จากปาตาโกเนียจนถึงอ่าวไทยและอันดามัน ชุมชนชายฝั่งกำลังยืนยันสิทธิในการเข้าร่วมจัดการทรัพยากร “ทะเลหน้าบ้าน” ที่เขาพึ่งพาอาศัย ขณะที่รายงานล่าสุดของกรีนพีซเปิดเผยว่ารัฐต้องคำนึงถึงชุมชนเป็นหลักในการดำเนินนโยบายปกป้องมหาสมุทรโลก
ภาพจาก: Patricio Miranda/Greenpeace
เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 กรีนพีซ สากล เผยแพร่รายงานฉบับใหม่ ‘Global Ocean Justice Now: Making the Case for a Human Rights-Based Approach to Marine Conservation’ โดยย้ำเตือนว่า แผนการปกป้องมหาสมุทรโลกอย่างน้อยร้อยละ 30 จากพื้นที่มหาสมุทรโลกและระบบนิเวศสำคัญอื่น ๆ ภายในปี 2573 อาจล้มเหลว ยกเว้นแต่รัฐบาลแต่ละประเทศจะให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนเป็นหัวใจในการทำแผนปกป้องทะเล และมหาสมุทร รายงานชี้ให้เห็นว่า แม้ชุมชนชายฝั่ง ชนเผ่าพื้นเมือง และชุมชนท้องถิ่นจะมีบทบาทสำคัญในการดูแลระบบนิเวศชายฝั่งมาอย่างยาวนาน แต่กลับยังคงถูกกีดกันออกจากกระบวนการตัดสินใจ ถูกเพิกเฉย หรือได้รับผลกระทบจากโครงการอุตสาหกรรมและกิจกรรมสกัดทรัพยากรที่รัฐอนุญาตให้เดินหน้า
รายงานฉบับนี้ บันทึกเรื่องราวของชุมชนต่าง ๆ ที่ถูกผลักออกจากพื้นที่ ถูกเพิกเฉย และยังได้รับผลกระทบจากการพัฒนาโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และการทำเหมืองแร่โดยรัฐ การที่รัฐบาลให้ความสนใจกับผลกำไรจากโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และการทำเหมืองแร่เป็นอันดับแรก และละเลยการสนับสนุนงานอนุรักษ์โดยชุมชน ส่งผลให้รัฐล้มเหลวในการปฏิบัติตามพันธกิจระหว่างประเทศที่ให้คำมั่นไว้อย่างสิ้นเชิง
สำหรับประเทศไทย คำเตือนดังกล่าวสะท้อนชัดผ่านกรณีโครงการแลนด์บริดจ์ระนอง-ชุมพร ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวอย่างของโครงการท่าเรือขนาดใหญ่ในภาคใต้ของไทยที่รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่าเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งระดับโลก กล่าวคือ รัฐบาลต่าง ๆ ให้คำมั่นบนเวทีนานาชาติว่าจะปกป้องมหาสมุทร แต่ในประเทศกลับเดินหน้าโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศชายฝั่งและสิทธิของชุมชนท้องถิ่น ความกังวลดังกล่าวยิ่งชัดเจนขึ้นหลังสภาผู้แทนราษฎรมีมติเสียงข้างมาก 266 ต่อ 174 เสียง เดินหน้ากระบวนการที่เกี่ยวข้องกับโครงการแลนด์บริดจ์ ท่ามกลางเสียงท้วงติงจากภาคประชาชนว่ากระบวนการตัดสินใจของรัฐยังขาดการประเมินผลกระทบอย่างรอบด้านและการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของชุมชนชายฝั่งที่อาจได้รับผลกระทบ
ณิชานันท์ ตัญธนาวิทย์ หัวหน้าโครงการรณรงค์ด้านความเป็นธรรมทางมหาสมุทรของกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “รัฐบาลหลายประเทศกำลังทำเหมือนเป้าหมาย 30x30 เป็นแค่เป้าหมายทางตัวเลข แต่ความจริงแล้วคุณไม่สามารถพูดได้ว่าคุณได้ปกป้องมหาสมุทรหากยังคงกีดกันชุมชนชายฝั่งออกจากกระบวนการตัดสินใจ ทั้งที่พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่ปกป้องระบบนิเวศนี้ให้ยังคงอุดมสมบูรณ์มาหลายชั่วอายุคน ซึ่งหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ก็ได้พิสูจน์ชัดแล้วว่า มหาสมุทรที่ชุมชนมีสิทธิ มีอำนาจในการตัดสินใจ และมีบทบาทในการดูแลปกป้องทรัพยากร จะมีความสมบูรณ์และยั่งยืนที่สุด”
รายงานฉบับนี้เผยแพร่ในช่วงนับถอยหลังหกเดือนสู่การประชุม CBD COP17 ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ณ กรุงเยเรวาน ประเทศอาร์เมเนีย ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ประเทศต่าง ๆ รวมทั้งไทย จะร่วมประเมินความคืบหน้าในการดำเนินการตามกรอบงานความหลากหลายทางชีวภาพโลกคุนหมิง-มอนทรีออล (Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework) การประชุม CBD COP17 ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในการปรับทิศทางการทำงาน โดยผู้นำโลกจำเป็นต้องเร่งยกระดับการรับรองสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองชาติพันธุ์ และชุมชนท้องถิ่นในทางปฏิบัติ รวมถึงยอมรับบทบาทสำคัญของพวกเขาในการปกป้องและดูแลธรรมชาติ
ใจความสำคัญของรายงานนี้ยังเปิดโปงถึง “อุทยานบนกระดาษ” (paper parks) หรือพื้นที่คุ้มครองที่มีอยู่เพียงบนแผนที่ แต่ความเป็นจริงกลับแทบไม่มีการคุ้มครองใด ๆ ในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงเป็นเครื่องมืออนุรักษ์ที่ไม่เปิดให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม หรือถูกจัดทำขึ้นแต่ไม่เคยถูกนำไปปฏิบัติจริง รายงานชี้ว่า ความล้มเหลวดังกล่าวไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เมื่อรัฐบาลหลายประเทศเลือกที่จะมองข้ามรูปแบบการดูแลมหาสมุทรที่ได้รับการพิสูจน์มายาวนานนั่นคือองค์ความรู้ ระบบการจัดการ และวิถีปฏิบัติในชีวิตประจำวันของชนเผ่าพื้นเมืองชาติพันธุ์และชุมชนท้องถิ่น ซึ่งดูแลระบบนิเวศชายฝั่งมาอย่างต่อเนื่องหลายชั่วอายุคน
ในทางกลับกัน แทนที่จะสนับสนุนชุมชนชายฝั่ง รัฐกลับผลักพวกเขาออกจากพื้นที่เพื่อเปิดทางให้โครงการอุตสาหกรรมที่ถูกอ้างว่าเป็น “การพัฒนาประเทศ” ส่งผลให้ระบบนิเวศเสียหายมากขึ้น และทำให้เป้าหมายด้านความหลากหลายทางชีวภาพยิ่งห่างไกลจากความเป็นจริงตั้งแต่อุตสาหกรรมฟาร์มปลาแซลมอนในปาตาโกเนีย โรงงานผลิตปลาป่นในแอฟริกาตะวันตก การทำเหมืองทรายในศรีลังกา ไปจนถึงโครงการแลนด์บริดจ์อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในภาคใต้ของไทย รายงานฉบับนี้เปิดโปงถึงความขัดแย้งที่ทวีความชัดเจนมากขึ้น นั่นคือ รัฐบาลต่าง ๆ ที่กำลังให้คำมั่นต่อเวทีนานาชาติว่าจะปกป้องมหาสมุทร แท้ที่จริงแล้วกลับเดินหน้าเอื้อให้เกิดการทำลายระบบนิเวศภายในประเทศของตนเอง
เกตน์สิรี ทศพลไพศาล นักรณรงค์ด้านทะเลและมหาสมุทร กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า “แผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติของไทย (NBSAP) ถูกเขียนไว้เป็นอย่างดี เป็นแนวทางการอนุรักษ์โดยยึดหลักสิทธิมนุษยชน รวมถึงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่าพื้นเมือง ชุมชนท้องถิ่น ผู้หญิง และเยาวชน แต่ในทางปฏิบัติกลับเผชิญกับความท้าทายอย่างมาก โดยเฉพาะจากนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ การพัฒนาพื้นที่เพื่ออุตสาหกรรม ซึ่งขาดกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของชุมชนท้องถิ่น ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ภูมิปัญญาและวิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่งและกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล”
กรีนพีซ เรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกเร่งเดินหน้าเป้าหมายคุ้มครองทะเล 30x30 อย่างเร่งด่วน และดำเนินการตามกรอบงานความหลากหลายทางชีวภาพโลกคุนหมิง-มอนทรีออล (KM-GBF) อย่างจริงจัง โดยยุติกิจกรรมอุตสาหกรรมที่ทำลายระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง และโอนงบประมาณสนับสนุนการดูแลทรัพยากรที่นำโดยชุมชน และต้องยึดสิทธิ รวมถึงความมั่นคงทางอาหารของชุมชนท้องถิ่นเป็นศูนย์กลาง พร้อมกันนี้ กรีนพีซ ประเทศไทย ขอให้รัฐบาลไทยหยุดเร่งรัดเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ และเคารพสิทธิของชุมชนชายฝั่งและกลุ่มชนพื้นเมืองชาติพันธุ์ชาวเลในภาคใต้ของไทย ก่อนที่ระบบนิเวศทางทะเลและอัตลักษณ์ท้องถิ่นของชุมชนชายฝั่งระนอง-ชุมพรจะถูกทำลายอย่างไม่อาจฟื้นคืน
หมายเหตุ
[1] รายงาน ‘Global Ocean Justice Now: Making the Case for a Human Rights-Based Approach to Marine Conservation’ สามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่
[2] IPBES (2019). บทสรุปสำหรับผู้กำหนดนโยบายของรายงานการประเมินระดับโลกด้านความหลากหลายทางชีวภาพและบริการของระบบนิเวศ Intergovernmental Science-Policy Platform on Biodiversity and Ecosystem Services. S. Díaz et al. https://doi.org/10.5281/zenodo.3553579
