Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

สมาคมภัตตาคารไทย ชี้หลังเริ่มโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส' ผู้ประกอบการร้านอาหารขนาดเล็กหรือไซส์ S มียอดขายเฉลี่ยวันละ 1-3 หมื่นบาท หรือมีรายได้ราว 2-5 ล้านบาทต่อปี อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มและประกันสังคม จ้างงานพนักงานตั้งแต่ 5-20 คนต่อร้าน ยอดขายลดลงเพราะลูกค้าบางส่วนเปลี่ยนไปใช้บริการร้านที่เข้าร่วมโครงการฯ ส่งผลให้ยอดขายช่วงเดือน มิ.ย. ลดลง 30-50% ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 15-20% - ปัจจุบันรัฐให้นิติบุคคลขนาดเล็กที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี เข้าโครงการฯ ได้เท่านั้น สมาคมภัตตาคารไทยจึงขอให้ผู้ประกอบการร้านอาหารที่มีรายได้ 2-5 ล้านบาทต่อปี เข้าร่วมโครงการฯ ได้ด้วย

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2569 สมาคมภัตตาคารไทย ได้เผยแพร่จดหมายข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล ระบุว่า แม้รัฐบาลจะเดินหน้าโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ บรรเทาค่าครองชีพประชาชน และสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นมาตรการที่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจฐานรากและช่วยเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ แต่ในทางปฏิบัติยังมีผู้ประกอบการร้านอาหารขนาดเล็กอีกจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิของโครงการได้

กลุ่มผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นร้านอาหารที่มียอดขายเฉลี่ยวันละ 1-3 หมื่นบาท หรือมีรายได้ราว 2-5 ล้านบาทต่อปี ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มและประกันสังคม รวมถึงมีการจ้างงานพนักงานตั้งแต่ 5-20 คนต่อร้าน

โฆษณา - Advertising

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการร้านอาหารกำลังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจอย่างหนัก โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ ที่ยอดขายเฉลี่ยลดลง 30-50% ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 15-20%

นอกจากนี้ ยังต้องรับภาระค่าใช้จ่ายด้านต่างๆ ที่สูงขึ้น ทั้งค่าแรงและปัญหาการขาดแคลนแรงงานไทย ค่าพลังงานและสาธารณูปโภค ค่าเช่าสถานประกอบการ ตลอดจนค่าใช้จ่ายด้านการตลาดและค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเดลิเวอรี

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ผู้ประกอบการจำนวนมากตกอยู่ในภาวะ ‘รายได้ลดลง แต่ต้นทุนเพิ่มขึ้น’ หลายรายต้องแบกรับภาระขาดทุนเพื่อประคองธุรกิจและรักษาระดับการจ้างงานเอาไว้

สมาคมภัตตาคารไทยระบุเพิ่มเติมว่า ธุรกิจร้านอาหารมีมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 7 แสนล้านบาทต่อปี ประกอบด้วยร้านอาหารขนาดเล็กหลายแสนราย และก่อให้เกิดการจ้างงานหลายล้านตำแหน่ง ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทยที่เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ภาคเกษตรกรรม ผู้ผลิตวัตถุดิบ ผู้ประกอบการขนส่ง ไปจนถึงแรงงานในภาคบริการจำนวนมาก

ดังนั้น การคงอยู่ของร้านอาหารขนาดเล็กจึงไม่ใช่เพียงการรักษาธุรกิจของผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง แต่ยังหมายถึงการรักษาระบบเศรษฐกิจและการจ้างงานในวงกว้าง

สมาคมภัตตาคารไทยจึงขอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาขยายสิทธิ หรือกำหนดมาตรการเพิ่มเติมสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารที่มีรายได้ 2-5 ล้านบาทต่อปี ซึ่งปัจจุบันไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ เนื่องจากเกณฑ์กำหนดให้ผู้มีสิทธิต้องมีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี

ข้อเสนอดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้ความช่วยเหลือจากภาครัฐครอบคลุมผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง และสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษี รวมถึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างการจ้างงานให้กับประเทศ

ทั้งนี้ สมาคมภัตตาคารไทยเชื่อว่าการสนับสนุนผู้ประกอบการร้านอาหารขนาดเล็กจะช่วยรักษาการจ้างงาน กระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ และเป็นอีกแรงสำคัญในการขับเคลื่อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม

ต่อมาเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 Thai PBS รายงานว่า นายสุทธิพล สมวสุนธรา เลขาธิการสมาคมภัตตาคารไทย ระบุว่า หลังโครงการเริ่มใช้ ผู้ประกอบการร้านอาหารขนาดเล็กหรือไซส์ S ที่จดทะเบียนนิติบุคคลและอยู่ในระบบภาษี พบว่ายอดขายลดลง เพราะลูกค้าบางส่วนเปลี่ยนไปใช้บริการร้านที่เข้าร่วมโครงการ ส่งผลให้ยอดขายช่วงเดือนมิถุนายน 2569 ลดลงถึงร้อยละ 30-50

เสนอให้รัฐบาลพิจารณาขยายสิทธิไปยังร้านอาหารขนาดเล็ก ที่มีรายได้ 2-5 ล้านบาท/ปี เพื่อบรรเทาผลกระทบ และกังวลว่าหากสถานการณ์ดำเนินต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลา 4 เดือนของโครงการ อาจกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและการจ้างงานในวงกว้าง

รศ.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ความเห็นว่า ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัส ส่งผลกระทบต่อธุรกิจร้านอาหารขนาดกลางและขนาดใหญ่เพียงใด เนื่องจากมาตรการเพิ่งเริ่มบังคับใช้ จึงควรติดตามผลในช่วงเดือนที่ 2-4 ก่อน โครงการนี้ออกแบบมาเพื่อช่วยบรรเทาค่าครองชีพของประชาชน และช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยเป็นหลัก มากกว่าจะมุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านธุรกิจขนาดใหญ่

ขณะที่นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ภาครัฐตระหนักว่าผู้ประกอบการรายย่อยได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างมาก จึงเลือกให้ความช่วยเหลือกลุ่มดังกล่าวเป็นลำดับแรก อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังรับทราบข้อกังวลของผู้ประกอบการหลายกลุ่ม และอยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางดูแลเพิ่มเติมต่อไป

อนึ่ง สำหรับคุณสมบัติกลุ่มร้านอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส มีดังนี้

- ร้านค้ารายย่อย และบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทย
- ร้านค้าธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น
- ร้านค้าของกองทุนหมู่บ้าน กองทุนชุมชนเมือง และวิสาหกิจชุมชน ที่จดทะเบียนถูกต้อง
- นิติบุคคลขนาดเล็กที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising