เมื่อถูกพรรคน้ำเงินหักหลัง “ดีล MOA” และกระแสสังคมวิจารณ์อย่างหนัก ผู้นำจิตวิญญาณพรรคส้มอย่าง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จึงออกมากล่าว “ขอโทษก็ได้” ผ่านสื่อสาธารณะ จึงมีการขอโทษในนามพรรคส้มตามมา แต่ “สาระสำคัญ” ของการขอโทษคือ “การขอโทษที่แก้รัฐธรรมนูญตาม MOA ไม่สำเร็จ” ซึ่งเป็นการขอโทษต่อฝ่ายที่ยอมรับและสนับสนุนพรรคส้มโหวตให้พรรคน้ำเงินเป็นรัฐบาลมากกว่า ส่วนประชาชนที่ไม่ยอมรับและต่อต้านการโหวตเช่นนั้น ทั้งๆ ที่พวกเขาต่างก็มีส่วนแบกรับปัญหาที่ “ระบอบสีน้ำเงินเติบโตขึ้น” กลับเหมือนไม่ได้รับการขอโทษใดๆ
การที่พรรคส้มเลือก “เน้น” ความหวังเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ในแง่หนึ่งก็แสดงให้เห็น “เจตนาดี” ของพรรส้ม ที่ต้องการปลดล็อกปัญหารัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ในอีกแง่หนึ่ง ก็เหมือน “กลบเกลื่อน” การทำผิดหลักการที่พรรคส้มร่วมมือกับ “รัฐประหารเงียบ” ของรัฐพันลึกที่ใช้กลไกอำนาจนอกระบบเอารัฐบาลพรรคแดงลงเพื่อเอาพรรคน้ำเงิน (ที่ไว้ใจได้มากกว่า) ขึ้นเป็นรัฐบาลแทน โดยพรรคส้มโหวตพรรคน้ำเงินเป็นรัฐบาลได้สำเร็จตาม “ใบอนุญาตที่ 2” ของรัฐพันลึก
การเน้น “ความหวังแก้รัฐธรรมนูญให้สำเร็จ” คือการเน้นสร้างภาพลักษณ์ “การเมืองเชิงอุดมการณ์ หรือการเมืองยึดมั่นหลักการตรงไปตรงมา ไม่ตระบัดสัตย์” แต่สิ่งที่กลบเหลื่อนไว้ กลับเป็น “การเมืองตามความเป็นจริงแบบพรรคส้มที่มุ่งผลลัพธ์แบบไม่เลือกวิธีการ” หรือ “realpolitik แบบพรรคส้ม” นั่นคือ การร่วมมือกับรัฐประหารเงียบที่ “ขัดแย้ง” โดยตรงกับวิสัยทัศน์ของพรรคส้มเองที่ประกาศว่าจะไม่เล่นเกมการเมืองทำลายคู่แข่งแบบไม่เลือกวิธีการ
กล่าวเฉพาะเรื่อง “ปัญหาทุจริจฮั้ว สว.” ณ เวลานั้น อยู่ในช่วง “ขาลง” ของพรรคน้ำเงินมากที่สุดแล้ว เพราะพวกเขาแยกออกมาเป็นฝ่ายค้าน และถูกพรรคแดงเร่งรัดดำเนินคดีเขากระโดง และคดีทุจริตฮั้ว สว. สื่อและปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้าจำนวนหนึ่งที่เชียร์พรรคส้มเวลานั้นบอกว่า “มองจากดาวอังคารก็รู้ว่าพรรคแดงกำลังใช้อำนาจรัฐแทรกแซง กกต. และเป็นเกมการเมือง หรือการกลั่นแกล้งกันทางการเมือง” ขณะที่ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมที่ให้ DSI ดำเนินคดีได้ถูกฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองร้องศาลรัฐธรรมนูญข้อหา “ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง” ฐาน “แทรกแซงคดีฮั้ว สว.” ต่อมาศาล รธน. ยกคำร้องดังกล่าว
สังเกตไหมครับว่ามุมมองของฝ่ายก้าวหน้ามัก “สอดคล้อง” กับ “ศัตรูเก่า” ของพรรคแดงเสมอ ไม่ว่ากรณี “คลิปอังเคิล” และการกดดันให้ แพทองธาร ชินวัตร ยุบสภา, มุมมองเรื่องตรวจสอบเอาผิดกรณีชั้น 14, กรณีพรรคแดงเร่งรัดคดีเขากระโดงและดำเนินคดีทุจริตฮั้ว สว. เพราะ “ทัศนคติพื้นฐาน” ต่อพรรคแดงที่คล้ายกันนี้หรือไม่ที่ทำให้เกิด “การกระทำทางการเมือง” ที่คล้ายกัน และเกิด “ผลลัพธ์ทางการเมือง” ที่คล้ายกัน นั่นคือ เพื่อต่อต้านพรรคแดง พธม. และ กปปส. จึงร่วมมือกับรัฐประหารโดยรถถัง ผลลัพธ์ทางการเมือง คือทหารตัวแทนอำนาจรัฐพันลึกมีอำนาจเหนือรัฐบาลจากเลือกตั้งมากขึ้นๆ และเพื่อต่อต้านพรรคแดง พรรคส้มจึงร่วมมือกับรัฐประหารเงียบ ผลลัพธ์ทางการเมือง คือพรรคน้ำเงินตัวแทนอำนาจรัฐพันลึก และ “ระบอบสีน้ำเงิน” ใหญ่โตขึ้น
แน่นอนว่า “อุดมการณ์ทางการเมือง” ที่ประกาศอย่างเป็นสาธารณะของ พธม., กปปส.กับพรรคส้มนั้น “แตกต่างกัน” แต่ที่เหมือนกันคือ พวกเขาประกาศ “วาระต่อต้านการทุจริต” เหมือนกัน และผลลัพธ์ทางการเมืองที่เหมือนกันคือ ทำให้พรรคแดงอ่อนแอลง และทำให้อำนาจรัฐพันลึกและเครือข่ายใหญ่โตขึ้น ซึ่งยิ่งทำให้ “การตรวจสอบทุกจริตยากมากขึ้น” หรือประสบผลสำเร็จไม่ได้เลย นับเป็นเรื่องที่คล้ายกันอย่างตลกร้าย!
โดยเฉพาะเมื่อพรรคส้มประกาศ “วาระต่อต้านการทุจริต” และ “ต่อต้านการเมืองเทา” แต่กลับโหวตให้พวกต้องคดีทุจริตหรือพวกทำการเมืองเทาๆ เป็นรัฐบาล ได้โอกาสและใช้อภิสิทธิ์ทางการเมืองขยายอำนาจใหญ่โตขึ้นจนชนะเลือกตั้งเป็นพรรคอันดับ 1 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองกว่าสองทศวรรษ
โหวตให้พวกเขามีอำนาจไม่พอ ยังพยายาม “สร้างคำอธิบาย” ให้การโดนคดีทุจริตของพวกเขา “ดูเป็นเรื่องเล็กลง” (ทั้งๆ ที่ไม่มี “ความจำเป็นใดๆ” ต้องสร้างคำอธิบายแบบนี้เลย) เช่นคำอธิบายแบบธนาธรตามคลิปนี้ https://www.youtube.com/watch?v=TX2cPqg_YeY ที่ถูกนำมาทำแคปชั่นข้างล่าง และถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวาง
คำอธิบายแบบธนาธร สะท้อนว่าพรรคส้มไม่เคยคิดว่า “การโหวตฝ่ายที่ต้องคดีทุจริตเป็นรัฐบาล” เป็นการกระทำที่ “ขัดแย้ง” กับ “ธงต้านทุจริต” ของพรรคส้มอย่างชัดแจ้ง พวกเขาจึง “ไม่รู้สึกผิด” ตั้งแต่แรก ดังนั้นพวกเขาจึง “ไม่เคยขอโทษต่อความผิด” ในเรื่อง “พูดอย่างทำอย่าง” ของพวกตนเลย (แต่กลับโจมตีพรรคแดงในเรื่อง “ทำผิดต่อคำพูด” อย่างต่อเนื่องยาวนาน)
ข้อเท็จจริงทางการเมือง คือ ปัญหาการทุจริตฮั้ว สว. เป็น “ปัญหาอภิสิทธิ์ทางการเมืองที่ใหญ่กว่าอภิสิทธิ์ป่วยชั้น 14 มาก” เพราะการทุจริตฮั้ว สว.ทำให้พรรคน้ำเงินที่มีอภิสิทธิ์เชิงโครงสร้างตามรัฐธรรมนูญ 2560 มากอยู่แล้ว ได้สำแดงอภิสิทธิ์เหนือพรรคอันดับ 1 และพรรคอันดับ 2 มากขึ้นไปอีก เช่น สามาถขวางการแก้ รธน.ได้, ขวางการนิรโทษกรรม 112 ได้, ต่อรองเอาตำแหน่งนากยกฯ ได้ หรืออ้างเรื่องแก้ รธน. มาหลอกเอา “อำนาจสูงสุดทางการเมือง” กับพรรคส้มได้ แล้วหันมาเอาชนะพรรคส้ม จนเป็นรัฐบาลสองสมัยติดต่อกันได้ ที่สำคัญทำให้ “การตรวจสอบเอาผิดคดีทุจริตฮั้ว สว.” กลายเป็นเรื่องซับซ้อนและยากมากขึ้น
แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าพรรคส้มไม่โหวตให้ “ครบทุกเสียง” เพื่อแสดงการ “รักษาสัจจะ” ต่อพวกต้องคดีทุจริต พรรคน้ำเงินก็ไม่มีทางได้เป็นรัฐบาลต่อเนื่อง 2 สมัย ดังนั้นการโหวตให้ครบทุกเสียง ก็คือการ “มีส่วนร่วมทำผิด” หลักความยุติธรรมทางการเมือง (political principles of justice) เพราะไปเพิ่มอภิสิทธิ์ที่พวกเขามีอยู่แล้วให้มีมากขึ้น ทำให้ปัญหาทุจริตฮั้ว สว. ซับซ้อนและแก้ยากมากขึ้น และยัง “เปิดเปลือย” ให้เราได้เห็นอย่างหมดเปลือกว่า “การชูธงต้านทุจริต” แต่โหวตให้พวกต้องคดีทุจริตเรืองอำนาจ มันคือ “ความย้อนแย้ง” ในตัวเองอย่าง extreme และ “ไม่ซื่อตรง” ต่อหลักการที่พวกตนประกาศต่อสาธารณะ!
เมื่อเทียบกับการที่ฝ่ายก้าวหน้าที่เชียร์พรรคส้มโจมตีว่า “การเมืองตามเป็นจริง” หรือ realpolitik แบบพรรคแดง คือ “การเมืองเทาๆ ที่มุ่งความสำเร็จโดยไม่เลือกวิธีการ” แม้แต่การที่พรรคแดงดำเนินคดีทุจริตฮั้ว สว. ก็ “ไม่ถูกหลักการ แต่เป็นการแทรกแซงองค์กรอิสระและกลั่นแกล้งกันทางการเมือง” แล้ว “realpolitik แบบพรรคส้ม” ที่โหวตพวกต้องคดีทุจริตเป็นรัฐบาลล่ะ เป็นไปตามหลักการเป๊ะๆ จริงหรือ ไม่เคยเห็นฝ่ายก้าวหน้าที่เชียร์พรรคส้มตั้งคำถามและวิจารณ์ตรงไปตรงมาอย่าง radical เลย มีแต่บอกให้ “ก้าวข้ามเรื่องโหวตอนุทินได้แล้ว” ควรมองไปข้างหน้า วิจารณ์พรรคส้มก็ควรวิจารณ์แบบให้กำลังใจกันมากกว่า ขณะที่ชาวส้มวิจารณ์พรรคแดงแบบไม่มี “ข้อดี” อะไรเหลืออยู่เลย แม้แต่ “30 บาทรักษาทุกโรค” ก็เป็น “เครดิตหมอหงวน” มากกว่าที่จะเป็นเครดิตของทักษิณหรือพรรคแดง
เมื่อพูดถึง “การมองไปข้างหน้า” ก็คือมองแบบที่ “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรส้มปลุกให้สังคมตื่นรู้และต่อสู้กับสิ่งที่เขาเรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” หรือแบบที่ธนาธรปลุกประชาชนให้ลุกขึ้นสู้กับ “ความไม่เป็นธรรม” เช่นการไม่นิรโทษกรรม 112, การทุจริตฮั้ว สว. และอื่นๆ แต่อย่างที่ผมกล่าวไปแล้วว่าเราต้องเผชิญปัญหาการทุจริตฮั้ว สว. ที่ซับซ้อนมากขึ้นและตรวจสอบเอาผิดได้ยากมากขึ้น ซึ่งเป็นผลโดยตรงของการโหวตพวกต้องคดีทุจริตให้เรืองอำนาจ
ที่ว่า “ซับซ้อนและยากมากขึ้น” มีตัวอย่างที่เราเพิ่งเห็น เช่นกรณี “เป๋า” ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ถูกพรรคน้ำเงินฟ้องหมิ่นประมาท ฐานออกมาตรวจสอบการทุจริตฮั้ว สว.โดยเปิดเผยรายชื่อผู้เกี่ยวข้องบางส่วน ซึ่งรวม “อนุทิน ชาญวีรกูล” ด้วย
พูดตามข้อเท็จจริงตรงไปตรงมา ไม่ว่าการต่อสู้เรื่องนิรโทษกรรม 112 และการตรวจสอบทุจริตฮั้ว สว. iLaw ที่ทำงานในนาม “ภาคประชาชน” ร่วมกับ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และนักกิจกรรมทางการเมืองกลุ่มต่างๆ ที่มีความเห็นร่วมกัน พวกเขาทำทั้งสองเรื่องนั้นได้ “ตรงเป้าหมาย” แหลมคม และต่อเนื่องสม่ำเสมอจริงจังมากกว่าพรรคส้ม ที่ประกาศเป็น “พรรคแห่งความหวัง” ในการเปลี่ยนแปลงประเทศเสียอีก ถามว่าถ้าพรรคส้มไม่ทุ่มเทสรรพกำลังทำสองเรื่องนี้ที่ “เล็กกว่า” ให้ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วย และทำให้สำเร็จได้จริง แล้วจะ “เปลี่ยนแปลงประเทศ” ที่เป็นเรื่องใหญ่กว่ามากได้อย่างไร
ผลงานชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่ iLaw และศูนย์ทนายฯ ทำ คือการให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ต้องคดี 112 และนักโทษ 112 อย่างเป็นระบบ ต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิของพวกเขาเหล่านั้นอย่างต่อเนื่อง ให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาและปัญหาทุกมิติของ “มาตรา 112” แก่สังคมอย่างเป็นระบบ จัดทำร่างกฎหมายนิรโทษกรรมประชาชนรวม 112 ที่ระบุชัดเจนตรงเป้าหมายว่า “ต้องนิรโทษกรรมคดี 112 ทุกคนโดยไม่มีเงื่อนไข” อย่างชัดเจนมากกว่าร่างฯ ของพรรคส้ม ทำแคมเปญและจัดกิจกรรมรณรงค์นิรโทษกรรม 112 อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งผลักดันร่างฯ ดังกล่าวเข้าสู่สภาได้สำเร็จและอภิปรายนำเสนอร่างฯ ได้คมชัดตรงประเด็นมากกว่า แม้จะม่ผ่านการโหวตวาระแรก แต่พวกเขาก็เกาะติดปัญหาและพยายามต่อสู้กันต่อไป พร้อมๆ กับนำเสนอข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนทราบอย่างต่อเนื่อง ไม่เช่นนั้นปัญหาการนิรโทษกรรม 112 ก็ถูกสังคมและสื่อมวลชน “ลืม” ไปนานแล้ว
ขณะที่พรรคส้มเอง หลังตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ ก็เน้นการโจมตีราวกับว่าทั้งหมดนั้นเป็น “ความผิดของพรรคแดง” ฝ่ายเดียวเท่านั้น ที่โหวตการละคร ตระบัดสัตย์ ข้ามขั้ว หักหลัง ดีลแลกประเทศ ขายวิญญาณ ฯลฯ โดยแสร้ง “มองข้าม” ปัญหาของฝ่ายตัวเองที่ยึกติดกับวาทกรรมการเมือง “ขาวสะอาด” ไร้การแปดเปื้อนใดๆ แบบ #มีกรณ์ไม่มีกู ซึ่งเป็นทัศนะคติทางการเมืองแบบที่ “ไม่เอาใครเลย” (หากพวกเขาไม่ยอมทำตามพวกกรูทั้งหมด หรือทำตามเป็นส่วนใหญ่ พวกเขาก็คือ “พวกเทา” หรือ “โจรใส่อาภรณ์ขุนนางและสวมรองเท้าไข่มุก” หรือ “โจร” แห่ง “ระบอบสีน้ำเงิน” ฯลฯ ตามวาทะของแกนนำสำคัญและหัวหน้าพรรคส้มเอง) จึงทำให้พรรคส้ม “ไม่สามารถหาเสียงสนับสนุน” จากพรรคอื่นๆ ให้ตั้งรัฐบาลสำเร็จได้ แล้วหันมาโจมตีพรรคอื่นที่เขาร่วมรัฐบาลกันตามกลไกการเลือกตั้งและระบบรัฐสภา แต่บทจะ “แชร์อำนาจกับขั้วตรงข้าม” ใน “สถานการณ์ที่พรรคส้มมีอำนาจต่อรองมากที่สุด” (ตามคำยืนยันของธนาธร) กลับโหวตให้พวกต้องคดีทุจริตที่ตกอยู่ใน “ช่วงขาลงต่ำสุด” ขึ้นมามีอำนาจ โดยไม่แม้แต่นำเรื่องนิรโทษกรรม 112 มาต่อรองในสมการ MOA เลย ที่ตลกร้าย คือไม่กล้าหาญยอมรับตรงไปตรงมาต่อ “การทำ realpolitik เทาๆ” ของการโหวตให้กลุ่มคนที่พวกตนเรียกว่า “โจร” เรืองอำนาจ
การประกาศ “ขอโทษที่แก้รัฐธรรมนูญไม่สำเร็จตาม MOA ทำให้ประชาชนผิดหวัง” จึงไม่ได้สะท้อนการ “สำนึกผิด” ที่ “โหวตให้พวกต้องคดีทุจริตฮั้ว สว.เรืองอำนาจ” และทำให้การตรวจสอบการทุจริตฮั้ว สว. ซับซ้อนและเอาผิดได้ยากมากขึ้น เพราะเป็นการทำให้พรรคที่คุม สว. และ กกต.ได้อยู่แล้วมีอำนาจคุมได้มากขึ้นกว่าตอนที่ตกเป็นฝ่ายค้านและถูกไล่บี้ดำเนินคดี!
วันนี้มีการพูดกันว่า iLaw ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนเล็กๆ ที่ไม่ได้รับเงินเดือนจากภาษีประชาชน กลับทำงานตรวจสอบคดีทุจริตฮั้ว สว. ได้ตรงเป้าและแหลมคมมากกว่าพรรคส้ม ที่เป็นพรรคฝ่ายค้าน “ชูธงต้านทุจริต” จนยิ่งชีพถูก “ฟ้องปิดปาก” และอย่าลืมว่าภูมิธรรมและทวีก็เคยโดนคดีมาแล้วเพราะเรื่องนี้ (เลิกอ้างว่าภูมิธรรมและทวี “ตรวจสอบฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองแบบไม่เลือกวิธีการ” เพราะพรรคส้มเองก็ร่วมมือกับ รปห.เงียบของรัฐพันลึก ด้วยการโหวตพวกต้องคดีทุจริตให้มีอำนาจ ซึ่งผลเสียหายชัดแจ้งและร้ายแรงกว่า) ขณะที่พรรคส้มยัง “ตามหลัง” iLaw ในเรื่องประสิทธิภาพการตรวจสอบเรื่องนี้
ดังนั้น การขอโทษต่อการ“ทำผิดหลักความยุติธรรมทางการเมือง” ที่พรรคส้มไปโหวตแบบร่วมมือกับรัฐประหารเงียบให้ “พวกต้องคดีทุจริตฮั้ว สว.” ที่มีอภิสิทธิ์เชิงโครงสร้างตามรัฐธรรมนูญ 2560 มากอยู่แล้ว ให้พวกเขาเป็นรัฐบาลที่มีอภิสิทธิ์และอำนาจมากขึ้น ก็คือการที่พรรคส้มกล้าหาญที่จะแสดง “ความสำนึกผิด” ด้วยการทุ่มเทสรรพกำลัง “ตรวจสอบเอาผิดคดีทุจริตฮั้ว สว.ให้ได้” และอาจช่วย “ผ่อนเบา” การทำผิดหลักความยุติธรรมทางการเมือง โดยไม่ฟังเสียงทัดทานใดๆ เลย
มิเช่นนั้น ประวัติศาสตร์ผลงานของการทำ “realpolitik แบบพรรคส้ม” ที่จะถูกจารึกไว้ ก็คือประวัติศาสตร์การตรวจสอบสิ่งที่พวกตนเรียกว่า “อภิสิทธิ์ชั้น 14” อย่างจริงจัง จนส่ง “ฝ่ายที่ถูกกระทำมามากกว่า” เข้าคุกในคดีจากรัฐประหารได้สำเร็จ ซึ่งเป็นความสำเร็จที่ “สอดคล้อง” กับวาระทางการเมืองของรัฐพันลึกและฝ่ายเสื้อเหลืองที่ร่วมมือกันทำลายพรรคแดงโดย “ไม่เลือกวิธีการ” มาตลอดกว่าสองทศวรรษ และอีกหนึ่งบันทึกของพรรคส้ม ก็คือ “ประวัติศาสตร์การโหวตให้พวกต้องคดีทุจริต” ที่มี “อภิสิทธิ์เชิงโครงสร้าง” มากกว่าพรรคอื่นๆ อยู่แล้วให้เรืองอำนาจ จนสามารถใช้อภิสิทธิ์ที่เพิ่มมากขึ้นนั้นช่วยให้พวกตนพ้นคดีทุจริตได้ อีกทั้งยังใช้ “นิติสงคราม” เล่นงานพรรคการเมืองคู่แข่ง และภาคประชาชนที่กล้าหาญลุกขึ้นมาตรวจสอบทุจริตได้อย่างบ้าอำนาจมากขึ้น!
