ผมเขียนบทความและแสดงความเห็นในช่องทางอื่นๆ สนับสนุนพรรคส้ม และโหวตเลือกพรรคส้ม ตั้งแต่ตั้ง “พรรคอนาคตใหม่” เรื่อยมาจนถึงก้าวไกล-ประชาชน
หลังเลือกตั้ง 2566 เมื่อเพื่อไทย (ซึ่งผมก็โหวตเลือกเช่นกัน) ตั้งรัฐบาลกับพรรคการเมืองของฝ่ายที่เคยทำรัฐประหาร ตั้งแต่นั้นมาผมก็วิจารณ์เพื่อไทยเรื่องตระบัดสัตย์ ข้ามขั้วแบบเดียวกับที่ชาวส้มวิจารณ์ โดยเฉพาะวิจารณ์การ “ไม่โหวตรับร่างนิรโทษกรรมประชาชนรวม 112 ของภาคประชาชน” มากที่สุด
แน่นอนว่าผมวิจารณ์เพื่อไทยบนหลักการประชาธิปไตย และวิจารณ์บนมาตรฐานของพรรคเพื่อไทยเองด้วย เช่น เรื่องที่เพื่อไทยต่อสู้เพื่อคืนความยุติธรรมแก่คนเสื้อแดงที่ออกมาต่อต้านเผด็จการหรือไม่ เป็นต้น
สิ่งที่เรียกว่า “มาตรฐานของเพื่อไทย” คือ การที่เพื่อไทยหาเสียงสนับสนุนจากคนเสื้อแดง เรียกร้องให้คนเสื้อแดงออกต่อต้านเผด็จการ เมื่อคนเสื้อแดงบาดเจ็บล้มตาย และเผชิญความอยุติธรรมต่างๆ เพื่อไทยได้ต่อสู้คืนความยุติธรรมให้คนเหล่านั้นอย่างไร และพยายามเปลี่ยนการเมืองจากการตกอยู่ใต้อำนาจเผด็จการให้เป็นประชาธิปไตยหรือไม่ อย่างไร นี่เป็นเรื่องที่ผมหรือใครๆ ก็ควรที่จะตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์เป็นปกติ ส่วนการชี้แจงหรือไม่ชี้แจงเรื่องเหล่านี้ของเพื่อไทย ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องที่ประชาชนจะตัดสิน
ผมวิจารณ์เพื่อไทยอย่างต่อเนื่องมากว่า 2 ปี ซึ่งวิจารณ์จากจุดยืนประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน และตั้งคำถามจากมาตรฐานของเพื่อไทยเอง ขณะเดียวกันก็ “สนับสนุนพรรคส้มไปพร้อมๆ กัน” ด้วย ผมเพิ่งเริ่มวิจารณ์พรรคส้ม ตั้งแต่เกิดการถกเถียงว่าพรรคส้มควรจะโหวตอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ และวิจารณ์ต่อเนื่องเรื่อยมา แต่ไม่ใช่วิจารณ์บนจุดยืนสนับสนุนพรรคเพื่อไทยไปพร้อมๆ กัน
เพียงแต่ผมพยายามทบทวนปัญหาการเมืองจาก 2566 เป็นต้นมาใหม่ และเปิดใจรับฟัง “เหตุผล” และ “ข้อจำกัด” ต่างๆ ตามเป็นจริงของฝ่ายเพื่อไทยมากขึ้น และให้ความสำคัญกับการพิจารณา “ความซับซ้อน” ของปัญหาการเมืองตามเป็นจริงมากขึ้น ซึ่งไม่ได้เท่ากับผมไปเข้าข้างหรือ “แบก” เพื่อไทยในเรื่องตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว และการไม่โหวตรับร่างนิรโทษกรรม 112 ดังที่บางคน บางกลุ่มพยายามกล่าวหาแต่อย่างใด
ทำไมจึงวิจารณ์พรรคส้ม?
มี “คำตอบเชิงบรรทัดฐาน” คือ ในเมื่อเราใช้หลักการประชาธิปไตย, สิทธิมนุษยชน และมาตรฐานของพรรคแดงมาวิจารณ์พรรคแดง เราก็ควรใช้บรรทัดฐานแบบเดียวกัน คือใช้หลักการประชาธิปไตย, สิทธิมนุษยชน และมาตรฐานของพรรคส้มวิจารณ์พรรคส้มด้วยเช่นกัน
ส่วน “คำตอบเชิงปรากฏการณ์” คือ เมื่อเกิดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ทางการเมืองครั้งสำคัญ คือพรรคส้มโหวตอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งกลายเป็น “ประเด็นถกเถียง” อย่างกว้างขวาง ทำให้ผมเกิดคำถามว่า “การทำการเมืองแบบพรรคส้ม” เช่นนั้น ขัดหลักการประชาธิปไตย และขัดต่อมาตรฐานของพรรคส้มหรือไม่
เป็นเรื่อง “น่าเศร้า” ที่สื่อฝ่ายก้าวหน้า ปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้า กระทั่งปัญญาชนสาธารณะแถวหน้าต่าง “มองข้าม” การทำผิดหลักการอย่างชัดแจ้งนี้ไป โดยใช้ “ข้อโต้แย้งแบบผลลัพธ์นิยม” (consequentialist arguments) ว่าเป้าหมายการโหวตอนุทินคือเพื่อ “แก้รัฐธรรมนูญ” เป็นเป้าหมายที่ “ดีและถูกต้อง” เพราะไม่ใช่เป้าหมายเพื่อประโยชน์ส่วนตัว แต่เพื่อประโยชน์ของประชาชนทุกคน ซึ่งก็ “จริง” ตามนั้น
แต่ถ้าเรายืนยันการสร้างประชาธิปไตย เราจำเป็นต้องยืนยัน “วิธีการที่ถูกต้อง” ด้วยเสมอ คือต้อง “ใช้วิธีการที่ถูกต้องเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ถูกต้อง” ไม่งั้นเราจะโจมตี “วิธีการที่ผิด” เช่น การทำรัฐประหารที่อ้างว่าเพื่อปฏิรูปประชาธิปไตย ปราบโกง เพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ ฯลฯ ทำไม
จริงอยู่ พรรคส้มโหวตอนุทิน “ตามกระบวนการสภา” เหมือนไม่ได้ผิดหลักการประชาธิปไตยในแง่นี้ แต่เราต้องดู “ข้อเท็จจริง” ของบริบทการโหวตประกอบด้วย นั่นคือ มันไม่ใช่การโหวตในสภาวะปกติ แต่เป็นการโหวตภายใต้เงื่อนไขที่รัฐพันลึก “ทำรัฐประหารเงียบ” ด้วยการใช้อำนาจนอกระบบเอาพรรคแดงลงเพื่อเอาพรรคน้ำเงินขึ้นเป็นรัฐบาลแทน
การที่พรรคส้มไป “ดีลอนุทิน” เพื่อทำ MOA ก็คือการร่วมมือกับรัฐพันลึกด้วยการโหวตให้พรรคน้ำเงินเป็นรัฐบาล “ตามเจตนารมณ์ทางการเมืองของรัฐพันลึก” แลกกับ “คำสัญญา” ว่าพรรคน้ำเงิน (และ สว.น้ำเงิน) จะโหวตแก้รัฐธรรมนูญตามแนวทางของพรรคส้ม แต่ผลลัพธ์คือ รัฐประหารเงียบของรัฐพันลึกบรรลุเป้าหมาย ขณะที่การแก้รัฐธรรมนูญตามเจตนารมณ์ทางการเมืองของพรรคส้มล้มเหลว
คำว่า “รัฐประหารเงียบ” เป็นที่รับรู้หรือพูดถึงกันในเวทีวิชาการและบทสนทนาในช่องทางต่างๆ ของฝ่ายก้าวหน้าอยู่แล้ว มีสาระสำคัญว่า “ยุคนี้รัฐพันลึกไม่จำเป็นต้องให้กองทัพเอารถถัง ปืนออกมาทำรัฐประหาร เพราะสามารถใช้นิติสงคราม ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระอื่นๆ สอยนายกฯ ล้มรัฐบาล ยุบพรรคการเมือง ตัดสิทธิทางการเมืองฝ่ายตรงข้ามได้อยู่แล้ว” ซึ่งก็ชัดเจนว่ารัฐพันลึกใช้ศาลรัฐธรรมนูญ “สอย” แพทองธาร ชินวัตรพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และองคมนตรี “เบรก” ไม่ให้พรรคแดงยุบสภา
ประเด็นมาตรฐานของพรรคส้มคือ การต่อต้าน “ใบอนุญาตที่ 2” ของรัฐพันลึก, ต่อต้านการที่รัฐพันลึกใช้กองทัพทำรัฐประหาร และต่อต้านการที่รัฐพันลึกใช้นิติสงคราม ใช้กลไกอำนาจนอกระบบสอยนายกฯ ยุบพรรคการเมือง ตัดสิทธิทางการเมือง ต่อต้านองค์องคมนตรียุ่งเกี่ยวหรือแทรกแซงการเมือง และอื่นๆ ที่ “ไม่เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตย” ดังนั้น การที่พรรคส้ม “รู้อยู่แล้ว” ว่ารัฐพันลึกทำรัฐประหารเงียบล้มรัฐบาลพรรคแดง หรือใช้วิธีการที่ผิดครรลองประชาธิปไตยเอาพรรคแดงลงเพื่อเอาพรรคน้ำเงินเป็นรัฐบาลแทน ก็ยังโหวตพรรคน้ำเงินเป็นรัฐบาล ข้อเท็จจริงนี้แสดงถึง “การร่วมมือกับรัฐประหารเงียบ” ที่ผิดทั้งหลักการประชาธิปไตย และขัดแย้งกับมาตรฐานของพรรคส้มโดยตรง
พรรคส้มและกองเชียร์จะอ้างว่า ที่ “ต้องโหวตอนุทินก็เพราะพรรคแดงตระบัดสัตย์ ข้ามขั้ว หรือพรรคแดงทำตัวเอง สมควรแล้วที่โดน ฯลฯ” เพื่อให้ “ความชอบธรรม” ในการร่วมมือกับรัฐประหารเงียบไม่ได้ เพราะ “สาระสำคัญ” ของข้ออ้างเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับ พธม.-กปปส. และประชาธิปัตย์เคยอ้างให้ความชอบธรรมกับการยอมรับและสนับสนุนรัฐประหาร 2 ครั้งที่ผ่านมา
ที่ตลกร้ายคือ หลังจากโหวตให้พรรคน้ำเงินเป็นรัฐบาลได้สำเร็จตามใบอนุญาตที่ 2 ของรัฐพันลึกแล้ว บรรดาผู้นำจิตวิญญาณพรรคและแกนนำพรรคส้มก็ปราศรัยหาเสียงโจมตีใบอนุญาตที่ 2 และขอ “ใบอนุญาตที่ 1” จากประชาชน
เพื่อให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่ามาตรฐานของพรรคส้ม “สูง” อย่างไร ผมขอคัด “วิสัยทัศน์พรรคประชาชน” มาให้อ่านบางส่วนว่า “ในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองนั้น พรรคประชาชนมุ่งมั่นจะแข่งขันกับพรรคการเมืองอื่นในฐานะของคู่แข่งทางการเมือง ไม่ใช่ศัตรูทางการเมือง พรรคประชาชนมุ่งมั่นที่จะเอาชนะใจประชาชนด้วยการนำเสนอนโยบายที่ก้าวหน้า และสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชน ไม่ใช่การทำลายล้างกันทางการเมืองโดยไม่เลือกวิธีการ” แล้วการร่วมมือกับรัฐประหารเงียบของรัฐพันลึกที่ล้มรัฐบาลพรรคแดงเพื่อเอาพรรคน้ำเงินขึ้นเป็นรัฐบาลแทนล่ะ เป็นไปตามวิสัยทัศน์นี้อย่างไร!
มาตรฐานอีกอย่างของพรรคส้ม คือ “การปกป้องความยุติธรรมตามหลักนิติรัฐ” และ “การต่อต้านทุจริต” แต่การตรวจสอบชั้น 14 อย่างจริงจังต่อเนื่องบนการยืนยันว่า “ทักษิณต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ผิดว่าไปตามผิด” ใน “คดีจากรัฐประหาร” ย่อมไม่สามารถอธิบายได้เลยว่าเป็นการปกป้องความยุติธรรมตามหลักนิติรัฐ หากเป็นการตรวจสอบที่ “สอดรับ” กับ “วาระทางการเมือง” ของฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ยื่นฟ้องเอาทักษิณเข้าคุกให้ได้มากกว่า
จากข้อเท็จจริงนี้ ทำให้เกิดคำถามว่าที่ปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้า และ “คณะก้าวหน้า” (บางคน) กล่าวหาว่า “ทักษิณดีลกลับบ้านเพื่อมารับใช้รัฐพันลึกทำลายพรรคการเมืองของคนรุ่นใหม่” ถามว่าทักษิณทำลายอย่างไร ใช้กลไกอำนาจนอกระบบ หรือใช้นิติสงครามอะไรทำลายพรรคประชาชน? ไม่มีเลย สิ่งที่เห็นมีเพียงทักษิณออกหน้า (แบบเดียวกับธนาธร) สนับสนุนพรรคเพื่อไทยต่อสู้กับพรรคประชาชน (และพรรคอื่นๆ) ต่ามกระบวนการเลือกตั้งและกระบวนการรัฐสภาเท่านั้น การตรวจสอบจริงจังเอาทักษิณเข้าคุกให้ได้ในคดีจากรัฐประหารต่างหากที่เห็นได้ชัดว่าเป็นการตรวจสอบที่สอดรับกับวาระทางการเมืองของฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่มุ่งทำลายทักษิณโดย “ไม่เลือกวิธีการ” มาตลอดกว่าสองทศวรรษ
มองอีกมุมหนึ่ง มาตรฐานการปกป้องความยุติธรรมของพรรคส้มในอีกด้าน ก็คือ “การต่อต้านอภิสิทธิ์ใดๆ” แต่ขณะที่พรรคส้มต่อต้านอภิสิทธิ์ในกรณีชั้น 14 อย่างเข้มข้น กลับโหวตให้พรรคน้ำเงินที่มีอภิสิทธิ์เชิงโครงสร้างตามรัฐธรรมนูญ 2560 มากที่สุดอยู่แล้วเป็นรัฐบาลปกครองประเทศ ขณะเดียวกันพรรคส้มก็ชูมาตรฐาน “การต่อต้านทุจริต” แต่กลับโหวตให้ฝ่ายที่ต้องคดีทุจริตฮั้ว สว. เป็นรัฐบาลปกครองประเทศ ยิ่งตอกย้ำชัดเจนยิ่งขึ้นว่า “การไม่เลือกวิธีการ” เพื่อบรรลุเป้าหมายแก้รัฐธรรมนูญตามที่กล่าวอ้างนั้นขัดแย้งกับมาตรฐานของพรรคส้มเองอย่างถึงราก
ที่ตลกร้ายคือ หลังจากพรรคส้มโหวตให้ “พรรคเทา” เป็นรัฐบาลปกครองประเทศ ด้วย “วิธีการเทาๆ” คือร่วมมือกับรัฐประหารเงียบแล้ว ก็ประกาศสโลแกน “มีเราไม่มีเทา” หาเสียงทันที มัน “ย้อนแย้ง” สุดๆ แบบเดียวกันกับโหวตให้สิ่งที่พวกตนเรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” โตขึ้น แล้วประกาศเชิญชวนประชาชนสู้กับระบอบสีน้ำเงิน หรือแบบเดียวกับประกาศต่อต้านใบอนุญาตที่ 2 มาตลอด แต่กลับโหวตอนุทินตามใบอนุญาตที่ 2 แล้วมาปราศรัยหาเสียงโจมตีใบอนุญาตที่ 2 ต่อเพื่อขอใบอนุญาตที่ 1 จากประชาชน ถามว่าที่ผมหรือใครๆ นำข้อเท็จจริงเหล่านี้มาวิจารณ์ตรงไปตรงมา มันคือการทำลายความน่าเชื่อถือของพรรคส้ม หรือจริงๆ แล้วพรรคส้มต่างหากที่ทำลายความน่าเชื่อถือของตัวเอง!
ส่วนเรื่องที่พรรคส้มโหวตอนุทินโดยไม่นำเงื่อนไขเรื่อง “คืนสิทธิประกันตัว” และ “การนิรโทษกรรม 112” มาต่อสู้ต่อรองในสมการ MOA ก็เป็นเรื่อง “ปกติมากที่สุด” ที่ต้องตั้งคำถามและวิจารณ์ การไม่ตั้งคำถามและวิจารณ์เลยต่างหากที่ “ผิดปกติที่สุด” เพราะเมื่อพรรคแดงไม่โหวตรับร่างนิรโทษกรรม 112 ก็วิจารณ์ ด่า ประณามกันไป พรรคแดงก็รับผลทางการเมืองไป แต่ปัญหาการช่วยคนออกจากคุกยังอยู่ ก็ต้องสู้กันต่อไปใน “ทุกช่องทาง” ที่สามารถทำได้ ทว่าน่าเศร้าที่พรรคส้มในฐานะเป็น “พรรคอันดับ 1” แต่ใน “เวลามีอำนาจต่อรองทางการเมืองมากที่สุดเหนือทุกพรรค” กลับไม่เอาเรื่องคืนสิทธิประกันตัวและนิรโทษกรรม 112 มาอยู่ในสมการ MOA เลย
มาตรฐานของพรรคส้มในกรณีนี้คืออะไร ก็คือการที่พรรคส้ทมเสนอตัวเป็น “ตัวแทน” คนรุ่นใหม่ สร้างความหวังในการเปลี่ยนแปลงประเทศ ซึ่ง “วาระสำคัญ” ที่จะทำให้ประเทศเปลี่ยนแปลงได้จริง ก็คือต้องทำให้สถาบันกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย มาตรา 112 มีปัญหาก็ต้องแก้ กระแสคนรุ่นใหม่เรียกร้องให้แก้ พรรคส้มก็นำเรื่องนี้มาเป็น “นโยบายหาเสียง” จนชนะเลือกตั้งเป็นพรรคอันดับ 1 ซึ่งก็ได้ทำ “สิ่งที่ควรทำ” แล้ว แต่การไม่เอาเรื่องคืนสิทธิประกันตัวและการนิรโทษกรรม 112 มาอยู่ในสมการ MOA เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องตั้งคำถามและวิจารณ์ เพราะข้อเท็จจริงของเรื่องนี้กับเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ทุกคนก็รู้ว่าเป็นเรื่องที่พรรคน้ำเงินและ สว.น้ำเงินเป็น “กองทัพหน้า” ในการขัดขวางมาตลอด
คำถามคือ ทำไมพรรคส้มเชื่อว่าจะต่อรองเรื่องคืนสิทธิ์ประกันตัวและนิรโทษกรรม 112 กับพรรคน้ำเงินไม่ได้ แต่เชื่อว่าพวกเขาจะแก้รัฐธรรมนูญ จนยอมโหวตให้ “ครบทุกสียง” ถึงขนาดที่แกนนำสำคัญของพรรคต้องโทรจิกโทรตามให้ ส.ส. ทุกคนโหวตอนุทินครบทุกเสียงขนาดนั้น
จะวิจารณ์ ด่า ประณามพรรคแดงไม่โหวตนิรโทษกรรม 112 ก็ทำไป แต่จะนำเรื่องนั้นมาเป็นข้ออ้างเพื่อให้ “ความชอบธรรม” กับการที่พรรคส้มไม่นำเรื่องคืนสิทธิประกันตัวตัวและนิรโทษกรรม 112 มาต่อรองในสมการ MOA ไม่ได้ เช่นเดียวกัน จะอ้างเรื่องพรรคแดงตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว ตระบัดสัตย์ ฯลฯ มาให้ความชอบธรรมกับการโหวตอนุทิน จนส่งผลให้สิ่งที่เรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” โตขึ้นไม่ได้ เพราะนี่คือ “ตรรกะวิบัติ” (logical fallacy) ในแบบที่อ้างความผิดของฝ่ายอื่นเพื่อให้ความชอบธรรมกับการทำผิดของฝ่ายตนเอง
พูดอีกอย่างคือ ความผิดของพรรคส้ม (หรือพรรคใดๆ) ไม่อาจถูกลบล้างด้วยการอ้างความผิดของพรรคแดงหรือพรรคอื่นๆ แต่ต้องตัดสินจากหลักการทั่วไปคือหลักการประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และมาตรฐานของพรรคส้มเอง (ที่สอดคล้องกับหลักการทั่วไปนั้น) ซึ่งจากข้อเท็จจริงของปัญหาที่ผมยกมาวิจารณ์ เห็นได้ชัดว่าพรรคส้มไม่ได้เพียงแค่ “ทำผิดพลาดทางเทคนิค” แต่ทำผิดหลักการทั่วไปและมาตรฐานของพรรคส้มเองอย่างชัดแจ้ง
ถึงตรงนี้อยากจะบอกว่าที่ผมนำ “ประเด็น” พวกนี้มาพูดซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะตลอดเวลาที่ผมพูดเรื่องนี้มายังไม่เห็นกองเชียร์พรรคส้ม ทั้งสื่อฝ่ายก้าวหน้า ปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้า ปัญญาชนที่ทำงานทางความคิดให้พรรคส้ม สนับสนุนพรรคส้มหรือพวกด้อมส้มทั่วไป “เถียงประเด็น” ด้วยเหตุผลตรงไปตรงมา แต่สิ่งที่เห็นประจำคือ การด่าและกล่าวหาตามที่แคปมาเป็น “ตัวอย่าง” ข้างล่างนี้เป็นต้น (ที่มา https://www.facebook.com/share/p/1FUJBYKP4b/)
ผมไม่ได้คิดว่าการตั้งคำถามและวิจารณ์พรรคส้มในรูปของ “บทความ” ที่เผยแพร่ทางสื่อสาธารณะเช่นนี้คือ “ความถูกต้องแบบ dogmatic” หรือ “ผิดไม่ได้” แต่เชื่อว่าคำถามและคำวิจารณ์ของผมมี “ประเด็น” สำคัญ และแค่เป็นการเขียนตามข้อเท็จจริงและเหตุผลตรงไปตรงมาปกติเท่านั้น
โดยเฉพาะผมก็พูด เขียนชัดเจนว่าผมเคารพฝ่ายที่เชื่อ “ประชาธิปไตยกินได้แบบพรรคแดง” แต่เห็นว่ายากที่จะทำนโยบายเช่นนี้ให้สำเร็จเหมือนในยุครัฐธรรมนูญ 2540 เพราะอุปสรรคใหญ่ของยุคนี้คือ “ปัญหาการเมือง” และปัญหานี้ก็เล่นงานพรรคแดงไปแล้วอย่างที่เห็น ขณะเดียวกันก็เคารพฝ่ายที่เชื่อ “ประชาธิปไตยเชิงโครงสร้างแบบพรรคส้ม” แต่เห็นว่าไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ “โดยไม่เลือกวิธีการ” แบบที่ทำไปแล้วที่ทั้งขัดหลักการประชาธิปไตยและขัดมาตรฐานของพรรคส้มเองตามที่พยายามชี้ให้เห็น
แต่สิ่งที่เห็นมาตลอดคือ เวลาเขียนวิจารณ์ 112 ก็จะถูก “ทัวร์รักเจ้า” หยาบคาย เวลาวิจารณ์พรรคส้มก็จะถูก “ทัวร์รักส้ม” หยาบคายไม่แพ้กัน หรือว่า 112 กับพรรคส้มได้กลายเป็น “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” คนละชนิดกันของประเทศนี้ไปแล้ว!
ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าผมรับ “การด่า” ไม่ได้อะไรแบบนั้น (เพราะผมก็ด่าเหมือนกันในบางกรณี) แต่การด่าที่ “มีเหตุผล” ก็ควรโต้แย้งประเด็น และแสดง arguments สนับสนุนการหักล้างประเด็นนั้นๆ ด้วย ไม่งั้นคุณก็แค่ใช้ความเชี่อแบบ dogmatic ของตนเองว่าฉันถูกอย่างสัมบูรณ์ คนอื่นผิดอย่างสัมบูรณ์มาเป็นฐานในการตัดสินและด่าคนอื่นเท่านั้น ทำให้สงสัยว่ากว่า 20 ปี ที่ผ่านมามันมีการเปลี่ยนแปลงทางความคิด เกิดความก้าวหน้าทางความคิดขึ้นแล้วจริงๆ หรือว่าเรายังวนลูปกันอยู่ที่เดิม คือวนอยู่กับการใช้ความเชื่อแบบ dogmatic มาเอาชนะคะคานกันเท่านั้น แทนที่จะรับฟังและถกเถียงกันอย่าง critical มากขึ้นโดยสัมพันธ์กับความก้าวหน้าทางความคิดที่เราเชื่อว่าพวกตนมี
ทั้งนี้เพราะ “ความคิดแกนกลางแบบเสรีนิยม” (liberal core) คือ “ความมีเหตุผล” (rationality) บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่าปัญหาขัดแย้งที่เกิดจากความแตกต่างและหลากหลายทางความคิด ความเชื่อ และอุดมการณ์ทางการเมืองสามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้เหตุผลถกเถียงและหาข้อสรุปร่วมกัน มากกว่าที่จะใช้อำนาจเผด็จการรูปแบบใดๆ บังคบให้คนคิดหรือเชื่อแบบเดียวกัน หรือทำให้คนกลัวที่จะตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์ด้วยการใช้ “วัฒนธรรมทัวร์หยาบคาย” ไร้เหตุผล แบบที่นิยมทำกันมากว่าสองทศวรรษ
หรือถ้าโกรธเพราะมองว่าผมเป็น “แบก” ของพรรคแดง ก็อยากชวนตั้งคำถามว่า “ยังลงโทษพรรคแดงไม่พอกันอีกหรือ?” เพราะถ้าพูดตรงไปตรงมา ที่พรรคแดง "ทำผิดทางการเมือง" ตามข้อกล่าวหาตั้งรัฐบาลข้ามขั้วและอื่นๆ รวมทั้งไม่โหวตรับร่างนิรโทษกรรม 112 ก็ "ถูกลงโทษ" มามากแล้ว เช่น 2 นายกฯ ถูกรัฐพันลึกสอย ถูกองคมนตรีเบรกยุบสภาหรือ "ถูกรัฐประหารเงียบ" พรรคส้มและเสื้อเหลืองศัตรูเก่าร่วมกันตรวจสอบส่งทักษิณให้รัฐพันลึกขังคุกในคดีจากรัฐประหาร และประชาชนลงโทษผ่านสนามเลือกตั้งไปแล้ว จนกลายเป็นพรรคต่ำร้อยเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 20 ปี พรรคแดงจะกลับมาเป็นพรรคอันดับ 1 หรือ 2 ได้หรือไม่เรายังไม่รู้เลย
จึงแปลกใจว่าทำไมปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้า และสื่อฝ่ายก้าวหน้าที่เชียร์พรรคส้ม ยังจ้องจับผิดพรรคแดงตลอดเวลา เหมือนคิดว่าสองนายกฯ ถูกสอย, พรรคแดงถูกรัฐประหารเงียบ ทักษิณติดคุก พรรคแดงตกเป็นพรรคต่ำร้อย "ยังถูกลงโทษไม่สาสม" งั้นแหละ จะต้องถูกลงโทษอีกมากขนาดไหน จึงจะสาสมแก่ “ความผิดทางการเมือง” ตามที่กล่าวหากัน!
ส่วนพรรคน้ำเงินที่หักหลังพรรคส้มรุนแรงที่สุด เย้ยหยันพรรคส้มมากที่สุด กลับไม่เห็นว่าทั้งพรรคส้ม ปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้า สื่อฝ่าวก้าวหน้าที่เชียร์พรรคส้มจะลงโทษพวกเขาได้อย่างไร ทั้งเรื่องทุจริตฮั้ว สว., ทุจริตเลือกตั้ง และอื่นๆ หรือว่าที่ระบอบสีน้ำเงินโตขึ้น เป็นเพราะความผิดของพรรคแดงไปร่วมรัฐบาลกับพวกเขาอีกงั้นหรือ
ผมคิดว่าถ้าชาวส้มแค้นพรรคน้ำเงินที่โหวตให้ครบทุกเสียงแต่หักหลังรุนแรงที่สุด “สักครึ่งหนึ่ง” ของความแค้นต่อพรรคแดงที่โหวตให้พรรคส้ม เราจะได้เห็น “การแก้แค้นที่สาสม” คือชาวส้มจะตรวจสอบเอาผิดคดีทุจริตฮั้ว สว. ให้สำเร็จเพื่อเย้ยเยาะ “คำขอบคุณ” ของอนุทิน ถ้าพรรคส้มตรวจสอบเอาผิดคดีทุจริตฮั้ว สว. ได้จริง นับว่าเป็นการ "ลบรอยแค้น" ที่สมศักดิ์ศรี ไม่ใช่ส้มไร้เดียงสาที่ใครจะหลอกกินฟรีได้ง่ายๆ
พูดอย่างถึงที่สุด ถ้าตรวจสอบเอาผิดการทุจริตฮั้ว สว. ได้ จะเป็น "จุดเปลี่ยน" ของการเมืองไทย ที่ทำให้ฝ่าย “ประชาธิปไตยกินได้” แบบพรรคแดง และฝ่าย “ประชาธิปไตยเชิงโครงสร้าง” แบบพรรคส้มสามารถพลิกกลับมาชนะฝ่าบอำนาจนิยมผ่าน “สนามเลือกตั้ง” ได้อีกครั้ง!
