Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

สว.ได้ผ่านร่างนิรโทษกรรมคดีการเมือง หรือ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ในวาระที่ 3 เรียบร้อยแล้ว โดยมีการแก้ไขตาม กมธ.เสียงส่วนน้อย ในมาตรา 11 คือไม่ให้ยุติคดีหรือใช้มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญาให้กับเด็กและเยาวชนที่โดนดำเนินคดีมาตรา 112 และรับข้อสังเกตให้สามารถทำเรื่องคุมขังนอกเรือนจำได้ สำหรับผู้ที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม ตาม พ.ร.บ.นี้

 

30 มิ.ย. 2569 ยูทูบ TP Channel ถ่ายทอดสดออนไลน์วันนี้ (30 มิ.ย.) ที่อาคารรัฐสภา มีวาระการพิจารณาเร่งด่วน ร่างกฎหมาย พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. … หรือร่างนิรโทษกรรมผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมือง ในวาระที่ 2 หรือพิจารณารายมาตรา และวาระที่ 3 

โดยล่าสุดเมื่อเวลาประมาณ 14.35 น. สว.ได้ผ่านร่างฯ ดังกล่าวในวาระที่ 3 เรียบร้อยแล้ว และมีการแก้ไขตาม กมธ.เสียงส่วนน้อย ในมาตรา 11 คือไม่ให้ยุติคดีหรือใช้มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญาให้กับเด็กและเยาวชนที่โดนดำเนินคดีมาตรา 112 และรับข้อสังเกตให้สามารถทำเรื่องคุมขังนอกเรือนจำได้ สำหรับผู้ที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม ตาม พ.ร.บ.นี้

สว. 'ไม่เห็นชอบ' นิรโทษกรรมเยาวชน คดี 112

เมื่อเวลาประมาณ 12.20 น. ที่ประชุมวุฒิสภา ลงมติ ‘ไม่เห็นชอบ’ ให้แก้ไขมาตรา 3 ของ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข เปิดช่องนิรโทษกรรมเด็กและเยาวชน อายุไม่เกิน 18 ปีบริบูรณ์ ในคดีมาตรา 112 หรือหมิ่นประมาทกษัตริย์ ด้วยคะแนน 126 ต่อ 15 เสียง และงดออกเสียง จำนวน 13 เสียง จากจำนวนผู้ออกเสียงลงมติ จำนวน 154 คน 

โดยข้อสงวนคำแปรญัติหลักๆ มาจาก สว. จำนวน 4 ราย ได้แก่ กัลยา ใหญ่ประสาน เทวฤทธิ์ มณีฉาย พรชัย วิทยเลิศพันธุ์ และสุนทร พฤกษพิพัฒน์ โดยเสนอให้แก้ไข พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขในมาตรา 3 ให้ดำเนินคดี มาตรา 112 เฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป หรือในความหมายหนึ่งคือ การแก้ไขให้เปิดช่องนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ให้กับเด็กและเยาวชน 

กัลยา ใหญ่ประสาน กมธ.เสียงข้างน้อย ขอสงวนคำแปรญัตติ โดยให้ความผิดที่ระบุในมาตราที่ 3 ของ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ใช้บังคับเฉพาะบุคคลที่มีอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไปเท่านั้น หรือในอีกความหมายหนึ่งก็คือ ให้มีการนิรโทษกรรมคดีที่อยู่ในบัญชีแนบท้าย ของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ให้กับเด็กและเยาวชนที่อายุไม่ถึง 18 ปีบริบูรณ์ 

เธอเล่าประสบการณ์ตรงสมัยที่เธอยังมีอายุ 15 ปี และได้เข้าร่วมการชุมนุมในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ตอนนั้น เธอต้องการให้บ้านเมืองมีสิทธิเสรีภาพอย่างเท่าเทียม และเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น จนกระทั่งมีกลุ่มทางการเมืองบางกลุ่มที่ใช้ความรุนแรง และรัฐมีการใช้กฎหมายที่เด็ดขาด ส่งผลให้เธอไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว และเดินทางหนีเข้าไปในป่า และเข้าร่วมกับกองทัพ ภายใต้การนำของ พคท.

จนกระทั่ง เปรม ติณลสูลานนท์ และพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ได้ออกคำสั่งที่ 66/2523 ซึ่งเทียบเท่ากับการนิรโทษกรรมหให้เยาวชน นักเรียน นักศึกษา และประชาชน ได้กลับมาอยู่กับครอบครัว และกลับมาศึกษาเล่าเรียน เป็นพลเมืองดี และร่วมกันพัฒนาชาติ อานิสงส์ที่ตามมาคือ ลัทธิคอมมิวนิสต์สิ้นสุดลง และทำให้กฎหมายการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ถูกยกเลิกลงไป 

“ดิฉันอยากจะยกตัวอย่างในรัฐสภา คือมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ถึงแม้ในช่วงหนึ่งของชีวิต ได้เข้าไปสู่เขตป่าเขาอย่างเช่นดิฉัน แต่เมื่อท่านได้มีโอกาส และได้มาปฏิบัติหน้าที่ ท่านก็เห็นแล้วว่า ท่านได้ทำหน้าที่เป็นประธานวุฒิสภาที่ทรงเกียรติ ด้วยความภาคภูมิใจที่ท่านมีเมตตาธรรมต่อพวกเราทุกคน 

“ดิฉันจึงขอวิงวอนให้ท่านสมาชิกวุฒิสภาทุกท่าน ได้โปรดให้โอกาสลูกหลานของเรา ได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติฉบับนี้ ในการระบุให้ความผิดในมาตรา 3 นี้ใช้บังคับกับผู้ที่อายุมากกว่า 18 ปีเป็นต้นไป” กัลยา กล่าว  

พรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา และในฐานะ กมธ.เสียงข้างน้อย สงวนคำแปรญัติในมาตรา 3 ของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ให้เด็กและเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ได้รับการนิรโทษกรรมทั้งหมดเช่นเดียวกัน โดยเขา มองว่า ก่อนที่เราจะดำเนินคดีหรือพิพากษาถูกผิดกับเด็กและเยาวชนกลุ่มใด มีประเด็นที่เราควรทราบก่อนว่ารากฐานทางจิตวิทยาและกระบวนการยุติธรรมที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ คือความจริงที่ว่า เด็กและเยาวชนยังขาดวุฒิภาวะ และการตัดสินใจอย่างรอบคอบ พวกเขายังมีข้อจำกัดอย่างมากที่จะจำกัดวิจารณญาณ และควบคุมการแสดงออกของตนเอง 

นอกจากนี้ ศาลและกระบวนการยุติธรรมทั่วโลกก็มีบรรทัดฐานที่ชี้ชัดว่า การที่กฎหมายต้องขีดเส้นให้เด็กออกจากผู้ใหญ่ เพราะเด็กที่ความเปราะบางทางจิตวิทยา ขาดความสามารถในการไตร่ตรองและตัดสินใจเลือกทางเดิน มีข้อจำกัดมากกว่าผู้ใหญ่ การแสดงออกทางการเมืองของพวกเขามักถูกขับเคลื่อนด้วยแรงจูงใจ ความอยากรู้อยากเห็น หรือว่าสภาพแวดล้อมที่หล่อหลอมตามวัยวุฒิที่กำลังเรียนรู้โลก ไม่ใช่การก่ออาชญากรรม หรือวางแผนมุ่งร้ายทำลายความมั่นคงในชาติแต่อย่างใด

พรชัย กล่าวต่อว่า ก่อนเราจะลงลึกถึงรายละเอียดแต่ละมาตรา ในฐานะที่เราเป็นสมาชิกรัฐสภาของประเทศที่เป็นภาคีที่ให้สัตยาบันในสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็น อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก หรือว่า CRC และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง หรือ ICCPR กฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศเหล่านี้วางหลักการไว้ชัดเจนว่า การดำเนินคดีอาญาและการลงโทษต่อเด็ก ต้องเป็นไปเพื่อการฟื้นฟู และหากจะมีการจำคุก ต้องใช้เป็นมาตรการสุดท้าย และใช้เวลาสั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นอกจากนี้ แนวโน้มของโลกในยุคปัจจุบันก็ไม่มีการใช้กฎหมายอาญาที่รุนแรง หรือกฎหมายความมั่นคงต่อเยาวชนและเด็กแล้ว 

หากดูข้อมูลสถิติโลก ปัจจุบัน ประชาคมระหว่างประเทศกว่า 170 ประเทศ ปฏิเสธที่จะใช้กฎหมายที่รุนแรง อย่างเช่น จำคุกตลอดชีวิต ที่ไม่มีสิทธิได้รับทัณฑ์บนต่อเยาวชน และมีประเทศส่วนน้อยมากๆ ในโลกเท่านั้นที่ยังใช้มาตรการรุนแรงต่อเด็ก

“ขณะที่เรากำลังพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข แต่ในความเป็นจริง เรากลับละเลยเยาวชนกลุ่มหนึ่งโดยสิ้นเชิง 

“ข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน จนถึงขณะนี้ มีเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ ถูกดำเนินคดีในข้อหามาตรา 112 ถึง 20 คนใน 24 คดี และหากกางพฤติการณ์คดีเท่าที่พอจะหาได้ออกมาดู เราจะพบว่าเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการโพสต์ หรือแชร์ทางโซเชียลมีเดีย จำนวน 7 คดี เป็นการทำโพลสอบถามความคิดเห็นทางการเมือง 2 คดี และเป็นการแสดงออกความเห็นทางการเมืองในพื้นที่ชุมนุม และสถานที่อื่นๆ อีก 9 คดี ปัจจุบัน คดีสิ้นสุดไปแล้ว 19 คดี และยังไม่สิ้นสุดอีก 5 คดี” พรชัย กล่าว 

พรชัย ระบุว่าหากเราดูที่พฤติการณ์ของเด็ก เราจะพบว่าไม่มีความรุนแรงอะไรเลย คดีส่วนใหญ่มาจากการแสดงออกทางออนไลน์ และการแสดงออกในพื้นที่ชุมนุม ซึ่งแตกต่างจากคดีของผู้ใหญ่ที่จะได้รับการนิรโทษกรรม เช่น ความผิดฐานกบฏ ยุยงปลุกปั่น ก่อการร้าย หรือคดีขัดขวางหรือบุกยึดสนามบิน คดีปิดคูหาการเลือกตั้ง ความผิดที่ผู้ใหญ่เหล่านี้ก่อขึ้นมา ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และเสถียรภาพความมั่นคงของประเทศอย่างมหาศาล แต่ผู้ใหญ่เหล่านี้กลับได้เข้าสู่กระบวนการนิรโทษกรรม ล้างความผิดภายใต้ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ในขณะที่เด็กที่อายุไม่ถึง 18 ปี แต่เพียงแค่แชร์โพสต์ในเฟซบุ๊ก ถือกระดาษทำโพลล์สอบถามความคิดเห็น กลับถูกตัดสิทธิ ไม่ให้ได้รับการนิรโทษกรรม ตามมาตรา 3 ของ พ.ร.บ.นี้ 

“ถ้า พ.ร.บ.ฉบับนี้ต้องการจะสร้างเสริมสังคมสันติสุข ตามชื่อ พ.ร.บ.อย่างแท้จริง ฝ่ายรัฐก็ควรจะถอยคนละก้าว ต้องยอมให้คนอีกฝั่งทางความคิดได้รับการเยียวยาบ้าง หากวุฒิสภายอมให้มีการแก้ไขในมาตรา 3 ตามที่ผมและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ได้แสดงความคิดเห็นไว้ คือการระบุไปเลยว่า มาตรา 112 จะไม่ได้รับการนิรโทษกรรม ยกเว้น กรณีผู้กระทำความผิดมีอายุไม่เกิน 18 ปีบริบูรณ์ สิ่งนี้จะช่วยให้เยาวชนอย่างน้อย 5 คนที่คดียังไม่สิ้นสุด และมีโอกาสจะถูกจำคุก ไม่ต้องเดินเข้าเรือนจำ และยังเป็นการคืนชีวิต และล้างประวัติอาชญากรรมให้กับเยาวชนอีก 15 คนที่คดีสิ้นสุดไปแล้ว ให้เขาสามารถไปสมัครงาน เรียนต่อ และมีอนาคตที่สดใสได้” พรชัย ทิ้งท้าย

ทางด้านปริญญา วงศ์เชิดขวัญ สมาชิกวุฒิสภา เสนอให้มีการเพิ่มเติมกลไกสำหรับการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ให้กับเด็กและเยาวชน ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการ ที่แต่งตั้งโดยคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ผู้แทนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และผู้แทนคณะศาลยุติธรรม ในกรณีที่มีเจตนาทางการเมืองที่สุจริต และไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่นอาฆาตมาดร้ายกษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ 

ปริญญา ระบุว่า ที่เขาเพิ่มกลไกเช่นนี้ เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้นว่าใครมีเจตนากระทำผิด หรือไม่ได้มีเจตนากระทำผิด หรืออาจจะถูกเชื่อมโยงจากบุคคลที่มีความคิดอคติไม่ดีต่อพระมหากษัตริย์ และใช้ให้ผู้นั้นไปกระทำ อย่างที่เราเห็นตามหน้าข่าวว่ามีผู้ใหญ่ชักจูงให้เด็กกระทำผิด นอกจากนี้ จากการคุยกับอัยการ และทางศาล เขาก็มีความเห็นใจผู้เยาว์เช่นเดียวกันว่า สิ่งที่ได้ดำเนินการทำไป ไม่ได้ถึงขนาดเกลียดชังต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี หรือรัชทายาท แต่ต้องถูกบังคับดำเนินคดีอย่างเต็มที่ ดังนั้น ในเมื่อเราจะมีการนิรโทษกรรม เราต้องทำให้เห็นว่าใครที่ควรดำเนินคดี หรือไม่สมควร เลยเพิ่มในส่วนมาตรานี้

‘เห็นชอบ’ เปิดช่องใช้มาตรการพิเศษ ต่อผู้กระทำความผิดที่เป็นเยาวชน แต่ไม่รวม 112 ‘เทวฤทธิ์’ แย้ง จะไม่มีใครได้ประโยชน์เลย

ต่อมา เมื่อเวลาประมาณ 13.57 น. ที่ประชุมวุฒิสภา มีมติ ‘เห็นชอบ’ ตามข้อสงวนฯ คณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ของ สว.พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ อัจฉรพรรณ หอมรส และบุญจันทร์ นวลสาย โดยการเพิ่มวรรค 2 ในมาตรา 11 ของ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวให้ยกเว้นความผิด มาตรา 112 

  • ‘เห็นชอบ’ กับร่าง พ.ร.บ.ตาม กมธ.เสียงข้างมาก ด้วยคะแนน 16 เสียง
  • ‘ไม่เห็นชอบ’ หรือก็คือ ให้แก้ตามข้อสงวนคำแปรญัติ กมธ.เสียงข้างน้อย 102 เสียง
  • ‘งดออกเสียง’ 20 คะแนน 
  • จากจำนวนผู้ลงมติ 139 ราย

มาตรา 11 วรรค 1 ระบุว่า ความผิดที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมในมาตราที่ 7 แต่ในกรณีผู้กระทำผิดที่เป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ให้จัดทำแผนบำบัดฟื้นฟูการกระทำความผิด พร้อมความเห็นส่งไปยังพนักงานอัยการ เพื่อให้ใช้มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญา หรือให้พนักงานอัยการยื่นต่อศาลที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา เพื่อให้ใช้มาตรการและยุติคดีโดยไม่ต้องมีคำพิพากษา และให้ศาลมีอำนาจรับฟังความเห็นของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ประกอบการใช้มาตรการดังกล่าว ไม่ว่าคดีจะอยู่ในชั้นพิจารณาใดก็ตาม 

ส่วนที่เพื่มขึ้นมาคือ วรรค 2 ระบุว่า “ความในวรรคที่ 1 (ด้านบน) ไม่ให้บังคับใช้กับการกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112”

ก่อนลงมติวาระที่ 3 เทวฤทธิ์ ขออนุญาตปรึกษาที่ประชุมวุฒิสภา จากกรณีที่ สว.ลงมติให้เพิ่มมาตรา 11 วรรค 2 ไม่ให้รวมมาตรา 112 ซึ่งในข้อเท็จจริงจะไม่มีเยาวชนคนไหนได้ประโยชน์จากเรื่องนี้เลย และไม่แน่ใจว่าเราจะมีมาตรานี้ไปทำไม 

อย่างไรก็ดี ทางประธานการประชุมระบุว่า ทาง สว.ได้ลงมติเรื่องนี้ไปแล้ว ก่อนที่จะดำเนินการลงมติวาระที่ 3 ต่อไป

ต่อมา เมื่อเวลา 14.35 น. ที่ประชุม สว. ลงมติ ‘เห็นชอบ’ ผ่าน พ.ร.บ.สังคมสันติสุข พ.ศ. … ในวาระที่ 3 ด้วยคะแนน 102 ราย ไม่เห็นด้วย 3 ราย และงดออกเสียง 22 ราย จากผู้มาลงมติจำนวน 127 ราย ปิดช่องนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 เด็กและเยาวชน

รับข้อสังเกต ให้ทำเรื่องคุมขังนอกเรือนจำได้

นอกจากนี้ ที่ประชุมวุฒิสภา ไม่มีข้อโต้แย้งเรื่องข้อสังเกตจากคณะกรรมาธิการร่างกฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งมีความน่าสนใจ คือ ในรายงานข้อที่ 8.2 ระบุว่า หากคณะกรรมาธิการสร้างเสริมสังคมสันติสุข พิจารณาแล้วพบว่า ผู้ที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมคดีการเมือง ตามมาตรา 7 ที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมจาก พ.ร.บ.ฉบับนี้ สามารถพิจารณาส่งเรื่องบริหารโทษทางอาญา หรือการคุมขังในสถานที่คุมขัง (คุมขังนอกเรือนจำ) ไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และอธิบดีกรมราชทัณฑ์ได้ 

โต้ข้อกล่าวหานิรโทษกรรมตัวเอง 

เทวฤทธิ์ สมาชิกวุฒิสภา และคณะกรรมาธิการเสียงส่วนน้อย ลุกขึ้นอภิปรายหลังลงมติในวาระที่ 3 ถึงข้อกล่าวหาต่อ กมธ.พิจารณาร่างกฎหมายว่ามีความพยายามนิรโทษกรรมคดีฮั้ว สว.เข้าไปด้วย ซึ่งอย่างที่ สว.พิสิษฐ์ ชี้แจงไปก่อนหน้านี้ คือในบัญชีแนบท้ายของร่าง พ.รบ. มีการระบุถึงร่าง พ.ร.ป.การได้มาซึ่งวุฒิสภา และมีการเขียนกำกับไว้แล้วว่าไม่เกี่ยวข้องกับคดีเลือกโดยทุจริต (คดีฮั้ว สว.) และคุณสมบัติอันเป็นเท็จ ซึ่งข้อกฎหมายดังกล่าวมีการระบุไว้ตั้งแต่การพิจารณาในขั้นสภาผู้แทนราษฎร และเขายืนยันด้วยว่าทาง สว.มีการทำตามระเบียบทุกอย่างแล้ว

ทั้งนี้ หลังจากผ่านร่างนิรโทษกรรมคดีการเมืองในที่ประชุมวุฒิสภา วาระ 3 แล้ว จะต้องส่งร่างกฎหมายดังกล่าวกลับไปให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอีกครั้งภายใน 60 วัน (ร่างการเงินภายใน 30 วัน) โดย สส.จะพิจารณาว่าจะรับการแก้ไขร่างกฎหมายตามความเห็นของ สว. หรือไม่ ถ้า สส.ยืนยันร่างฯ ของตัวเอง ก็ถือว่าร่างที่ สว.แก้ไข ก็จะไม่มีผล แต่ถ้า สส.รับตามการแก้ไขของ สว. ร่างกฎหมายก็จะจบตาม สว.แก้ไข

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง