Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากระบบไต่สวนของกฎหมายภาคพื้นยุโรป (Civil Law) และได้พัฒนาเป็นรูปแบบผสมผสาน โดยเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ของรัฐและศาลมีบทบาทเชิงรุกในการแสวงหาข้อเท็จจริงควบคู่ไปกับการนำเสนอพยานหลักฐานของคู่ความ โดยหัวใจสำคัญของระบบไต่สวน (Inquisitorial System) มิได้มีอยู่เพียงที่โครงสร้างของกระบวนการให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริง (Facts) และความจริง (Truth) เท่านั้น แต่ตั้งอยู่บนหลักการสำคัญประการหนึ่ง คือ “การเอื้อมมือลงไปแสวงหาความจริง โดยตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐเอง” ซึ่งรวมถึงศาล องค์กรอิสระ กรรมการอิสระ ที่ใช้ระบบไต่สวนกันมากขึ้น เช่น ศาลปกครอง ศาลยุติธรรมในบางคดี ศาลรัฐธรรมนูญในหลายกรณี คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้ตรวจการแผ่นดิน  คณะกรรมการตรวจสอบภายในของหน่วยงานรัฐ คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า  คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม  คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เป็นต้น 

ต้องยอมรับกันเสียทีว่า ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากผู้มีอำนาจพิจารณายังคงรอให้ข้อเท็จจริงถูกนำเสนอมาจากคู่ความเพียงฝ่ายเดียว และที่หนักกว่านั้นคือพิจารณาโดยไม่ได้พบ ไม่เห็นหน้าเห็นตาคู่ความแม้แต่ครั้งเดียว  ตรงกันข้าม ผู้ใช้อำนาจต้องมีบทบาทเชิงรุก (Proactive Role) ในการค้นหา ตรวจสอบ และกลั่นกรองข้อเท็จจริงด้วยตนเอง หากให้ดีกว่านั้นเปิดโอกาสให้คู่ความได้พบกรรมการอิสระด้วยตัวเอง ส่วนขั้นตอนของศาลนั้นได้พบกับผู้พิพากษาอยู่แล้ว เพื่อให้ข้อเท็จจริงไม่ถูกตัดตอน หรือถูกบิดเบือน และต้องทำให้ขั้นตอนในการพิจารณานั้นสั้นลง ไม่ถูกทำให้ยืดเยื้อยาวนาน

กล่าวโดยสรุปเหตุผลที่องค์กรอิสระ กรรมการอิสระ และศาล ควรใช้ระบบไต่สวนอย่างเข้มข้นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเรียกพยานเพิ่มเติม การแสวงหาหลักฐานจากแหล่งอื่น หรือการเปิดพื้นที่สื่อสารโดยตรง ให้ข้อเท็จจริงจากประชาชนและผู้เสียหายได้ปรากฏอย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ หลักการนี้กลับถูกบั่นทอนด้วยความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการไต่สวนเชิงรุกที่มักจะถูกมองว่าอาจสูญเสีย “ความเป็นกลาง” โดยเดิมที ความเป็นกลางถูกตีความว่าเป็นการ “ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง” ไม่สื่อสาร ไม่แสวงหาข้อมูลเพิ่มเติม และไม่ตัดสินใจในประเด็นที่ยังมีข้อสงสัย  ผลที่เกิดขึ้นคือ ความเป็นกลางในเชิงหลักการ กลายสภาพเป็น “ความเป็นกลางเชิงรับ” (Passive Neutrality) ซึ่งเปิดช่องให้ความจริงไม่ปรากฏ และในหลายกรณี กลับกลายเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายที่มีอำนาจเหนือกว่าได้เปรียบในการต่อสู้คดีได้โดยปริยาย


มายาคติของความเป็นกลางในกระบวนการยุติธรรมไทย

ข้อเท็จจริงที่ต้องยืนยันให้ชัดคือ การแสวงหาความจริง ไม่ใช่การฝักใฝ่ฝ่ายใด และการสื่อสารกับผู้เสียหาย ไม่ใช่การสูญเสียความเป็นกลาง   ในทางตรงกันข้าม การไม่แสวงหาความจริงต่างหาก ที่อาจทำให้กระบวนการยุติธรรมเอนเอียงโดยไม่รู้ตัว

เมื่อพิจารณาในมิติของกฎหมาย ความเข้าใจผิดเช่นนี้มิใช่เพียงปัญหาเชิงแนวคิด แต่มีผลทางกฎหมายอย่างชัดเจน กล่าวคือ เมื่อเจ้าหน้าที่มีหน้าที่ต้องแสวงหาข้อเท็จจริง แต่กลับงดเว้นไม่ดำเนินการ ทั้งที่สามารถทำได้และควรทำ ย่อมเข้าข่าย “การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ที่ใช้ลงโทษเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น

ดังนั้น เส้นแบ่งที่สำคัญจึงมิใช่ระหว่าง “ความเป็นกลาง” กับ “การเข้าข้าง”

แต่คือเส้นแบ่งระหว่าง ความเป็นกลางเชิงรุก กับ ความเป็นกลางเชิงนิ่งเฉย ที่ต้องทำความเข้าใจกันให้มากขึ้น

ความเป็นกลางเชิงรุก (Active Neutrality) หมายถึงการแสวงหาความจริงอย่างเต็มที่ โดยไม่ลำเอียง เปิดรับข้อมูลจากทุกฝ่าย และกล้าตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและกฎหมาย

ในขณะที่ความเป็นกลางเชิงนิ่งเฉย (Passive Neutrality) คือการไม่ดำเนินการ ไม่ตั้งคำถาม และไม่ใช้เครื่องมือทางกฎหมายที่มีอยู่ ทั้งที่สถานการณ์เรียกร้องให้ต้องกระทำ หากปล่อยให้ความเป็นกลางเชิงนิ่งเฉยครอบงำ ระบบไต่สวนจะสูญเสียความหมาย เพราะแทนที่จะเป็นกลไกค้นหาความจริง จะกลายเป็นเพียงกระบวนการที่ “รอ” ความจริง—ซึ่งในหลายกรณี ความจริงจะไม่มีวันปรากฏ

ยิ่งไปกว่านั้น การนิ่งเฉยในบริบทดังกล่าว ซึ่งดำรงอยู่ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำของกระบวนการยุติธรรมไทย  มิใช่เพียงความล้มเหลวทางจริยธรรม แต่เป็นความรับผิดทางกฎหมายที่ต้องถูกตรวจสอบ และในกรณีที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ย่อมอยู่ในข่ายความผิดตามมาตรา 157 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทยจึงต้องเริ่มจากการปรับความเข้าใจในประเด็นนี้อย่างจริงจัง โดยต้องยืนยันร่วมกันว่า การแสวงหาความจริงคือ “หน้าที่” ไม่ใช่ “ทางเลือก”  การสื่อสารกับผู้เสียหายคือ “เครื่องมือของความยุติธรรม” ไม่ใช่ความเอนเอียง  และการไม่ทำหน้าที่ภายใต้ข้ออ้างของความเป็นกลาง คือ “การละเว้นในหน้าที่” ที่มีความผิด 

ท้ายที่สุด ความยุติธรรมไม่อาจเกิดขึ้นเองได้จากความเป็นกลางที่ไม่ลงมือทำ แต่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้มีหน้าที่ กล้าที่จะใช้ความเป็นกลางเป็นพลังในการแสวงหาความจริง และไม่หลีกเลี่ยงความรับผิดในสิ่งที่กฎหมายกำหนดให้ต้องกระทำ  ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชนชน ที่ไร้อำนาจ บารมี ในการเข้าถึงส่วนบนของกระบวนการยุติธรรม และเพื่อไม่ให้พวกเขาต้องถูกกลั่นแกล้ง ถูกลงโทษเกินจริง ไม่ได้สัดส่วน รวมถึงผู้ที่ถูกทำให้ล้มละลาย หมดเนื้อหมดตัว และถูกขังฟรี  พวกเขาจำเป็นต้องมีผู้รู้ที่เป็นตัวช่วย ยอมเสียสละ ละความสบายลงบ้าง เพื่อให้ความจริงปรากฎ

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง