Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

‘อติรุจ’ จำเลยคดี ม.112 เหตุตะโกน “ไปไหนก็เป็นภาระ” ตัดสินใจไม่ยื่นฎีกา ขอถอนประกันเข้าเรือนจำ รับโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือน

2026-07-15-‘อติรุจ’ จำเลยคดี ม.112 ตัดสินใจไม่ยื่นฎีกา ขอถอนประกันเข้าเรือนจำ รับโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือน

15 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.30 น. ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ “อติรุจ” (สงวนนามสกุล) โปรแกรมเมอร์ วัย 29 ปี จำเลยคดีมาตรา 112 จากกรณีตะโกนว่า “ไปไหนก็เป็นภาระ” ใส่ขบวนเสด็จของรัชกาลที่ 10 ขณะเคลื่อนออกจากศูนย์การประชุมสิริกิติ์ เมื่อปี 2565 ตัดสินใจไม่ยื่นฎีกาต่อ เนื่องจากเลือกเข้ารับโทษเพื่อลดภาระทางคดีและกลับมาเริ่มต้นชีวิตกับงานได้โดยเร็วที่สุด โดยวันนี้อติรุจเดินทางมาศาลพร้อมทนายความและนายประกัน เพื่อถอนประกัน ก่อนเข้ารับการส่งตัวเข้าเรือนจำในช่วงเย็น

บรรยากาศในวันนี้ มีประชาชนมาร่วมส่งอติรุจมากกว่า 10 คน ขณะที่อติรุจเดินทางมาถึงศาลอาญากรุงเทพใต้พร้อมกับครอบครัวในเวลาบ่ายโมงเศษ และได้พูดคุยกับประชาชนที่มาร่วมให้กำลังใจเล็กน้อย ก่อนที่จะไปยื่นถอนประกันต่อศาล จากนั้นศาลเรียกให้อติรุจขึ้นไปสอบถามบนห้องพิจารณาคดีที่ 404 ว่าเป็นจำเลยในคดีนี้ใช่หรือไม่ และไม่ประสงค์จะยื่นฎีกาใช่หรือไม่ อติรุจตอบยืนยันก่อนที่ศาลจะออกหมายขัง

จากนั้น อติรุจถูกนำตัวลงไปห้องคุมขังและรถของเรือนจำออกจากศาลในเวลา 16.49 น. เพื่อไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ท่ามกลางเสียงให้กำลังใจจากครอบครัวและประชาชน 

อย่างไรก็ตาม การที่อติรุจถูกคุมขังในวันนี้ ทำให้ยอดผู้ต้องขังทางการเมืองมีอย่างน้อย 55 คน (เพิ่มขึ้นจากเดิม 1 คน) 

ลำดับเหตุการณ์คดีของ "อติรุจ"

15 ตุลาคม 2565 อติรุจถูกจับกุมจากการตะโกนข้อความระหว่างขบวนเสด็จผ่านที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และถูกฟ้องใน 2 ข้อหาคือ ม.112 และ ม.138 (ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานฯ)

การสู้คดีนั้น อติรุจรับสารภาพในข้อหา ม.112 แต่ปฏิเสธข้อหา ม.138 โดยสู้ว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้แต่งเครื่องแบบและไม่แสดงบัตร ทำให้ไม่ทราบว่าเป็นเจ้าพนักงาน

12 ธันวาคม 2566 คำพิพากษาศาลชั้นต้น ตัดสินว่ามีความผิดทุกข้อหา ลงโทษจำคุก ม.112 (หลังลดหย่อน) 1 ปี 6 เดือน และ ม.138 อีก 2 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา (ได้ประกันตัวชั้นอุทธรณ์)

16 มีนาคม 2569 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำคุก 1 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา โดยอนุญาตให้ประกันตัวในชั้นฎีกา ก่อนที่อติรุจจะตัดสินใจไม่ยื่นฎีกาต่อในเวลาต่อมา

หลังศาลอุทธรณ์พิพากษายืนอติรุจตัดสินใจยุติการต่อสู้คดีในชั้นฎีกา และเตรียมตัวเข้ารับโทษในเรือนจำ โดยให้เหตุผลว่า เนื่องในปัจจุบันสายงานโปรแกรมเมอร์และเทคโนโลยีนั้น พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว หากต้องเสียเวลากับคดีความที่ยืดเยื้อ อาจทำให้เขาตามไม่ทันเทคโนโลยี และงานสะดุด การเลือกเข้ารับโทษเพื่อให้กระบวนการจบและออกมาเริ่มต้นใหม่โดยเร็วที่สุดจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า

ซึ่งเมื่อดูจากหลักฐานที่เป็นเหตุซึ่งหน้า ประกอบกับสถานการณ์ทางการเมืองโดยรวม เขาประเมินว่าการสู้ต่อในชั้นฎีกาก็ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาได้

ส่วนจุดยืนเรื่องเสรีภาพของเขานั้น แม้จะยอมรับโทษตามกระบวนการ แต่เขายังคงยืนยันหลักการเดิมว่า “ไม่ควรมีใครต้องถูกขังหรือต้องลี้ภัยเพียงเพราะการพูด"

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง