Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

รายงานคุณภาพอากาศโลกปี 2568 ของ IQAir ชี้วิกฤตฝุ่น PM2.5 ยังรุนแรงทั่วโลก กรีนพีซชี้ รัฐไทยต้องดันกฎหมาย PRTR  และหยุดพึ่งพาก๊าซฟอสซิล ต้นตอฝุ่นพิษที่ถูกมองข้าม

26 มีนาคม 2569 รายงานคุณภาพอากาศโลกประจำปี 2568 (World Air Quality Report 2025) โดย IQAir[1] ระบุว่า มีเพียงร้อยละ 14 ของเมืองทั่วโลกเท่านั้นที่มีคุณภาพอากาศอยู่ในระดับที่ปลอดภัยตามเกณฑ์ค่าแนะนำองค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งลดลงจากร้อยละ 17 ในปีก่อนหน้า ขณะที่กว่าร้อยละ 91 ของประเทศ เขตปกครอง และดินแดน ทั่วโลกยังไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานฝุ่นพิษ PM2.5 ตามค่าแนะนำของ WHO ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า วิกฤตมลพิษทางอากาศยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังระดับโลกและมาตรการที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอในการปกป้องสุขภาพของประชาชน

ข้อค้นพบหลัก

5 ลำดับแรกของประเทศ เขตปกครอง และดินแดนที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในปี 2568 ได้แก่ ปากีสถาน (67.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) บังกลาเทศ (66.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร)

ทาจิกิสถาน (57.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ชาด (53.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (50.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ในขณะที่ค่าแนะนำเฉลี่ยรายปีของ WHO ได้กำหนดไว้ที่ไม่เกิน 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ค่าเฉลี่ยฝุ่นพิษ PM2.5 ของประเทศไทย ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อนหน้าในบางพื้นที่ โดยในปี 2568 ไทยอยู่ในอันดับที่ 48 ของประเทศ เขตปกครอง และดินแดนที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลก (17.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ดีขึ้นจากอันดับที่ 45 ในปี 2567 (19.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร)

กรุงเทพมหานครอยู่อันดับที่ 45 ของเมืองที่มีมลพิษทางอากาศสูง โดยมีค่าฝุ่นพิษเฉลี่ย 17.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งปรับตัวดีขึ้นจากอันดับที่ 42 ในปี 2567 ที่มีค่า 18.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร อย่างไรก็ตาม ระดับฝุ่นพิษโดยรวมยังคงสูงกว่าค่าแนะนำของ WHO ถึงประมาณ 3.8 เท่า และยังคงส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

พื้นที่ที่มีมลพิษทางอากาศสูงที่สุดในประเทศไทย ได้แก่ เขตอ้อมน้อย ในกรุงเทพฯ ซึ่งมีความเข้มข้นของฝุ่นพิษ PM2.5 อยู่ที่ 32.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร รองลงมาคือ ตำบลมาบตาพุด จังหวัดระยอง (27.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ตำบลเวียงพางคำ ในอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย (27.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย (27.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ) และจังหวัดยโสธร (27.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ยังคงกระจุกตัวในหลายพื้นที่สำคัญ ทั้งในเขตอุตสาหกรรมและพื้นที่ภาคเหนือของประเทศ [2]

ค่าเฉลี่ยความเข้มข้นเฉลี่ยรายปีของฝุ่นพิษ PM2.5 ใน 5 เมืองใหญ่พื้นที่ พบว่าจังหวัดขอนแก่นมีค่าความเข้มข้นของฝุ่นพิษ PM2.5 สูงสุดอยู่ที่ 19.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร อย่างไรก็ตาม แม้ขอนแก่นจะมีค่าเฉลี่ยทั้งปีสูงที่สุด แต่ในช่วงเดือนมีนาคมจังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอแม่ริมกลับมีค่าฝุ่นพิษ PM2.5 พุ่งสูงที่สุดถึง 53.5 และ 53.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตามลำดับ ซึ่งเกินค่ามาตรฐานความปลอดภัย ขณะเดียวกันแนวโน้มโดยรวมทุกจังหวัดดีขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2567 เช่น จังหวัดเชียงใหม่มีค่าเฉลี่ยความเข้มข้นของฝุ่นพิษ PM2.5 ลดจาก 26.4 เหลือ 18.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในปี 2568

สำหรับประเทศไทย รายงานระบุว่า ค่าเฉลี่ยรายปีของฝุ่นพิษ PM2.5 ในปี 2568 ลดลงมาอยู่ที่ 17.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมจะปรับตัวดีขึ้น แต่ยังคงเผชิญระดับฝุ่นพิษ PM2.5 ที่เกินค่าแนะนำขององค์การอนามัยโลกในหลายช่วงเวลาและหลายพื้นที่ สะท้อนให้เห็นว่าการแก้ปัญหาที่ยังเน้นเพียงมาตรการระยะสั้นหรือปลายเหตุ ยังไม่สามารถลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนได้อย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน แหล่งกำเนิดมลพิษจากภาคอุตสาหกรรมและการผลิตไฟฟ้าก๊าซฟอสซิล ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ถูกมองข้าม โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองใหญ่และเขตอุตสาหกรรมซึ่งมีการปล่อยมลพิษ เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO₂) และออกไซด์ของไนโตรเจน  (NOₓ) [3] จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลในระดับสูง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิด แอโรซอลอินทรีย์ทุติยภูมิ (Secondary Organic Aerosols: SOAs) ซึ่งคาดว่าเป็นองค์ประกอบหลักของฝุ่นพิษ PM 2.5 แม้ก๊าซฟอสซิลจะถูกนำเสนอว่าเป็น “พลังงานสะอาดกว่า” แต่ในความเป็นจริงยังคงมีส่วนสำคัญในการซ้ำเติมปัญหามลพิษทางอากาศ

แม้ประเทศไทยจะมีมาตรการควบคุมมลพิษจากภาคอุตสาหกรรมอยู่แล้ว แต่ยังคงมีช่องว่างสำคัญในการบังคับใช้และการจัดการแหล่งกำเนิดขนาดใหญ่ โดยเฉพาะภาคพลังงาน ทำให้การแก้ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ยังไม่สามารถแก้ไขได้อย่างยั่งยืน

ก่อนหน้านี้ ภาคประชาชน ได้ร่วมกันผลักดันร่างพระราชบัญญัติการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (พ.ร.บ. PRTR) โดย มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม มูลนิธิบูรณะนิเวศ และกรีนพีซ ประเทศไทย ได้ยื่นรายชื่อประชาชนกว่า 12,165 รายชื่อ เพื่อเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งต่อมารัฐสภามีมติเอกฉันท์รับหลักการในวาระแรกด้วยคะแนนเสียง 434 เสียง อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายดังกล่าวต้องตกไปจากกระบวนการเนื่องจากการยุบสภา ท่ามกลางวิกฤตฝุ่นพิษที่ยังคงส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

มนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า “แม้ตัวเลขคุณภาพอากาศของไทยจะมีแนวโน้มดีขึ้นในบางช่วง แต่กลไกในการบังคับใช้ต่อผู้ก่อมลพิษยังไม่เพียงพอที่จะลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะเมื่อแหล่งกำเนิดมลพิษขนาดใหญ่อย่างภาคอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิล ที่มักจะถูกมองข้ามและไม่ได้รับการจัดการอย่างจริงจังจากภาครัฐทั้ง ๆ ที่ฝุ่นพิษ PM2.5 มีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและโรคทางระบบทางเดินหายใจหลายชนิด

การที่รัฐบาลยังไม่มีมาตรการอย่างเข้มงวดเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 อาจคาดการณ์ได้ว่าจะมีประชาชนถึง 29,000 คนที่จะเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากการสัมผัสฝุ่นพิษ PM 2.5 ในระยะยาว ตัวเลขนี้สูงกว่าอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนน การใช้ยาเสพติด และการฆาตกรรมในประเทศไทยรวมกัน ดังนั้น รัฐจำเป็นต้องเร่งยกระดับกฎหมาย โดยเฉพาะ PRTR และ พ.ร.บ. อากาศสะอาด เพื่อเป็นมาตรการควบคุมการปล่อยมลพิษจากภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิล ควบคู่กับการเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนที่สะอาด และเป็นธรรมต่อประชาชนอย่างจริงจัง”

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้มาตรการในภาคคมนาคมและการควบคุมการเผาในที่โล่งจะมีความคืบหน้า แต่แหล่งกำเนิดมลพิษจากภาคอุตสาหกรรมและการผลิตไฟฟ้ายังคงถูกมองข้ามในเชิงนโยบาย การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างยั่งยืนจึงจำเป็นต้องขยายขอบเขตการจัดการให้ครอบคลุมแหล่งกำเนิดมลพิษขนาดใหญ่ควบคู่กันไป กรีนพีซ ประเทศไทยเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่เร่งผลักดันให้รัฐสภาพิจารณาร่าง พ.ร.บ. PRTR รวมถึง พ.ร.บ. อากาศสะอาดอีกครั้ง เพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ พร้อมยกระดับมาตรการควบคุมการปล่อยมลพิษจากภาคอุตสาหกรรมและภาคพลังงานอย่างจริงจัง


หมายเหตุ
[1] ดาวน์โหลดรายงานคุณภาพอากาศโลกประจำปี 2568 (World Air Quality Report 2025) โดย IQAir ได้ที่ https://www.iqair.com/th-en/world-air-quality-report
[2] การจัดอันดับพื้นที่ที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในประเทศไทย ปี 2568 
[3] โรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิล แหล่งกำเนิดมลพิษ PM 2.5 ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่ถูกมองข้าม 
[4] รายงานคุณภาพอากาศโลกประจำปี 2568 (World Air Quality Report 2025) โดย IQAir ได้วิเคราะห์ข้อมูลจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศใน 9,446 เมือง ครอบคลุม 143 ประเทศ เขตปกครอง และดินแดนทั่วโลก โดยรายงานปีนี้ได้เพิ่มข้อมูลจาก 12 ประเทศและดินแดนที่ไม่เคยรวมอยู่ในรายงานของปีก่อนหน้า ในจำนวนนี้มี 7 ประเทศที่ถูกนำมาวิเคราะห์เป็นครั้งแรก สะท้อนให้เห็นถึงการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของระบบเฝ้าระวังคุณภาพอากาศในระดับโลก
[5] https://www.iqair.com/th-en/newsroom/waqr-2025-pr

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง