯ ไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง มาจากใครก็ได้ และเรามีสภา 2 สภาคือ วุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎร แต่วุฒิสภา ไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้งเหมือนกัน ซึ่งนี่คือที่มาของประชาธิปไตยแบบไทยๆ
สิริพรรณ ระบุต่อว่า ดังนั้น เมื่อเทียบกับรัฐธรรมนูญปี 2560 นายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง นายกฯ ไม่ได้เป็น สส. ไม่ต้องลงปาร์ตีลิสต์ และ สว. มาจากระบบเลือกกันเอง ทำให้ตอนนี้เราบอกได้ว่าเราถอยหลัง เหลือ 1 ใน 4 ไม่ถึงประชาธิปไตยครึ่งใบ เป็นการกลับมาของประชาธิปไตยแบบไทยๆ อีกครั้ง ซึ่งหัวใจสำคัญที่สุดที่เป็นมรดกของพฤษภาทมิฬ คือการเอาทหารของจากการเมือง แต่รัฐธรรมนูญ 60 เอาทหารเข้าไปอยู่ใน รธน.เต็มใบ
“เหตุการณ์พฤษภา’35 เป็นเหตุการณ์ที่ทั้งหลายทั้งปวงต้องการผลักทหารออกจากการเมือง นั่นคือหัวใจสำคัญที่สุด ว่าเราต้องการลดบทบาททหารออกจากการเมือง แต่ต้องถามว่า ทุกวันนี้มันเกิดอะไรขึ้น รัฐธรรมนูญ 60 เป็นรัฐธรรมนูญที่ใส่ทหารเข้าไปอยู่ในรัฐธรรมนูญอย่างเต็มใบ” นักวิชาการรัฐศาสตร์ กล่าว
อดีตดีเจชื่อดัง ทิ้งท้ายประเด็นจากเพลง “เมด อิน ไทยแลนด์” ของคาราบาว และ “คนนี้คนไทย” ของตั้ง แบดวอยซ์ ว่ารัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่เพิ่งทำประชามติผ่านนี้ เราสามารถ "เมด อิน ไทยแลนด์" ได้เช่นกัน โดยการนำเข้าข้อดีจากทั่วโลก เข้ามาร่างเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนได้
"ทำไมมันช่างเปราะบางเหลือเกิน"
“ป๋าเต็ด” ได้นำเสนอเพลงถัดไป คือ “เปราะบาง” ของวงร็อคชื่อดัง “บอดีสแลม”
"…ทำไมแค่ลมเพียงแผ่วเบายังทำให้เหน็บหนาว
แค่เพียงแผ่นฟ้าที่ว่างเปล่ายังทำให้มีน้ำตา
ทำไมมันช่างเปราะบางเหลือเกิน
อ่อนแอจนเกินจะเข้าใจ…"
เนื้อเพลงส่วนหนึ่งจากเพลง เปราะบาง ร้องโดยวงบอดีสแลม
“แค่มีคนชี้เป้าให้ฟังว่ามันน่าจะมีทุจริตตรงนั้นนะ คุณก็ฟ้องกลับโดยทันที ทำไมช่างเปราะบางเหลือเกิน” ป๋าเต็ดนำเพลง Bodyslam วิจารณ์การทำงานของหน่วยงานรัฐบางหน่วยงานและนักการเมืองที่คุมกระทรวงบางท่านที่แสนจะเปราะบาง ยอมรับถึงความขัดแย้งหรือแม้แต่ข้อเท็จจริงไม่ได้
ยุทธนา เล่าว่า การเมืองไทยในช่วงหลังเปราะบางมาก วิจารณ์ไม่ได้ ในสมัยก่อนยุคสภากาแฟ นี่คนก่นด่าการเมืองกันเละ เขาเคยไปซื้อกาแฟกับพ่อ แล้วฟังพ่อนั่งคุยกับเพื่อนก็คือ วิจารณ์การเมืองกันเละเลย แต่มาจนถึงทุกวันนี้กลายเป็นว่าคนธรรมดาไม่สามารถแม้แต่จะวิจารณ์ได้
“พอใส่ไปแล้วปุ๊บ โดนใส่กลับ แล้วมาเป็นไอโอ คือความจริงก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเป็นไอโอ บางคนก็เชื่ออย่างนั้นจริงๆ ด้วย แต่ว่าเป็นการเชื่อที่ถูกใส่ข้อมูลที่ผิดๆ ผมได้ยินแว่วๆ คำว่าล้างสมอง ผมไม่ได้พูดคำนั้นนะ แต่เห็นด้วย” ป๋าเต็ด กล่าว
สมภพ ตอบป๋าเต็ด ด้วยเพลง “อำนาจเจริญ” จากวง Bomb Attack เนื้อเพลงมีลักษณะเล่าถึงปัญหาสังคมไทย ความเหลื่อมล้ำ กระบวนการยุติธรรมที่ใช้เงินซื้อได้ และความคับแค้นใจที่คนจนมักต้องรับเคราะห์
… บาปกรรม มันใช้ไม่ได้กับคนรวย
ถึงมึงจะเป็นคนดีแค่ไหนแต่สุดท้ายถ้ามึงจนมึงก็ซวย
กูแม่งโคตรเบื่อสังคมเมืองไทย
ที่ไม่ยุติธรรมถ้ามึงคิดต่างหรือเสียงข้างน้อย
ก็ไม่ต่างอะไรจากแกะดำ…
(เนื้อเพลงส่วนหนึ่งจากเพลง อำนาจเจริญ-Bomb Attack)
ติ่งข่าว ตอบว่าที่การเมืองไทยเปราะบางเช่นทุกวันนี้ เพราะอำนาจนิยม เมื่อประชาชนคนธรรมดาหรือป๋าเต็ดไปวิพากษ์วิจารณ์ ก็ต้องเจอคำว่าคนไม่รักชาติ ทำให้คนรุ่นใหม่มองว่าที่การเมืองไทยเปราะบางมาก เป็นเพราะเปราะบางเพื่อให้อำนาจนิยมยังคงไว้
สิริพรรณ มองและตีความว่าเพลง 2 เพลงนี้สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำ "ความเหลื่อมล้ำมันเป็นผลผลิตจากการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยนั่นแหละ" แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การเมืองที่เป็นประชาธิปไตยจะไม่มีความเหลื่อมล้ำ และในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยมันสูงขึ้นมาก
“ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนด้วยโศกนาฏกรรม” เธอเปรียบเทียบกับเหตุการณ์รถไฟชนรถเมล์ที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม คนรำลึกอดีตมากขึ้น แต่ผ่านไปคนก็ลืม กลับมาใช้ชีวิตปกติ สิ่งที่เธอกังวลใจและสิ่งที่นำมาสู่ปรากฏการณ์เหล่านี้ คือ สังคมกำลังเอาความเคยชินมากำหนดพฤติกรรม เหมือนกับระบบการเมืองทุกวันนี้
"เรามี 21.6 ล้านเสียง 65 เปอร์เซ็นต์ที่โหวตรับรองการทำประชามติ แตีขณะเดียวกันพลังของสังคมเนี่ย ไม่แน่ใจว่าเราจะปลุกขึ้นมาให้มาเรียกร้อง เหมือนตอนเราได้รัฐธรรมนูญ 40 หรือเปล่า อย่าอยู่ในความเคยชินว่าระบอบมันเป็นแบบนี้ เราก็ยอมๆกันไป ตรงนั้นแหละมันเป็นอันตรายต่อการเปลี่ยนแปลง" สิริพรรณ กล่าว
คนไทย..คนไม่มีสิทธิ์
ในโจทย์สุดท้าย อดีตดีเจคนดัง ยกตัวอย่างเพลง “คนไม่มีสิทธิ์” ของวง “ไมโคร” ขึ้นมาเปรียบเทียบ เป็นบทเพลงที่ถ่ายทอดความรู้สึกเจ็บปวดของคนที่เจียมเนื้อเจียมตัว ยอมรับความจริงว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์มีเสียง หรือไม่มีสถานะทางสังคมที่จะไปเรียกร้องอะไรได้เลย
... อยู่อย่างคนไม่มีสิทธิ์
ก็ผิดตั้งแต่วันที่เราเกิด
เจ็บอย่างไรก็ทนไปเถิด
จะเกิดอะไรก็ต้องทน…
(เนื้อเพลงส่วนหนึ่งจากเพลง คนไม่มีสิทธิ์ - วง "ไมโคร")
"มันเหมือนเราจะมีสิทธิ์” ยุทธนา เล่าความหมายของเพลงว่า ประชาชนต่างก็รู้สึกว่าตนเองเหมือนจะมีสิทธิ์ เช่น สิทธิในการเลือกตั้ง สิทธิในการออกเสียงประชามติ สิทธิที่จะเรียกร้องหรือส่งเรื่องร้องเรียนต่างๆกับหน่วยงานรัฐ แต่การลงประชามติรัฐธรรมนูญล่าสุด ก็เหมือนกับว่ารัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชนเลย และเขาก็ได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์รถไฟชนรถเมล์ครั้งที่ผ่านมาประกอบ โดยเขาเปรียบเทียบว่า สี่แยกถนนอโศก-เพชรบุรี เป็นสี่แยกใหญ่ มีรถตัดผ่านกันเยอะมาก แล้วตรงนั้นมีสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สถานี Airport Link และมีสถานีรถไฟบนพื้นจอดแวะรับคนตรงนั้น
"เราไม่ได้อยากจอดข้ามทางรถไฟหรอก แต่รถมันไหลๆ ไปอยู่แล้วก็ติด แล้วเราก็อ้าว ฉันจอดอยู่กลางทางรถไฟเลย ครั้นฉันจะดูเส้นเหลืองที่เค้าห้ามจอด ถ้ามันยังดูระยะที่ยังชะลอได้ เราควรชะลอก่อน แต่ชะลอไม่ได้ครับ ความเป็นจริงคือรถที่มาจากเส้นพระราม 9 เค้าต้องแข่งกับรถที่มาจาก Local road เพราะมันไม่มีไฟจราจร ถ้าเค้าชะลอ เค้าไม่มีวันได้ไปโซนนั้นเลย เค้าจะรออยู่เรื่อยๆ ถึงสักประมาณ 4ทุ่ม เขาถึงจะได้ไป ดังนั้น นี่แหละ คือความเป็นคนไม่มีสิทธิ์ของคนไทย เราไม่มีสิทธิ์เลือกเลยว่าคุณออกแบบเส้นทางการจราจรนี้ได้อย่างไร เราไม่มีสิทธิ์ที่จะบอกเลยว่าไม่เวิร์ก" ป๋าเต็ด กล่าว
ด้าน ผอ.ฝ่ายข่าว ช่องเวิร์คพอยท์ เลือกเพลงสุดท้ายเป็นเพลง "ซักซี้ดนึง" ของวง "Paradox" ซึ่งเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง "SuckSeed" เขาเลือกเพลงนี้เพื่อให้กำลังใจและสร้างความหวังว่าประเทศไทยต้องมีการเมืองที่ดีขึ้นได้แน่นอน คนที่มองว่าตนเองไม่มีสิทธิ์ ต้องลองฟังเสียงคนรุ่นใหม่
… ชีวิตต้องลองซักSeedหนึ่ง
มันต้องมีดีซักSeedหนึ่ง
ถึงแม้มันยังจะห่วย ชีวิตบรมห่วย
ถึงแม้มันยังจะซวย เราก็ซวยไปด้วยกัน
ชีวิตต้องลองซักSeedหนึ่ง
มันต้องมีดีซักSeedหนึ่ง
ถึงแม้พวกเราจะห่วย ชีวิตบรมห่วย
ถ้าหากว่ามันจะซวย
ให้มันซวยไปด้วยกัน SuckSeed!...
(เนื้อเพลงส่วนหนึ่งจากเพลง "ซักซี้ดนึง" - Paradox)
“ผมนึกถึงคนรุ่นใหม่ๆตลอดเวลา เวลาเราต้องการสังเกตสังคมที่เราอยู่ สำรวจความคิดของคน ยังอยากรู้ว่าคนคิดอะไร ยังอยากรู้ว่ามันมีอะไรซ่อนอยู่ในความหมายเพลง” ติ่งข่าว กล่าว
สมภพ รัตนวลี หรือติ่งข่าว ถ่ายโดย ยศวดี สงวนนาม
อาจารย์สิริพรรณ ปิดท้ายว่า สังคมนี้ไม่เคยขาดความหวัง ความหวังยังมีอยู่เต็มเปี่ยม สะท้อนจากคนรุ่นใหม่ที่ยังแต่งเพลง สร้างงานศิลปะต่างๆ ที่มุ่งสะท้อนการเมือง แต่สิ่งที่มากไปกว่านั้นคือ เธออยากให้มองถึงความเป็นไปได้
"สังคมไทย ชนชั้นนำแก้เกมส์ตลอด” เธออธิบายเพิ่มว่า สังเกตได้ชัดจากการแก้รัฐธรรมนูญ 40 เพราะชนชั้นนำรู้ว่าหากใช้ฉบับนี้ต่อไป ประเทศไทยจะเจริญ อย่างน้อยก็เจริญมากกว่านี้ นั่นคือสิ่งที่ชนชั้นนำเขาแก้เกมส์ แล้วสุดท้ายกรรมก็มาตกที่คนไทย
ขณะเดียวกัน เธอได้กล่าวปิดท้ายว่า ทุกครั้งที่เราบอกว่าเวลาอยู่ข้างเรา เราจะใช้เวลานั้นอย่างไร สร้างกติกาและเงื่อนไขอย่างไร
"สั้นๆ คือ อยากจะบอกว่าเราสังคมไทยไม่ได้ขาดความหวัง เรามีความเป็นไปได้เสมอ แต่สิ่งที่เราขาดวันนี้คือฉันทามติ เราขาดฉันทามติอย่างลึกซึ้ง ทำไมปี 40 ถึงเกิดขึ้นได้ เพราะว่ามันมีพลังว่าเราต้องการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ แต่สิ่งที่ขาด ณ วันนี้ จริงๆ คือฉันทามติว่าเราจะไปยังไง" สิริพรรณ กล่าวปิดประเด็นเสวนา
