‘พริษฐ์ - วิโรจน์’ พรรคประชาชน เห็นตรงกันร่างแก้ไขเพิ่มเติม รธน. ว่าด้วย สสร.ของเพื่อไทย ไม่ขัดคำวินิจฉัยห้าม ปชช.เลือกผู้ร่างโดยตรง เสนอควรให้ทุกร่างผ่านวาระที่ 1 เข้าไปถกในชั้น กมธ. หวังสัญญาณ ภท.ถอนตัวฉบับพรรคเพื่อไทย ไม่เป็นการบีบให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเหลือทางเดียว ทางที่ ภท.สามารถผูกขาดการเลือก สสร. และเนื้อหาร่าง รธน.
5 มิ.ย. 2569 เว็บไซต์ข่าวสดออนไลน์ และมติชนออนไลน์ รายงานวันนี้ (5 มิ.ย.) ระบุว่า พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคภูมิใจไทยให้ สส. ถอนชื่อจากการสนับสนุนร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยว่า ตนทราบจากข่าว เหตุผลที่มติพรรคภูมิใจไทยให้สส.ถอนชื่อ เพราะกังวลว่าจะขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 นั้นยังมีข้อสงสัยในเหตุผล เพราะเขาไม่เห็นว่าร่างแก้ไขเพิ่มเติมของรัฐธรรมนูญของเพื่อไทยขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
สำหรับโมเดลของ สสร.พรรคเพื่อไทย คือให้ประชาชนแต่ละจังหวัดเลือกตั้งผู้สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็น สสร.มาก่อน รวม 300 คน จากนั้น ให้สมาชิกรัฐสภาคัดเลือกให้เหลือ 100 คน และคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรต่างๆ อีก 52 คน รวมเป็น สสร. ทั้งสิ้น 152 คน
พริษฐ์ มองว่า ร่างของพรรคเพื่อไทย ไม่ได้เปิดให้ประชาชนเลือกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) โดยตรง แต่ให้ สสร.บางส่วนมาจากการคัดเลือกของรัฐสภาตามชื่อที่ประชาชนเลือก เบื้องต้นจึงไม่เข้าใจว่าทำไมถึงขัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
พริษฐ์ วัชรสินธุ (แฟ้มภาพ เพจเฟซบุ๊ก พริษฐ์ วัชรสินธุ)
สส.พรรคประชาชน กล่าวต่อว่า หากพรรคภูมิใจไทยกังวลว่าจะขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ จะอธิบายอย่างไรต่อกรณีที่ให้ สส.โหวตรับหลักการร่างแก้ไขเพิ่มเติมของพรรคเพื่อไทยเมื่อ ต.ค. 2568 ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อเดือน ก.ย. 2568 โดยหลักการของร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรมนูญของพรรคเพื่อไทยในวันนั้น ก็ไม่ต่างจากวันนี้
“ในภาพรวมของการพิจารณาวาระแรกที่มีหลายร่างเสนอต่อรัฐสภา มีรายละเอียดหลักคิดต่างกัน ทั้งการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ให้มีการเลือกตั้ง สสร. ไม่เพิ่มอำนาจพิเศษให้ สว.ชี้ขาดร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
“โดยหลักการของทุกร่างที่เขียน คือ การเพิ่มหมวด 15/1 ดังนั้น ทางที่ดี สมาชิกรัฐสภาควรลงติรับหลักการทุกร่าง เพื่อนำเนื้อหาไปพิจารณา โดยไม่ปิดประตูฉบับใด หรืออ้างคำวินิจฉัยศาล แล้วปัดตก” พริษฐ์ กล่าว
เมื่อถามว่าการถอนชื่อของ สส. ทั้งพรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรม เป็นการส่งสัญญาณอะไรหรือไม่ สส.ปชน. กล่าวว่า จะมีสัญญาณอะไรหรือไม่ ให้ถามพรรคที่มีมติดังกล่าว แต่ข้อเท็จจริงต่อการลงมติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเมื่อปลายปี 2568 ตอนนั้นพรรคประชาชนเปิดให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ โดยหลักการไม่ต่างจากพรรคเพื่อไทย ที่ให้ประชาชนเลือกส่วนหนึ่ง และให้รัฐสภาคัดเลือกผู้ร่าง ซึ่งตอนนั้น สส. และ สว. เห็นชอบกับฉบับของพรรคประชาชน
ส่วนฉบับของพรรคเพื่อไทยไม่ได้เสียง สว.ที่เพียงพอ แต่ สส.พรรคภูมิใจไทย สนับสนุนรับหลักการ หากยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมาอ้าง เพื่อพยายามไม่ร่วมลงชื่อกับฉบับของพรรคเพื่อไทย รวมถึงไม่โหวตรับหลักการฉบับของพรรคประชาชน หรือพรรคเพื่อไทย ต้องตอบสังคมด้วยว่าใช้หลักเกณฑ์อะไร
'พริษฐ์' มองสัญญาณพรรค ภท. ถอนตัวร่างเพื่อไทย
ต่อกรณีที่สื่อถามว่ามีการตั้งข้อเกตว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะทำให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ บีบให้เหลือช่องทางเดียวหรือไม่ พริษฐ์ กล่าวว่าเป็นการตั้งข้อสังเกตที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น
สส.พรรคประชาชน ระบุเคยตั้งข้อสังเกตว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญของระบอบสีน้ำเงินมี 2 เป้าหมาย คือ
1. เพื่อให้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ คือ ทำให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่ฉบับใหม่สะดุด เพื่อให้สังคมอยู่กับรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เปิดโอกาสให้เกิดการฮั้วได้ทั้งกระดาน
หรือ 2. ปล่อยให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เดินหน้า แต่อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ผูกขาดกำหนดกติกาการได้มาของ สสร. คัดเลือกผู้ร่าง หรือชี้ขาดเนื้อหา
ดังนั้น หวังว่าสัญญาณที่ส่งมาจะไม่ใช่ความพยายามทำให้ในวาระแรก มีเพียงร่างของพรรคภูมิใจไทยเท่านั้นที่ผ่านไปได้
เมื่อถามว่าถ้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเหลือช่องทางเดียวจะมีความชอบธรรมหรือไม่ พริษฐ์ กล่าวว่า ต้องสู้ทีละขั้นตอน โดยวาระหนึ่งต้องพยายามให้ทุกร่าง และนำความเห็นต่างในหลายประเด็นไปถกต่อในชั้นกรรมาธิการ (กมธ.)
เมื่อถามว่าจะมีช่องทางอย่างไร เพราะในชั้น กมธ. เสียงส่วนใหญ่ยังเป็นของฝ่ายเสียงข้างมาก พริษฐ์ กล่าวว่า แม้เป็นเสียงข้างน้อย แต่หากประชาชนมองว่าสิ่งที่เราเสนอตอบโจทย์ประเทศ ประชาชนขานรับ จะเป็นพลังหนุนที่นำไปทำความเข้าใจกับ กมธ.ในรัฐสภา
เมื่อถามว่า สุดท้ายหากการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่มีช่องทางให้ประชาชนหยั่งเสียง จะยอมรับได้หรือไม่ พริษฐ์ กล่าวว่า เรามีหลักการของเรา ขณะนี้ขั้นตอนสำคัญต่อเป้าหมายหลักเฉพาะหน้า คือ พยายามทำให้ร่างของพรรคประชาชนผ่านวาระแรก และให้หลักการถูกสนอง โดย กมธ.เสียงข้างมากที่จะตั้งขึ้น
'วิโรจน์' มองคำวินิจฉัยไม่ได้ห้ามประชาชนมีส่วนร่วม
ขณะเดียวกัน สมาชิกพรรคประชาชน ที่ออกมาให้ความเห็นต่อร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย คือ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร
วิโรจน์ โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า เขาสนับสนุนให้ผ่านร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ในวาระที่ 1 เพื่อเข้าไปหารือในวาระที่ 2
อดีต สส.พรรคประชาชน ระบุว่า หัวใจสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือ การเปิดการมีส่วนร่วมของประชาชนให้ได้มากที่สุด ซึ่งต้องดูประกอบกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ที่ระบุเอาไว้ว่า รัฐสภามีอำนาจเริ่มกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้ แต่ “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง” คือถ้าแปลง่ายๆ ก็คือ ห้ามมิให้ประชาชนเลือกตั้ง สสร.ทางตรง “แต่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ตัดสิทธิ์ไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม”
วิโรจน์ ลักขณาอดิศร (ถ่ายโดย แมวส้ม ประชาไท)
อดีต สส.พรรคประชาชน กล่าวว่า หากเรามาพิจารณาที่ร่างแก้ไข รธน.ของพรรคเพื่อไทย ในส่วนที่มาของ สสร. ซึ่งก็ชัดเจนว่ามี สสร. อยู่ 2 ประเภท คือ
ประเภทที่ 1 ประชาชนเลือกตั้งทางอ้อมมา 300 คน แล้วให้รัฐสภาลงคะแนนลับคัดให้เหลือ 100 คน
ประเภทที่ 2 แต่งตั้งจากองค์กรต่างๆ ทั้ง สส. และ สว. ที่ประชุมใหญ่ศาลฏีกา ที่ประชุมใหญ่ศาลปกครอง และสมาคมวิชาชีพต่างๆ จำนวน 51 คน
ทั้ง 2 ประเภท ไม่มีการเลือกตั้งทางตรง ไม่มีส่วนไหนที่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 มีแต่ "การสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน"
วิโรจน์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ของอำนาจอธิปไตยที่เป็นของ "ปวงชนชาวไทย" ดังนั้นการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ จึงจำเป็นต้องสร้างการมีส่วนร่วมกับเจ้าของอธิปไตยของชาติ นั่นก็คือ ประชาชน ถ้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปด้วยกระบวนการที่กีดกันการมีส่วนร่วมของประชาชน สุดท้ายเราจะได้รัฐธรรมนูญที่มองประชาชนเป็นเพียงผู้ถูกปกครอง
อดีต สส.พรรคประชาชน มองว่า การที่พรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรม ถอนชื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย จึงเป็นการตัดการมีส่วนร่วมของประชาชนออกจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และเป็นการสะท้อนถึงปัญหาของ "ระบอบสีน้ำเงิน" ที่ชัดเจนมาก เนื่องจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แม้ว่าจะมีระบบในการสรรหา แต่สุดท้ายก็ต้องมาผ่านการเห็นชอบจาก สว. สมมติว่า สว. ตกอยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ศาลรัฐธรรมนูญโดยนัยยะก็สุ่มเสี่ยงอย่างมากที่จะตกอยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงินไปด้วย แถมประชาชนทำได้แค่มองตาปริบๆ ไม่สามารถที่จะเข้าชื่อกันถอดถอนได้
ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ย่อมไม่พ้นที่ประชาชนจะสงสัยว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็อาจจะกลายเป็นคำวินิจฉัยสีน้ำเงินไปด้วยหรือไม่ และพอคำวินิจฉัยสีน้ำเงิน ถูกนำไปใช้ในการริดรอนการมีส่วนร่วมของประชาชน ออกจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็ไม่พ้นที่จะทำให้ สสร.อาจจะกลายเป็น สสร. สีน้ำเงิน และ สสร. สีน้ำเงิน ก็จะไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้กลายเป็นรัฐธรรมนูญสีน้ำเงิน
โพสต์ระบุต่อว่า แล้วสุดท้าย ประชาชนก็จะกลายเป็นผู้ถูกปกครอง แล้วต้องถูกบังคับมาให้เลือกระหว่างรัฐธรรมนูญฉบับรัฐประหาร VS รัฐธรรมนูญฉบับสีน้ำเงิน ซึ่งเราไม่ต้องการที่จะเห็นฉากทัศน์ที่เป็นภัยร้ายต่อบ้านเมืองฉากนี้เกิดขึ้น
ดังนั้น เขาจึงสนับสนุนให้ผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย เข้าไปพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ เช่นเดียวกับร่างของพรรคประชาชน
