Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

รายงานจากสื่อ The American Prospect ชี้ว่า บริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ เร่งนำ AI เข้ามาแทนที่วิศวกรซอฟต์แวร์ระดับเริ่มต้น ส่งผลให้การจ้างงานกลุ่มอายุ 22-25 ปีในสายอาชีพที่เสี่ยงต่อ AI ลดลงถึง 16% ตามข้อมูลของ Stanford Digital Economy Lab ขณะที่สภาคองเกรสยังไม่มีมาตรการคุ้มครองที่จริงจัง ทิ้งภาระให้แต่ละรัฐดำเนินการเอง นักวิชาการจาก UCSC เตือนว่าหากบริษัทตัดพนักงานระดับเริ่มต้นออกและพึ่งพา AI ทั้งหมด วิศวกรระดับอาวุโสที่จะมาดูแลระบบในอนาคตก็จะไม่มีคนสืบทอด

  • รายงานจากสื่อ The American Prospect ชี้ว่า บริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ เลิกจ้างวิศวกรซอฟต์แวร์ระดับเริ่มต้นและหันพึ่ง AI แทน โดย Stanford Digital Economy Lab พบว่าการจ้างงานกลุ่มอายุ 22-25 ปีในสายอาชีพเสี่ยงลดลงสัมพัทธ์ถึง 16% ขณะที่ระบบ AI ปัจจุบันแก้โจทย์การเขียนโค้ดได้แล้วถึง 71.7%
  • สภาคองเกรสสหรัฐฯ ยังไม่มีมาตรการคุ้มครองแรงงานที่จริงจัง ทำให้แต่ละรัฐต้องออกกฎหมายเองกว่า 50 รัฐ โดยแคลิฟอร์เนียกำลังพิจารณาร่างกฎหมายบังคับให้นายจ้างแจ้งเลิกจ้างล่วงหน้า 90 วัน แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่ายังขาดข้อมูลผลกระทบที่เป็นรูปธรรม
  • นักวิชาการจาก UCSC เตือนว่าการตัดวิศวกรระดับเริ่มต้นออกจากสมการทำลายห่วงโซ่การสืบทอดความเชี่ยวชาญ เพราะวิศวกรอาวุโสทุกคนล้วนเคยผ่านการเป็นมือใหม่มาก่อน และเมื่อพวกเขาเกษียณก็จะไม่มีคนรุ่นถัดไปมาดูแลและควบคุมระบบ AI ได้อย่างแท้จริง


ภาพจาก: Luca Bravo/Unsplash

เมื่อเดือนเมษายน 2026 องค์กรด้านนโยบายและแรงงานจำนวน 40 แห่ง ได้ร่วมกันผลักดันกรอบข้อบังคับระดับรัฐบาลกลางเพื่อคุ้มครองคนทำงานจากการหยุดชะงักที่เกิดจาก AI ต่อสภาคองเกรส โดยการนำของ Economic Policy Institute, AFL-CIO Tech Institute และกลุ่มขับเคลื่อนความยุติธรรมทางสังคมสองกลุ่มอย่าง We Build Progress และ Workshop ซึ่งพวกเขาได้เตือนให้สมาชิกสภาคองเกรสระลึกว่า ชาวอเมริกา ส่วนใหญ่ต้องการให้มีการสร้างแนวทางป้องกันที่ช่วยคุ้มครองตำแหน่งงานและรักษาอำนาจในการกำกับดูแลของแต่ละรัฐไว้

เนื่องจากสภาคองเกรสยังไม่ได้ลงมือดำเนินการอย่างจริงจัง บรรดารัฐต่าง ๆ จึงต้องแบกรับภาระหน้าที่อันหนักหน่วงนี้แทน โดยทั้ง 50 รัฐ ได้มีการเสนอกฎหมายเกี่ยวกับ AI ในขอบเขตงานด้านต่าง ๆ ตั้งแต่การศึกษา สาธารณสุข ไปจนถึงกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อย่างไรก็ตาม มาตรการคุ้มครองเฉพาะทางเพื่อปกป้องคนทำงานจากการสูญเสียงานยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น

แม้กระทั่งใน แคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นรัฐผู้บุกเบิกด้านกฎหมาย AI บรรดาผู้ออกกฎหมายระดับรัฐก็ยังคงต้องทำงานอย่างหนักเพื่อให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลง โดยมีร่างกฎหมายหนึ่งที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งจะกำหนดให้นายจ้างต้องแจ้งล่วงหน้า 90 วันก่อนจะเลิกจ้าง "ก่อนที่จะเกิดการเลิกจ้างเนื่องจากผลกระทบทางเทคโนโลยีใดๆ ที่ส่งผลต่อคนทำงานตั้งแต่ 25 คนขึ้นไป ภายในระยะเวลา 30 วัน" นอกจากนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวยังบังคับให้นายจ้างที่มีคนทำงานมากกว่า 100 คน ต้องเปิดโอกาสให้บุคคลที่ได้รับผลกระทบสามารถสมัครเข้าทำงานในตำแหน่งอื่น ๆ ภายในองค์กรนั้นได้อีกด้วย

บริษัทเทคโนโลยีกำลังปลดพนักงานมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ปรับตัวไม่ทันต่อเทคโนโลยีใหม่

การเลิกจ้างกำลังเกิดขึ้นในอัตราที่รวดเร็วกว่าการแก้ไขด้วยข้อกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก มีปัญหาเชิงลึกที่ต้องได้รับการแก้ไข คนรุ่นใหม่ที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาซึ่งเคยเชื่อมั่นในคำมั่นสัญญาเรื่องความมั่นคงของงานในสายเทคโนโลยี กลับไม่สามารถแม้แต่จะก้าวเท้าเข้าสู่การทำงานได้ก่อนที่จะถูกกระแสการเลิกจ้างถาโถมเข้าใส่

ซอล โมอาเยเดียน (Zaul Moayedian) วิศวกรซอฟต์แวร์ ได้เริ่มต้นอาชีพที่ Paystand บริษัทเทคโนโลยีทางการเงินในเมืองซานตาครูซที่ดูแลธุรกรรมระหว่างธุรกิจทั้งในรูปแบบเงินตราปกติและสกุลเงินดิจิทัล เขาเริ่มต้นทำงานในแผนกบล็อกเชนก่อนจะย้ายไปสายงานไอที และทีมวิศวกรรมในเวลาต่อมา ซึ่งทีมของเขาเริ่มนำ AI มาใช้เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน หลังจากผู้บริหารตระหนักว่าเทคโนโลยีนี้สามารถช่วยให้วิศวกรพัฒนาและผลักดันผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

โมอาเยเดียน ซึ่งทำงานเขียนโค้ดสำหรับระบบชำระเงินข้ามพรมแดน ระบุว่าผู้จัดการได้ผลักดันให้ทีมเริ่มใช้ตัวแทนปัญญาประดิษฐ์ (AI Agent) โดยเขาอ้างว่าผลลัพธ์ที่ได้ทำให้ผู้จัดการเรียกร้องให้ทั้งบริษัทนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ และผู้บริหารระดับสูงตระหนักว่าพวกเขาสามารถผลิตงานได้มากขึ้น ลดต้นทุน และเพิ่มกำไรสูงสุดได้โดยใช้พนักงานจำนวนน้อยลงอย่างมาก สุดท้ายเขาถูกเลิกจ้างเมื่อเดือนตุลาคม 2025 หลังจากทำงานในทีมวิศวกรรมได้เพียง 5 เดือน

นอกจากนี้ บริษัทเทคโนโลยียังมีการเลิกจ้างพนักงานที่ปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ได้ช้าหรือไม่เรียนรู้ที่จะใช้มันเลยเพิ่มมากขึ้น ตัวอย่างเช่นที่ Block (เดิมชื่อ Square) บริษัทเทคโนโลยีทางการเงิน นอกจากการปลดพนักงาน 4,000 คนแล้ว แจ็ก ดอร์ซีย์ (Jack Dorsey) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Block ยังได้แสดงการสนับสนุนความเคลื่อนไหวดังกล่าวอย่างเต็มที่ โดยบริษัทที่มีฐานอยู่ในเมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย แห่งนี้ ยังมีการติดตามการใช้งานเครื่องมือ AI ของพนักงานด้วย ซึ่งอดีตพนักงานรายหนึ่งระบุในคอลัมน์แสดงความคิดเห็นของสำนักข่าว The New York Times ว่า "การนำมาใช้ไม่ใช่ทางเลือก" และ "การเลิกจ้างได้กลายเป็นกลไกในการบังคับใช้ในภายหลัง"

โลเรนา กอนซาเลซ (Lorena Gonzalez) ประธานสหพันธ์สหภาพแรงงานแคลิฟอร์เนีย (California Federation of Labor Unions) กล่าวว่า ปัญหานี้ขยายวงกว้างไปมากกว่าแค่การปล่อยคนออก โดยระบุว่า "เราไม่เพียงแต่เห็นการเลิกจ้างครั้งใหญ่เนื่องจากการนำ AI มาใช้เท่านั้น แต่เรายังเห็นภาวะขาดแคลนการจ้างงานใหม่เกิดขึ้นด้วยเช่นกัน"

ผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีบางรายอาจคิดว่า AI มีความสามารถเพียงพอแล้ว จึงดำเนินการเลิกจ้างพนักงานเป็นจำนวนมาก แต่กอนซาเลซ เชื่อว่าตัวเลขเหล่านี้อาจเป็นความพยายามที่จะปั่นราคาหุ้นให้ดูดีขึ้น มากกว่าจะเป็นสิ่งสะท้อนผลกระทบที่แท้จริงของ AI ที่มีต่อแรงงาน "เราจำเป็นต้องรู้ว่างานประเภทไหนที่กำลังถูกแทนที่ ใครกำลังถูกเลิกจ้าง และในอัตราเท่าใด รวมถึงงานเหล่านั้นจะกลับมาอีกหรือไม่" เธอกล่าว

คณะนักวิจัยจาก Stanford Digital Economy Lab พบว่า คนทำงานในช่วงเริ่มต้นอาชีพที่มีอายุระหว่าง 22 ถึง 25 ปี ในกลุ่มอาชีพที่มีความเสี่ยงต่อการถูกแทนที่ด้วย AI เช่น วิศวกรรมซอฟต์แวร์ หรือการบริการลูกค้า เผชิญกับภาวะการจ้างงานที่ลดลงสัมพัทธ์ถึง 16% ในขณะที่การจ้างงานของคนทำงานในกลุ่มอาชีพที่มีความเสี่ยงน้อยกว่ายังคงมีเสถียรภาพหรือเติบโตขึ้น

ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนมากนักเกี่ยวกับจำนวนตำแหน่งงานที่ถูก AI ทำลายลง และหากไม่มีข้อมูลที่เป็นรูปธรรมมากกว่านี้ บรรดานักกฎหมายของรัฐแคลิฟอร์เนียก็อาจจะต้องทำงานเหมือนคนตาบอด และเสี่ยงที่จะออกมาตรการแก้ไขปัญหาที่ไม่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างครอบคลุม โดยเฉพาะเมื่อเป็นเรื่องของความท้าทายที่คนทำงานรุ่นใหม่ต้องเผชิญ กอนซาเลซ เชื่อว่าข้อเสนอด้านกฎหมายจะต้องมีการระบุผลกระทบของ AI ออกมาเป็นตัวเลขด้วยเช่นกัน "เราไม่รู้ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นจริงในตอนนี้ และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมการมีกฎหมายจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องพึ่งพาเพียงแค่ข้อมูลจากเรื่องเล่าหรือสิ่งที่บอกต่อ ๆ กันมา" เธอกล่าวเสริม

ในอดีต วิศวกรระดับเริ่มต้น (Junior Engineer) มักจะรับผิดชอบงานประจำวันทั่วไปที่ไม่ซับซ้อนในบริษัทสตาร์ตอัปและบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ซึ่งงานประเภทนี้กำลังเริ่มถูก AI เข้ามาแทนที่ โดย Stanford’s Digital Economy Lab ข้อสังเกตว่า ผลการทดสอบด้านวิศวกรรมซอฟต์แวร์แสดงให้เห็นว่า "ระบบ AI มีการพัฒนาจากการแก้โจทย์การเขียนโค้ดได้เพียง 4.4% พุ่งสูงขึ้นเป็น 71.7% ... และระบบในปัจจุบันสามารถทำงานได้เทียบเท่าหรือดีกว่าผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมถึง 47% ในงานบางประเภทที่เลือกมาทดสอบ" การเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันสูงอย่าง ซิลิคอนแวลลีย์ อาจทำให้บรรดาผู้บริหารเชื่อว่า การส่งต่องานระดับเริ่มต้นอย่างการเขียนโค้ดให้ AI ทำแทนนั้น มีราคาที่ถูกกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า และให้ผลลัพธ์ที่ดีไม่ต่างกัน

เมื่อวิศวกรซอฟต์แวร์อาวุโสทยอยจากไป ใครจะเป็นกำลังหลักรุ่นต่อไปของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี?


ภาพจาก: University of the Potomac

“ธุรกิจต่างๆ ต้องการโยนงานทั้งหมดที่ค่อนข้างง่ายไปให้เครื่องมือ AI ทำ และใช้วิศวกรซอฟต์แวร์ระดับอาวุโส (Senior Software Engineer) คอยควบคุมเครื่องมือ AI เหล่านั้น... โดยตั้งสมมติฐานว่าพวกเขาจะเข้าใจปัญหาได้ดี” อเล็กซ์ รุดนิก (Alex Rudnick) อาจารย์ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์จาก มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานตาครูซ (University of California, Santa Cruz - UCSC) กล่าว ซึ่งรุดนิก เคยมีประสบการณ์ทำงานอันยาวนานในฐานะนักวิทยาศาสตร์ประยุกต์และวิศวกรซอฟต์แวร์ที่ Google และ Etsy ก่อนจะผันตัวเข้าสู่แวดวงวิชาการ

แนวทางปฏิบัตินี้มีข้อเสียร้ายแรง เนื่องจากในท้ายที่สุดวิศวกรซอฟต์แวร์ระดับอาวุโสก็จะต้องย้ายไปเติบโตในบทบาทอื่นหรือเกษียณอายุการทำงาน และเมื่อพวกเขาจากไป ใครจะมาแทนที่พวกเขา? “โดยนิยามแล้ว วิศวกรซอฟต์แวร์ระดับอาวุโสก็เคยเป็นเด็กมาก่อนทั้งนั้น” รุดนิก กล่าว “พวกเขาต้องเคยผ่านการเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ระดับเริ่มต้น มาก่อน และคำถามก็คือ... คุณจะเติบโตจากวิศวกรซอฟต์แวร์ระดับเริ่มต้นไปเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ระดับอาวุโสได้อย่างไร?”

ในสายงานเทคนิคที่มีความซับซ้อน หากวิศวกรระดับเริ่มต้นไม่ได้รับประสบการณ์เหล่านั้น บริษัทก็จะไม่เหลือบุคลากรที่มีความสามารถมากพอในการบริหารจัดการ หรือคอยควบคุมระบบ AI เมื่อพนักงานระดับอาวุโสที่เข้าใจระบบของบริษัทอย่างลึกซึ้งได้จากไปหมดแล้ว ในทางกลับกัน การปล่อยให้วิศวกรระดับเริ่มต้นได้เรียนรู้วิธีการเขียนโค้ดและบำรุงรักษาซอฟต์แวร์ต่อไป จะช่วยให้พวกเขามีทักษะในการตรวจจับโค้ดที่เขียนขึ้นมาอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งมักจะเป็นโค้ดที่ถูกสร้างขึ้นโดย AI

เมื่อบริษัทต่าง ๆ ตัดพนักงานระดับเริ่มต้นออกจากสมการแล้วหันไปพึ่งพา AI แทน ในท้ายที่สุดพวกเขาก็จะต้องเผชิญกับปัญหาที่ใหญ่ยิ่งกว่า นั่นคือ ใครจะเป็นผู้ดูแลระบบเหล่านี้ในอีก 5 ถึง 10 ปีข้างหน้า? การฝึกฝนวิศวกรระดับเริ่มต้นด้วยงานประจำวันทั่วไปจะช่วยเสริมสร้างทักษะพื้นฐานที่ได้เรียนรู้มาจากมหาวิทยาลัยหรือการฝึกงาน ซึ่งช่วยให้พวกเขาพัฒนาทักษะจนหล่อหลอมกลายเป็นวิศวกรที่เชี่ยวชาญพร้อมด้วยความสามารถที่เหนือกว่าในอนาคต

บรรดาผู้ออกกฎหมายในรัฐแคลิฟอร์เนียอาจจะสามารถทำงานเพื่อปกป้องพนักงานจากการเลิกจ้างครั้งใหญ่ในระยะสั้นได้ด้วยมาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่พวกเขาควรตระหนักและคำนึงถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาด้วย เมื่อการแห่นำ AI มาใช้เป็นจำนวนมากนั้นต้องแลกมาด้วยการสูญเสียโอกาสในการค้นหา การจ้างงาน และการหล่อหลอมบุคลากรที่มีความสามารถในรุ่นต่อไป


ที่มา:
Learn to Code, They Said (Alexander Dao, The American Prospect, 23 May 2026)

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง