Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชนออกแถลงการณ์ ประณามมติวุฒิสภาที่เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข โดยไม่รวมคดีมาตรา 112 ในทุกกรณีแม้แต่เยาวชน ขณะที่ข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่าจากผู้ต้องขังคดีการเมือง 61 รายในปัจจุบัน จะมีเพียง 13 รายที่อาจได้รับประโยชน์ ขณะที่ผู้ต้องขังคดี ม.112 ยังคงอยู่ในเรือนจำต่อไป เครือข่ายชี้ว่านี่คือการนิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติที่ตอกย้ำความขัดแย้งแทนที่จะเยียวยา

1 กรกฎาคม 2569 เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน ออกแถลงการณ์ ระบุว่า ตามที่วานนี้ (30 มิ.ย. 2569) วุฒิสภาได้ประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ… ในวาระสอง และวาระสาม และมีมติเห็นชอบร่างดังกล่าว โดยมีสาระสำคัญของการอภิปรายในประเด็นหนึ่งว่า ควรนิรโทษกรรมให้กับเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ในคดีตามมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ แต่ผลสรุปคือ การไม่นิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ในทุกกรณี รวมถึงเยาวชน ทั้งนี้ขั้นตอนการผ่านร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวยังต้องส่งกลับไปยังสภาผู้แทนราษฎรว่าจะเห็นชอบตามที่วุฒิสภาแก้ไขหรือยืนยันตามร่างเดิม หรือต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมระหว่างสองสภาพิจารณาต่อ ก่อนที่จะส่งให้พระมหากษัตริย์ลงนามต่อไป

เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน ซึ่งเคยเสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมประชาชน พ.ศ… ต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยให้รวมถึงการนิรโทษกรรมในคดีตามมาตรา 112  แต่สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่รับหลักการของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ขอยืนยันว่า

1. คดีมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญานั้น เป็น “คดีการเมือง” และเป็นหนึ่งในใจกลางของความขัดแย้งทางการเมือง ในห้วงเวลาเดียวกับที่กำหนดไว้ในร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ทั้งในแง่เป็นคดีที่ใช้ทำลายบุคคลที่เห็นต่างทางการเมือง เป็นหนึ่งในประเภทคดีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติกำหนดให้ต้องถูกพิจารณาพิพากษาโดยศาลทหาร เป็นคดีที่เกิดจากการปราศรัยในที่ชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมือง และยังเป็นมาตราที่มีการบังคับใช้อย่างผันผวน โอกาสในการต่อสู้คดี การแสวงหาพยานหลักฐานและการได้รับการสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวเข้าถึงได้ยากกว่าคดีปกติ อันเป็นการขัดต่อสิทธิมนุษยชนในสังคมประชาธิปไตย

2. นอกจากนี้การดำเนินคดีมาตรา 112 ยังขัดต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกตามกติการระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งกลไกสิทธิมนุษยชนหลายภาคส่วนของสหประชาชาติมีความเห็นอย่างต่อเนื่องว่าการควบคุมตัวบุคคลในคดีดังกล่าวเป็นการควบคุมตัวโดยไม่ชอบ (Arbitrary Detention) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินคดีต่อเยาวชนที่ออกมาใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ย่อมขัดกับความคุ้มครองเด็กตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Child Rights Convention)

3.  จากข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน พบว่าจากผู้ต้องขังคดีการเมือง 61 รายในปัจจุบัน จะมีผู้ต้องขังที่อาจได้รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรมเพียง 13 ราย ซึ่งจะเห็นได้ว่า “ผู้ต้องขังทางการเมือง” ในคดีมาตรา 112 จะยังอยู่ในเรือนจำต่อไป ยังไม่นับคดีจำนวนมากที่ยังดำเนินอยู่ในกระบวนการพิจารณาชั้นต่าง ๆ ในขณะที่ผู้ได้รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรมนั้นไม่ได้ถูกจองจำเสียด้วยซ้ำ

การนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองอย่างเลือกปฏิบัติ โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาครั้งนี้ จึงไม่ใช่การเยียวยาหรือแก้ไขความขัดแย้งของสังคม ในทางตรงกันข้ามการนิรโทษกรรมครั้งนี้เป็นการตอกย้ำถึงการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก และความขัดแย้งของสังคมไทยที่ยิ่งหยั่งลึก ซึ่งอาจส่งผลต่อสถานะของสถาบันกษัตริย์ในใจของผู้คน

เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน ขอเรียกร้องให้รัฐสภาดำเนินการใด ๆ เพื่อปล่อยตัวบุคคลที่ถูกดำเนินคดีที่ใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ  มิใช่การใช้อำนาจของประชาชน เพื่อละทิ้งประชาชน

เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน
1 กรกฎาคม 2569

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง