- กอ.รมน. คือส่วนขยายขอบเขตอำนาจหน้าที่ของกองทัพบกเพื่อไปมีบทบาทควบคุมงานทางด้านการเมือง-ความมั่นคงที่อยู่ในการกำกับดูแลของรัฐบาลและหน่วยงานพลเรือน
- ศร.ชล คือการขยายบทบาทของกองทัพเรือให้กว้างขวางไปกว่าการปกป้องอำนาจอธิปไตยทางทะเล แต่จะล่วงเลยไปถึงการบูรณาการหน่วยงานพลเรือนเพื่อดูแลทรัพยากรทางทะเลอีกด้วย
- ศร.ทอ. คือ กอ.รมน. ภาคอากาศและอวกาศ ที่กองทัพอากาศกำลังดำเนินการจัดตั้งเพื่อขยายขอบเขตอำนาจหน้าที่ของกองทัพให้ครอบคลุมเลยน่านฟ้าไทยไปจนถึงชั้นอวกาศ
- นายกรัฐมนตรีขาดวิสัยทัศน์ จึงทำได้แค่เพียงปกป้องกองทัพเพื่อเอาตัวรอดทางการเมืองไปวันๆ เท่านั้น แทนที่จะคิดถึงการบริหารงานความมั่นคงในหลากหลายมิติให้มีประสิทธิภาพ คุ้มค่ากับงบประมาณที่เสียไป
“มันจะไปยุบได้อย่างไร อยู่คู่ชาติไทยมาตั้งกี่ปีแล้ว” นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกุล กล่าวได้อย่างรวบรัด กระชับและชวนขันที่สุดเมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงแนวคิดของ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ที่เสนอให้ยุบกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ระหว่างการอภิปรายในที่ประชุมกรรมาธิการงบประมาณปี 2570 เพราะภารกิจงานซ้ำซ้อน และมีผลงานเด่นคือการยิงสส.
ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ผอ.กอ.รมน.) นายกรัฐมนตรีคงต้องพูดปกป้องหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของตัวเองเอาไว้ก่อน แต่คำพูดทำนองนี้ส่อให้เห็นว่า ตัวนายกรัฐมนตรีเองคงไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจอะไรเกี่ยวกับหน่วยงานนี้เท่าใดนัก เพราะยิ่งพยายามอธิบายมากไปก็ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความสับสนในบทบาทหน้าที่และยิ่งตอกย้ำว่าคำพูดของที่ปรึกษาวันมูหะมัดนอร์ในเรื่องภารกิจที่ซ้ำซ้อนมีน้ำหนักน่ารับฟังอย่างยิ่ง
ตามคำพูดของนายกรัฐมนตรีอนุทินนั้น กอ.รมน. “เป็นกลไกที่สามารถทำให้รัฐบาล ขับเคลื่อนการดำเนินนโยบายความมั่นคงได้คล่องตัว จึงถือเป็นอีกหนึ่งกลไก ขณะที่กองทัพจะเน้นเรื่องการดูแลป้องกันประเทศและประชาชน กอ.รมน. ก็ดูแลทั้งประชาชนและสาธารณูปโภคทุกอย่าง แต่บางคนดูเพียงด้านเดียวว่า จะต้องทำแต่เรื่องความมั่นคง ทั้งที่จริงแล้วต้องดูแลไปจนถึงชีวิตความเป็นอยู่และชีวิตประจำวัน จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกที่รัฐบาลต้องมีไว้ในการประสานงานกับกองทัพ ให้สามารถขับเคลื่อนความช่วยเหลือและบริการต่าง ๆ ให้กับประชาชนได้”
คำพูดแบบนี้ตีความได้ว่า กองทัพไม่ได้เป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหากแต่เป็นหน่วยอิสระที่ดำเนินการเป็นเอกเทศจึงจำเป็นต้องมี กอ.รมน. เป็นหน่วยประสานและบูรณาการในการดำเนินการเรื่องต่างๆ ครอบจักรวาลไม่ได้จำกัดแต่เฉพาะเรื่องความมั่นคงเท่านั้น
เพื่อลดความสับสน ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า กอ.รมน. ในรูปร่างและโครงสร้างอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั้นไม่ได้มีมาแต่โบราณกาล หากแต่จะถูกระบุเอาไว้อย่างชัดเจนใน พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ซึ่งมาตรา 7 ของกฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่ของ กอ.รมน. เอาไว้ดังนี้
- ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินแนวโน้มของสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดภัยคุกคาม
- ด้านความมั่นคงภายในราชอาณาจักรและรายงานคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป
- อํานวยการในการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ในการนี้ให้มีอำนาจหน้าที่เสนอ
- แผนและแนวทางในการปฏิบัติงานและดำเนินการต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ
- เมื่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้วให้หน่วยงานของรัฐปฏิบัติตามแผนและแนวทางนั้น
- อํานวยการ ประสานงาน และเสริมการปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในการ
- ดำเนินการตามแผนและแนวทางในการปฏิบัติงานตาม (2) ในการนี้ คณะรัฐมนตรีจะมอบหมายให้
- กอ.รมน. มีอำนาจในการกำกับการดำเนินการของหน่วยงานของรัฐตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนดด้วยก็ได้
- เสริมสร้างให้ประชาชนตระหนักในหน้าที่ที่ต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา และ
- พระมหากษัตริย์ สร้างความรักความสามัคคีของคนในชาติ รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามี
- ส่วนร่วมในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่กระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร
- และความสงบเรียบร้อยของสังคม
- ดำเนินการอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติหรือตามที่คณะรัฐมนตรี สภาความมั่นคงแห่งชาติ
- หรือตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย
มองโดยผิวเผินบทบาทของ กอ.รมน. น่าจะเป็นหน่วยอำนวยการในเชิงนโยบายคล้ายๆ กับ สภาความมั่นคงแห่งชาติ แต่ภารกิจของกอ.รมน.ตามความที่ปรากฏในหมวด 2 ของ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (มาตรา 15-23) ทำให้กอ.รมน. กลายเป็นหน่วยปฏิบัติไปด้วยในตัว กล่าวคือกำหนดอำนาจของ กอ.รมน. เมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่ามีสถานการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงภายในประเทศ แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โดย ครม. สามารถมอบหมายให้ กอ.รมน. เป็นหน่วยงานหลักในการป้องกัน ระงับ และแก้ไขสถานการณ์ในพื้นที่และช่วงเวลาที่กำหนด พร้อมทั้งมีอำนาจจัดทำแผนปฏิบัติ กำกับ ประสาน และเร่งรัดให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการตามแผน รวมทั้งในบางกรณี ครม. อาจมอบอำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานอื่นให้ กอ.รมน. ใช้แทนได้ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ หมวดดังกล่าวยังให้อำนาจ กอ.รมน. จัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจ ออกข้อกำหนดควบคุมพื้นที่ เช่น การจำกัดการเดินทาง การห้ามใช้อาวุธ หรือการกำหนดมาตรการเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งให้เจ้าหน้าที่ของ กอ.รมน. มีอำนาจร่วมเป็นพนักงานสอบสวนในบางกรณี กฎหมายยังเปิดช่องให้ผู้กระทำผิดด้านความมั่นคงที่กลับใจเข้าสู่กระบวนการอบรมฟื้นฟูแทนการดำเนินคดีอาญา กำหนดสิทธิในการชดเชยความเสียหายแก่ประชาชนผู้สุจริต และกำหนดให้ข้อกำหนดหรือคำสั่งที่ออกภายใต้หมวดนี้อยู่ภายใต้การพิจารณาของศาลยุติธรรม โดยศาลสามารถเรียกเจ้าหน้าที่ผู้ใช้อำนาจมาชี้แจงเหตุผลได้เมื่อมีข้อพิพาท
ถ้าหากนายกรัฐมนตรีไม่พยายามจะพูดจาเอาอกเอาใจผู้นำทางทหารมากจนเกินไปและลองศึกษาเรื่องความมั่นคงให้มากกว่านี้สักหน่อยจะพบว่า กอ.รมน. นั้นไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าส่วนขยายของกองทัพบกที่ยื่นออกมาอาศัยอำนาจนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเพื่อควบคุมกำกับหน่วยงานอื่นของรัฐ แม้ว่าในทางโครงสร้าง กอ.รมน. จะดูเหมือนเป็นส่วนผสมของหน่วยราชการต่างๆ มากมาย ทั้งทหาร ตำรวจ และ พลเรือน แต่แกนกลางในระบบปฏิบัติการและสายการบังคับบัญชาคือ กองทัพบก เป็นสำคัญ ผู้บัญชาการทหารบก เป็นรอง ผอ. กอ.รมน. เสนาธิการทหารบก เป็นเลขาธิการ กอ.รมน. ในระดับท้องถิ่นนั้นจะมีการตั้ง กอ.รมน. ภาคซึ่งมีแม่ทัพภาคเป็นผู้อำนวยการ และในระดับจังหวัดก็มี กอ.รมน. จังหวัด ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อำนวยการ ในมาตรา 13 ของ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในปี 2551 บัญญัติว่าให้ตั้ง “กอ.รมน.จังหวัด” ขึ้นในจังหวัดที่อยู่ในเขตของกองทัพภาคเป็นหน่วยงานขึ้นตรงต่อ กอ.รมน.ภาค” พูดง่ายๆ คือ ผู้ว่าราชการจังหวัดที่สังกัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาแม่ทัพภาคซึ่งสังกัดกองทัพบกนั่นเอง
มองจากมุมของทหาร กอ.รมน.คือต้นแบบแห่งความสำเร็จในการขยายขอบเขตภารกิจของกองทัพบกให้ขยายออกไปจากงานป้องกันประเทศ เข้าไปกินพื้นที่ของภาคส่วนความมั่นคงในมิติอื่นๆ ได้มากยิ่งขึ้น จนกระทั่งสามารถเรียกระดมความร่วมมือ ทรัพยากรและบุคลากรให้มาช่วยงานกองทัพได้ ทั้งๆ ที่ภาระหน้าที่ในการบูรณาการนั้นอยู่ในอำนาจของตัวนายกรัฐมนตรีเองอยู่แล้ว นายกรัฐมนตรีสามารถสั่งการระดมทรัพยากรและบุคคลากรในการปฏิบัติหน้าที่ได้เองโดยไม่จำเป็นต้องอาศัย กอ.รมน.
เมื่อกองทัพบกประสบความสำเร็จมากขนาดนี้ก็เป็นแรงบันดาลใจให้เหล่าอื่นมีความปรารถนาจะได้อำนาจเช่นว่านั้นมาด้วยเช่นกันดังปรากฏว่า รัฐบาลที่มีกองทัพหนุนหลังสมัยประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ออกพระราชบัญญัติการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล พ.ศ.2562 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 13 มีนาคม 2562 เพื่อจัดตั้งศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล เรียกโดยย่อว่า "ศรชล." มีฐานะเป็นส่วนราชการรูปแบบเฉพาะอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีหรืออาจจะเรียกว่า กอ.รมน. ทางทะเลก็ได้
คล้ายๆ กับ กอ.รมน. ขอบเขตอำนาจหน้าที่ ศรชล. ก็เป็นไปตามมาตรา 19 แห่ง พ.ร.บ.การรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ประกอบด้วย
1) วางแผน อำนวยการ ประสานงาน สั่งการ และสนับสนุนการปฏิบัติงาน ของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล
2) ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินแนวโน้มของสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดภัยคุกคาม ต่อผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และรายงานคณะกรรมการ และคณะรัฐมนตรี ตามลำดับเพื่อพิจารณาต่อไป
3) เสนอแผนและแนวทางในการปฏิบัติงานและดำเนินการตามนโยบาย ยุทธศาสตร์ หรือแผนความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล ต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ และเมื่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้ว ให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนงานและโครงการเพื่อปฏิบัติให้สอดคล้องกับแผนและแนวทางดังกล่าวต่อไป
4) วางแผน พัฒนา และดำเนินการเกี่ยวกับระบบควบคุมบังคับบัญชาและเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อการปฏิบัติงานของ ศรชล. ให้สามารถติดต่อ เชื่อมโยง หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐหรือหน่วยงานอื่นทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ
5) เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนตระหนักรู้ในความสำคัญของผลประโยชน์ของชาติทางทะเล สิทธิอธิปไตย เขตอำนาจ และสิทธิในการแสวงประโยชน์จากทรัพยากรในเขตทางทะเล พื้นที่ต่าง ๆ และหน้าที่ที่ต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของชาติทางทะเล รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่กระทบต่อผลประโยชน์ของชาติทางทะเล
6) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่และอำนาจของ ศรชล. หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย
โครงสร้างของง ศรชล. คล้ายๆ กอ.รมน. เพียงแต่อาจจะเล็กกว่าและเน้นเฉพาะการปกป้องรักษาทรัพยากรทางทะเลเป็นสำคัญ แต่ก็แบ่งเป็นศรชล. ภาค 1,2,3 โดยมีหน่วยปฏิบัติหลักคือ กองทัพเรือ ที่บูรณาการการดำเนินงานร่วมกับ กรมเจ้าท่า กรมประมง กรมศุลกากร กรมทรัพยากรทางทะเล กองบังคับการตำรวจน้ำ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วนายกรัฐมนตรีสามารถสั่งการผ่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเพื่อบูรณาการการปฏิบัติได้อยู่แล้ว
ทำนองเดียวกัน ขณะนี้กองทัพอากาศ ก็มีดำริในการจัดตั้ง ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางอากาศและอวกาศ (ศร.ทอ.) อยู่เหมือนกัน ตามการชี้แจงของกองทัพอากาศในคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎรเมื่อเดือนมิถุนายนนั้นแนวคิดการจัดตั้งศูนย์ดังกล่าว เกิดขึ้นจากสภาวะปัจจุบันที่ผลประโยชน์ของชาติในห้วงอากาศและอวกาศมีมูลค่ามหาศาล ทั้งในมิติด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็ต้องเผชิญกับภัยคุกคามที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับเทคโนโลยีด้านการบินและอวกาศที่พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด แม้ปัจจุบันมีหลายหน่วยงานร่วมรับผิดชอบอยู่แล้ว กองทัพอากาศก็อ้างว่า จะต้องมีการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันอย่างประสานสอดคล้อง จะช่วยให้การปฏิบัติภารกิจดำเนินไปได้อย่างไร้รอยต่อและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องจัดตั้ง ศร.ทอ. ที่มีการบูรณาการการปฏิบัติงานอย่างชัดเจนกับทุกภาคส่วน
ภายใต้แนวคิดนี้ ศร.ทอ. จะเป็นหน่วยงานระดับชาติที่ดำเนินงานภายใต้รัฐบาล โดยกองทัพอากาศจะปฏิบัติหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการ (ก็เหมือนกับกองทัพบกที่เป็นฝ่ายเลขาของ กอ.รมน.) ให้การสนับสนุน บูรณาการ อำนวยการ และประสานสอดคล้องกับทุกภาคส่วน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตอบโต้สถานการณ์วิกฤต ให้ทันต่อเหตุการณ์ ลดความสูญทั้งเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมทั้งสร้างระบบปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางอากาศและอวกาศที่เข้มแข็ง ทันสมัย พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และสร้างความมั่นคงปลอดภัยเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนคนไทยอย่างยั่งยืน
สถานะล่าสุดปัจจุบัน กองทัพอากาศได้จัดทำแผนงานและนำเสนอแนวคิดการจัดตั้ง ศร.ทอ. ผ่านความเห็นชอบจากสภากลาโหมเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการผลักดันกระบวนการตรากฎหมายเป็นพระราชบัญญัติการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางอากาศและอวกาศ ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาดำเนินการอีกประมาณ 2-3 ปี
ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น หากนายกรัฐมนตรีมีวิสัยทัศน์และแสวงหาความรู้เรื่องความมั่นคงสักเล็กน้อยหรือไม่พยายามพูดเอาใจทหารเพื่อความอยู่รอดทางการเมืองของตัวเองไปวันๆ เท่านั้น ก็น่าจะเก็บเอาคำพูดของที่ปรึกษามาขบคิดให้มากกว่านี้ว่าความมั่นคงในยุคสมัยปัจจุบันครอบคลุมในหลายมิติและอยู่ในหลากหลายภาคส่วนสาขา เช่น ความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงของมนุษย์ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การเมือง ฯลฯ อีกทั้งภัยคุกคามความมั่นคงก็หลากหลายและมีพลวัตรสูงมาก แต่ที่ผ่านมาประเทศนี้ปล่อยให้กองทัพกำหนดและนิยามความมั่นคงอยู่ฝ่ายเดียว แน่นอนนั่นไม่ใช่เรื่องผิดที่ทหารจะคิดเรื่องนี้ได้ก่อน แต่รัฐบาลพลเรือนสมควรจะตระหนักว่า กองทัพมีบุคลากร ทรัพยากร และขีดความสามารถจำกัด ประเด็นความมั่นคงในมิติต่างๆ ต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะทางอย่างมาก ตัวอย่างเช่น การสื่อสาร ไซเบอร์ และ อวกาศนั้น พลเรือนเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเอกชนจะมีความรู้ความชำนาญและประสบการณ์มากกว่าทหารแน่นอน
ในฐานะผู้นำรัฐบาลพลเรือน สิ่งที่นายกรัฐมนตรีสมควรจะคิดอ่านวางแผนคือ ทำอย่างไรรัฐบาลพลเรือนจะได้กำกับดูแลและบังคับใช้นโยบายด้านความมั่นคงได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ คุ้มค่ากับงบประมาณที่เสียไป เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อสาธารณะชนในประเทศไทย
