เหตุเพลิงไหม้แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนที่ดาต้าเซนเตอร์ ของหน่วยบริการทรัพยากรสารสนเทศแห่งชาติ (National Information Resources Service) ที่เมืองแทจอน ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 เผยให้เห็นอย่างชัดเจนว่าชีวิตสมัยใหม่พึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพมากเพียงใด เปลวเพลิงลุกไหม้แทบตลอดทั้งวัน ทำลายบริการดิจิทัลของภาครัฐและระบบบันทึกข้อมูลทางราชการเกือบร้อยระบบ และทำให้ระบบอื่นๆ อีกหลายร้อยระบบต้องหยุดชะงัก
การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลางเมื่อไม่นานมานี้ยิ่งตอกย้ำบทเรียนเดียวกัน คือเอไอไม่ได้ดำรงอยู่ในฐานะซอฟต์แวร์เท่านั้น แต่ยังตั้งอยู่บนดาต้าเซนเตอร์ ไฟฟ้า ชิป สายเคเบิล แรงงาน และสถาบันต่างๆ พูดให้ง่ายที่สุดก็คือ เอไอเป็นระบบที่มนุษย์สร้างขึ้นโดยใช้ข้อมูลเพื่อจดจำรูปแบบ สร้างเนื้อหา จำแนกข้อมูล คาดการณ์ และสนับสนุนการตัดสินใจ
กระนั้นก็ตาม การถกเถียงสาธารณะมักมองเอไอราวกับเป็นสิ่งไร้ร่าง (ethereal) แยกขาดจากสายเคเบิล คลังสินค้า คนทำงาน และโครงข่ายไฟฟ้า มิหนำซ้ำ ข้อถกเถียงเกี่ยวกับเอไอไม่ว่าจะในเชิงชื่นชมหรือวิพากษ์ก็ยังถูกวางกรอบโดยคนกลุ่มที่ค่อนข้างเล็ก ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหาร นักข่าว ผู้กำหนดนโยบาย และนักวิชาการที่กระจุกตัวอยู่ในสหรัฐอเมริกาและยุโรป คนกลุ่มนี้มีอิทธิพลอย่างมากในการกำหนดว่าคำถามใดจะถูกหยิบยกขึ้นมาถาม และความจริงใดจะถูกผลักให้อยู่ชายขอบ
พวกเขามีแนวโน้มจะวางโครงเรื่องเอไอให้เป็นเรื่องเกี่ยวกับนวัตกรรม การลงทุน และการแข่งขันในระดับโลก ไม่เช่นนั้นก็ถกเถียงกันเรื่องความปลอดภัย อคติ และการกำกับดูแล ประเด็นพวกนี้สำคัญจริง แต่ก็ไม่ได้สะท้อนให้เห็นอย่างครบถ้วนว่าเอไอทำงานอย่างไรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ซึ่งประเด็นเรื่องแรงงาน ภาษา และการพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานเป็นเรื่องใกล้ตัวและเร่งด่วนมากกว่า
ความจริงที่กวนใจ
เบื้องหลังข่าวพาดหัวคือความจริงที่ไม่เหมือนกับที่เราเห็น ความจริงซึ่งหล่อหลอมโดยแรงงานที่ถูกทำให้มองไม่เห็น อำนาจที่กระจุกตัว และปัญหาความเหลื่อมล้ำ ในศูนย์กลางอุตสาหกรรมรับจ้างเหมาช่วง (outsourcing hub) ทั้งหลาย เช่น มะนิลาไนโรบี และไฮเดอราบาด คนทำงานหลายพันคนต้องตรวจสอบเนื้อหาที่รุนแรงหรือสะเทือนใจเพื่อฝึกฝนและบำรุงรักษาระบบเอไอ รายงานหลายฉบับระบุถึงปัญหาภาวะซึมเศร้า ความบอบช้ำทางจิตใจ ค่าแรงต่ำเตี้ย และการสนับสนุนที่จำกัด
รายงานในปี 2025 ของสำนักงานข่าวสืบสวนสอบสวน (Bureau of Investigative Journalism) และหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดี้ยน (The Guardian) พบว่าผู้ตรวจสอบเนื้อหาค่าแรงต่ำที่ทำหน้าที่ตรวจสอบเนื้อหาที่รุนแรงหรือสร้างความสะเทือนใจให้กับแพลตฟอร์มของ Meta ในกานาต้องเผชิญภาวะซึมเศร้า นอนไม่หลับ ทำร้ายตัวเอง และพยายามฆ่าตัวตาย กรณีดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงแบบแผนในวงกว้างกว่า คือการจ้างเหมาช่วงหลายชั้นได้ผลักความเสี่ยงลงไปยังคนระดับล่างๆ ขณะที่อำนาจตัดสินใจและผลประโยชน์ทางการเงินยังคงกระจุกตัวอยู่กับคนในระดับบน
ระบบนิเวศเอไอส่วนใหญ่ในปัจจุบันดำเนินการผ่านสิ่งที่อาจเข้าใจได้ว่าเป็น “โครงสร้างหลายชั้นของการสกัดมูลค่า” (extraction stack) ซึ่งหมายถึงระบบบูรณาการแนวดิ่งที่ครอบคลุมตั้งแต่ทรัพยากรแร่ ดาต้าเซนเตอร์ อัลกอริทึม แรงงาน ไปจนถึงแอปพลิเคชันทั้งหลาย บริษัทเทคโนโลยีอเมริกันไม่กี่แห่งเป็นผู้ควบคุมโครงสร้างหลายชั้นนี้ไว้ และมีอำนาจกำหนดว่าเทคโนโลยีต่างๆ จะถูกสร้างขึ้น กำกับดูแล และนำไปใช้อย่างไร
ความพยายามในการกำกับดูแลระบบเหล่านี้ด้วยแนวปฏิบัติทางจริยธรรมและกรอบแนวทางเชิงนโยบายมีความสำคัญ แต่ความพยายามเหล่านั้นมักปล่อยปละละเลยปัญหาที่ลึกลงไปในระดับรากฐาน นั่นคือปัญหาเรื่องความเป็นเจ้าของ
ใครเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐาน ใครเป็นผู้ควบคุมข้อมูล และใครได้ประโยชน์จากมูลค่าที่ถูกสร้างขึ้น การที่ประเทศต่างๆ ต้องพึ่งพาผู้ให้บริการภายนอกเพียงไม่กี่แห่งทั้งในด้านพลังการประมวลผล บริการคลาวด์ และโมเดลหลักจะก่อให้เกิดภาวะพึ่งพิงในระยะยาวอย่างไร และเมื่อรัฐบาลลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลอย่างหนักหน่วง สิ่งสำคัญอื่นใดบ้างที่จะถูกลดทอนความสำคัญลงไป เช่น การดูแลผู้สูงอายุและการศึกษาสาธารณะ
หากไม่ตอบคำถามเหล่านี้ ระบบพื้นฐานย่อมจะยังตบรางวัลให้กับการขยายขนาด ประสิทธิภาพ และการกระจุกตัวของตลาด ซึ่งสุดท้ายมีแต่จะบีบให้รัฐบาลเหลือทางเลือกในอนาคตน้อยลง
ระบบนิเวศเอไอสมานฉันท์กำลังเริ่มก่อตัวขึ้น เมื่อสถาบันสาธารณะ สหกรณ์ และองค์กรเศรษฐกิจสมานฉันท์ภาคพลเมืองร่วมกันสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้งานร่วมกันและกำกับดูแลอย่างเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น แนวทางนี้มองเอไอเป็นชุดทางเลือกเชิงสถาบันที่หล่อหลอมขึ้นโดยแรงงาน ความรู้ทางสังคม และลำดับความสำคัญของสาธารณะ
ตัวอย่างภาคปฏิบัติ ได้แก่ เครือข่ายนวัตกรรมแห่งสภาสหกรณ์ (Co-operative Councils’ Innovation Network) ในสหราชอาณาจักร องค์กรส่วนท้องถิ่นที่นั่นกำลังพัฒนากรอบเอไอที่ขับเคลื่อนด้วยคุณค่า (values-driven AI framework) พร้อมด้วยเครื่องมือในการกำกับดูแลและแอปพลิเคชันสำหรับบริการสาธารณะที่วางรากฐานอยู่ในการมีส่วนร่วม การรับผิดรับชอบ และการกำกับตรวจสอบอย่างเป็นประชาธิปไตย
หลายประเทศทั่วเอเชียกำลังตอบคำถามเหล่านี้ด้วยแนวทางที่ต่างกัน เวียดนามกำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลระดับชาติเพื่อหนุนเสริมการสร้างอธิปไตยทางดิจิทัล ขณะที่สิงคโปร์นำเสนอโมเดลระดับภูมิภาค คือระบบโอเพนซอร์ส SEA-LIONสำหรับภาษาต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทรัพยากรของภาครัฐและภาคการวิจัยสามารถสร้างประโยชน์ให้กับภูมิภาคนี้ได้ แทนที่จะมุ่งตอบโจทย์ตลาดภายในประเทศเท่านั้น
ความพยายามเหล่านี้ควรได้รับความสนใจ แต่ก็นำไปสู่คำถามที่ยากกว่า นั่นคือเรื่องที่ว่า การควบคุมระดับชาติเพียงอย่างเดียวเพียงพอหรือไม่ หรือจริงๆ แล้ว ความสามารถในการรับมือและฟื้นตัว (resilience) จำต้องอาศัยทั้งโครงสร้างพื้นฐานระดับภูมิภาคที่ใช้ร่วมกัน มาตรฐานเพื่อประโยชน์สาธารณะ และความร่วมมือข้ามพรมแดน ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาโดยไม่สร้างการกระจุกตัวขึ้นมาใหม่
เอไอเริ่มต้นไกลจากหน้าจอมาก แร่ธาตุที่ใช้ในฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์สกัดออกมาภายใต้สภาพการทำงานที่ยากลำบาก ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานของระบบคลาวด์ยังคงกระจุกอยู่ในมือของผู้ให้บริการเพียงไม่กี่ราย ความล้มเหลวทางเทคนิคเพียงครั้งเดียว ข้อพิพาททางการค้า หรือแรงกระแทกทางภูมิรัฐศาสตร์ อาจทำให้บริการต่างๆ ทั่วทั้งภูมิภาคหยุดชะงักลง
โมเดลทางเลือกอื่นๆ กำลังถือกำเนิดขึ้น สำหรับประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน แนวทางการจัดการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแบบสหกรณ์และมุ่งประโยชน์สาธารณะชี้ให้เห็นทางเลือกที่มีความสามารถในการรับมือและฟื้นตัวมากกว่าการพึ่งพิงบริษัทเพียงหยิบมือเดียว ภูมิภาค[เอเชียตะวันออกเฉียงใต้]มีธรรมเนียมของการจัดองค์กรแบบสหกรณ์มาอย่างยาวนาน และการขยายหลักการเหล่านั้นไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลย่อมจะช่วยสร้างความสามารถในการรับมือและฟื้นตัว รวมถึงอำนาจควบคุมที่เข้มแข็งมากขึ้นได้
คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าใครใช้เอไอเท่านั้น แต่ใครกันที่หล่อหลอมเงื่อนไขที่เอื้อให้เอไอทำงานได้ เงื่อนไขที่หมายถึงทั้งข้อมูล แรงงาน และวิวาทะสาธารณะ ในประเทศไทย ประเด็นนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนยิ่ง เพราะระบบดิจิทัลไม่เคยเป็นแค่เรื่องทางเทคนิค แต่มันยังส่งผลกระทบต่อเรื่องที่ว่าอะไรจะถูกทำให้มองเห็น อะไรจะถูกมองว่าน่าเชื่อถือ และอะไรจะถูกทำให้เป็นเรื่องที่เอาผิดได้ในชีวิตสาธารณะ
ดังที่จันจิรา สมบัติพูนศิริ และคณะเขียนไว้“การโจมตีป้ายสีทางออนไลน์ (Online smear campaigns) ทำให้บทลงโทษที่รุนแรงต่อบรรดานักกิจกรรมถูกมองว่าเป็นเรื่องชอบธรรม ทั้งยังขับเคลื่อนความคิดเห็นสาธารณะให้สนับสนุนการดำเนินคดีทางกฎหมายเหล่านี้ด้วย” ในภาพใหญ่ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจึงไม่ได้แค่ลำเลียงข้อมูลข่าวสาร โครงสร้างพวกนี้ช่วยค้ำยันอำนาจ
เป้าหมายทางสังคม
นี่เองคือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ก้าวต่อไปของการถกเถียงเรื่องเอไอในเอเชียไม่อาจหยุดอยู่แค่เรื่องของการเปิดรับปรับใช้ แต่เราต้องคุยกันเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของ การรับผิดรับชอบ และเป้าหมายทางสังคม เอไอจะยังประโยชน์แก่เกษตรกร คนทำงาน ผู้ป่วย และชุมชนท้องถิ่น แทนที่จะทำให้พวกเขาต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มที่อยู่ห่างไกลมากขึ้นได้หรือไม่ เอไอจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับความหลากหลายทางภาษา ความไว้เนื้อเชื่อใจกันระดับสาธารณะ และการดูแลตรวจตราอย่างเป็นประชาธิปไตย แทนที่จะบั่นทอนสิ่งเหล่านั้นได้หรือไม่
เราจะหยิบคำถามเหล่านี้มาพูดคุยกันในงานประชุมเอไอสมานฉันท์ (Solidarity AI) ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยระหว่างวันที่ 12-15 พฤศจิกายน 2569 การประชุมครั้งนี้จะรวบรวมนักวิจัย นักพัฒนาเอไอ ผู้กำหนดนโยบาย ผู้จัดตั้งสหภาพแรงงาน ผู้นำสหกรณ์ และนักรณรงค์ด้านสิทธิดิจิทัลจากทั่วเอเชียและภูมิภาคอื่นๆ เพื่อร่วมกันพิจารณาว่าเทคโนโลยีจะถูกสร้างขึ้นร่วมกับชุมชน โดยชุมชน และเพื่อชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีนั้นได้อย่างไร
ในแง่นี้ ความท้าทายสำหรับประเทศไทยจึงไม่ใช่เรื่องที่ว่าจะมีปฏิสัมพันธ์กับเอไอหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าจะช่วยหล่อหลอมเอไออย่างไร ให้เป็นเอไอที่ตั้งอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพซึ่งชีวิตสมัยใหม่ต้องพึ่งพา ให้มีการกำกับดูแลที่รับผิดรับชอบ และมีความสามารถในการรับมือและฟื้นตัวมากพอที่จะรับใช้สาธารณะเมื่อระบบเหล่านั้นล้มเหลวดังที่เกิดขึ้นที่แทจอน.
หมายเหตุ:
1. Trebor Scholz นักวิชาการ-นักกิจกรรม ผู้อำนวยการผู้ก่อตั้งเครือข่ายความร่วมมือด้านสหกรณ์แพลตฟอร์ม (Platform Cooperativism Consortium)
2. แปลจากบทความ “Solidarity AI and the choices facing Thailand” ใน Bangkok Post โดยได้รับอนุญาตจากผู้เขียน
อ้างอิง
- ^ คำว่า “data centre” จริงๆ ก็คือ “ศูนย์ข้อมูล” ซึ่งไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับเอไอเลยก็ได้ แต่ผมอยากคงทับศัพท์ไว้เพื่อสะท้อนถึงคำที่คนนิยมใช้กันเวลาพูดถึง “data centre” ท่ามกลางกระแสเห่อเอไอ
^ ระบบโอเพนซอร์ส SEA-LION คือชุดโมเดลภาษาขนาดใหญ่ของสิงคโปร์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้เข้าใจภาษา วัฒนธรรม และบริบทของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ดีกว่าโมเดลที่ฝึกจากข้อมูลภาษาอังกฤษหรือภาษาหลักอื่นๆ ของโลก
