Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (10 ก.ค.) กมธ. วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 พิจารณางบฯ กระทรวงการอุดมศึกษาฯ รับฟังแผนขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมซักถามงบวิจัย ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การผลิตแพทย์ และการผลักดันไทยสู่ medical hub - วันนี้ (12 ก.ค.) สส.พรรคประชาชน แนะตัดงบกลาง-กระทรวงดีอี ลง 15% คิดเป็นเงิน 830 ล้านบาท เพื่อนำเม็ดเงินทั้งหมดไปเพิ่มให้กับงบด้านการศึกษา วิจัย และสาธารณสุข

สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ว่า  นายอนุรักษ์ จุรีมาศ รองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นประธานการประชุมคณะ กมธ. เพื่อพิจารณา มาตรา 13 งบประมาณของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยมีหน่วยรับงบประมาณกลุ่มแรกเข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำหรับกองทุนเพื่อการพัฒนาการอุดมศึกษา กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

โอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. นำเสนอภาพรวมโครงสร้างกระทรวง ซึ่งมีหน่วยงานในกำกับรวม 101 หน่วยงาน ประกอบด้วย หน่วยงานในกำกับ 4 แห่ง องค์การมหาชน 8 แห่ง รัฐวิสาหกิจ 2 แห่ง ส่วนราชการ 4 แห่ง กองทุน 2 กองทุน และสถาบันอุดมศึกษา 83 แห่ง พร้อมรายงานผลการดำเนินงานปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยได้รับงบประมาณ 161,926.9998 ล้านบาท มีผลการดำเนินงานสำคัญครอบคลุมทั้ง การส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย การถ่ายทอดองค์ความรู้และโครงสร้างพื้นฐานผ่านอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคและศูนย์บ่มเพาะในสถาบันอุดมศึกษา การจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งของมหาวิทยาลัย 13 แห่ง และการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยราชภัฏ 38 แห่ง ให้เป็นกลไกหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและชุมชน ขณะที่งบประมาณปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 กระทรวง อว. ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 149,826.4685 ล้านบาท ลดลงจากปีงบประมาณที่ผ่านมา 12,100.5313 ล้านบาท หรือร้อยละ 7.47 มีแผนดำเนินงานเพื่อส่งเสริม innovation ecosystem มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดนวัตกรรมทั่วประเทศ ผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพและการแพทย์ด้วยนวัตกรรม วางรากฐาน semiconductor thailand เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมชิปและอิเล็กทรอนิกส์ ขับเคลื่อนประเทศด้วยข้อมูลและเทคโนโลยีขั้นสูง ลงทุนในเทคโนโลยีแนวหน้า ส่งเสริมเทคโนโลยีความมั่นคง เทคโนโลยีป้องกันประเทศ และการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ ขับเคลื่อนเทคโนโลยีป้องกันการคอร์รัปชัน มุ่งสู่ดิจิทัล government พัฒนาระบบ portal กลางให้บริการประชาชน และพลิกโฉมมหาวิทยาลัยสู่ระดับโลก

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้เปิดโอกาสให้ กมธ. ซักถามและเสนอข้อคิดเห็น โดยนายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ระบุว่า งบประมาณของกระทรวง อว. มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ แม้เข้าใจสถานการณ์ที่งบประมาณถูกปรับลดลงกว่า 7.5% จากภาวะเศรษฐกิจและข้อจำกัดด้านงบประมาณของรัฐบาล แต่เห็นว่าควรพิจารณาการจัดสรรงบประมาณในแต่ละด้าน โดยเฉพาะงบวิจัยและพัฒนาที่ควรได้รับการสนับสนุนเพิ่มขึ้น นายยุทธนา ศรีตะบุตร เสนอให้ขยายโครงการ Pre-degree ไปยังภูมิภาค เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนค้นพบศักยภาพของตนเองตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษา พร้อมยกตัวอย่างผู้เรียนด้านกฎหมายที่สามารถเรียนควบคู่กับมหาวิทยาลัยรามคำแหง และต่อยอดสู่การศึกษาระดับเนติบัณฑิตได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ด้านนายอนุสรณ์ ไกรวัตนุสสรณ์ แสดงความห่วงใยต่อความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสทางการศึกษา โดยเฉพาะการเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยและการสนับสนุนกองทุนสำหรับนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ รวมทั้งสอบถามถึงแนวทางการนำผลงานวิจัยและสิทธิบัตรไปใช้ประโยชน์ การเผยแพร่ผลงานวิจัยสู่สาธารณะ และการยกระดับการให้บริการทางวิทยาศาสตร์ให้ได้มาตรฐานสากล และนางสาวเพชรรัตน์ ใหม่ชมภู สอบถามความคืบหน้าการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนและการกระจายแพทย์ รวมถึงความก้าวหน้าของโครงการผลิตแพทย์เพิ่ม เพื่อรองรับสังคมสูงวัยและการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น medical hub ว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้หรือไม่

สส.พรรคประชาชน แนะตัดงบกลาง-กระทรวงดีอี ลง 15% คิดเป็นเงิน 830 ล้านบาท เพื่อนำเม็ดเงินทั้งหมดไปเพิ่มให้กับงบด้านการศึกษา วิจัย และสาธารณสุข

12 กรกฎาคม 2569 รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และรองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน แจ้งต่อสื่อมวลชน เสนอให้ปรับลดงบกลางลงร้อยละ 10 ซึ่งจะได้เม็ดเงิน 69,388 ล้านบาท จากเฉลี่ยที่ได้รับจัดสรรสูงถึง 610,677 ล้านบาทต่อปีในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา หรือประมาณร้อยละ 18 ของงบประมาณทั้งหมด และในปีงบประมาณ 2570 นี้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 693,880 ล้านบาท พร้อมเสนอให้ปรับลดโครงการที่ไม่เร่งด่วนในกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ลงร้อยละ 15 คิดเป็นเงิน 830 ล้านบาท เพื่อนำเม็ดเงินทั้งหมดไปเพิ่มให้กับงบด้านการศึกษา วิจัย และสาธารณสุข

รศ.ดร.อนุสรณ์ ชี้ว่ารัฐบาลต้องเดินหน้าปฏิรูประบบการเงินการคลังด้านสุขภาพและการคุ้มครองทางสังคมอย่างจริงจัง เนื่องจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีความเสี่ยงเผชิญปัญหาสภาพคล่องในอนาคต โดยภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละร้อยละ 4.5 สูงกว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่งบประมาณปี 2570 ที่จัดสรรให้กองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าน้อยกว่าคำขอมาก โดยงบค่าบริการผู้ป่วยนอกได้รับจัดสรรเพียง 72,748 ล้านบาท จากที่หน่วยงานขอไป 90,713 ล้านบาท

ผลการศึกษาที่ รศ.ดร.อนุสรณ์อ้างอิงชี้ว่าโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขกว่า 600 แห่งมีแนวโน้มสถานะการเงินติดลบ และกว่า 62 แห่งขาดทุนอย่างหนัก จนเกิดภาวะขาดสภาพคล่องสะสมในระบบรวมกว่า 60,000 ล้านบาท ซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อทั้งผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ โดยผู้ป่วยต้องเผชิญความแออัดและรอคิวนานขึ้น ขาดแคลนเครื่องมือแพทย์ทันสมัย ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์ต้องทำงานหนักต่อเนื่องหลายชั่วโมง เผชิญปัญหาสมองไหลสู่ภาคเอกชน และขาดแคลนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในต่างจังหวัดเนื่องจากกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่

รศ.ดร.อนุสรณ์ เสนอให้ปรับใช้ระบบ Care Model (Collaborative Area-based Reimbursement with Excellence Model) ซึ่งจะเปลี่ยนจากการจัดสรรงบเหมาจ่ายภาพรวมทั้งประเทศ มาเป็นการจัดสรรตามเขตสุขภาพ 13 เขต ให้สอดคล้องกับต้นทุนจริงและบริบทของแต่ละพื้นที่ พร้อมเชื่อมโยงงบประมาณกับคุณภาพการให้บริการ และเปิดใช้ระบบข้อมูลทางการเงินของโรงพยาบาลรัฐย้อนหลัง 10 ปี เพื่อให้โรงพยาบาลวางแผนงบประมาณได้ดีขึ้น

ในช่วงท้าย รศ.ดร.อนุสรณ์ เตือนถึงวิกฤตโครงสร้างประชากรที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากการลงทุนในคนรุ่นใหม่ไปสู่การดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น โดยอัตราการพึ่งพิงวัยชราพุ่งสูงสวนทางกับวัยเด็กที่ลดลงต่อเนื่อง กระทบรายได้ภาษีและกำลังแรงงานของประเทศ โดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) คาดการณ์ว่าไทยจะต้องการแรงงานดูแลผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียงอย่างน้อย 250,000 คนภายในปี 2580

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง