คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) เรียกร้อง 'อนุทิน' หยิบปมมลพิษเหมืองแร่นักลงทุนจีน คุย 'สีจิ้นผิง' ระหว่างเยือนจีน 16-20 ก.ค. นี้ เพื่อยกระดับปัญหามลพิษข้ามพรมแดนจากเหมืองแร่จีนในรัฐฉานเป็นวาระเจรจาระดับชาติ ชี้ประชาชนแม่น้ำกก-สาย-โขง เสียค่าน้ำสะอาดเดือนละ 2,600 บาท พบสารหนูในตะกอนดินสูงกว่ามาตรฐานถึง 30 เท่า
15 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ออกจดหมายเปิดผนึกถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก่อนการเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม เรียกร้องให้ใช้โอกาสนี้หยิบยกประเด็นมลพิษข้ามพรมแดนจากการทำเหมืองแร่ของนักลงทุนจีนในรัฐฉาน เมียนมา ขึ้นหารือกับผู้นำจีนโดยตรง โดยชี้ว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีวาระดังกล่าวอยู่ในกำหนดการเยือน
จดหมายระบุว่านายกรัฐมนตรียังไม่เคยรับฟังประชาชนจากลุ่มน้ำกก สาย รวก และโขง ที่เดินธรรมยาตราระยะทาง 68 กิโลเมตรเพื่อยื่นข้อเรียกร้อง แม้จะเชิญให้นายกฯ และเอกอัครราชทูตจีนลงพื้นที่รับฟังปัญหาก็ไม่ได้รับการตอบรับ โดยข้อเรียกร้องหลักของประชาชนคือให้ประกาศภาวะมลพิษข้ามพรมแดนเป็นนโยบายระดับชาติ และตั้งคณะทำงานระดับชาติที่มีอำนาจตัดสินใจจริง แต่รัฐบาลกลับตั้งเพียงคณะทำงานระดับกระทรวงซึ่งกป.อพช.มองว่าไร้ประสิทธิภาพ
ข้อมูลที่อ้างอิงในจดหมายระบุว่า ผลตรวจล่าสุดพบสารหนู ตะกั่ว และแมงกานีสเกินมาตรฐานหลายจุดในแม่น้ำกก สาย รวก และโขง โดยตะกอนดินในแม่น้ำโขงหลายจุดพบสารหนูสูงกว่าค่าปลอดภัยถึง 30 เท่า ประชาชนร้อยละ 70 ไม่สามารถใช้น้ำจากแม่น้ำกกในชีวิตประจำวันได้อีกต่อไป แต่ละครอบครัวต้องเสียค่าใช้จ่ายซื้อน้ำสะอาดเพิ่มเฉลี่ย 2,600 บาทต่อเดือน และร้อยละ 63 สูญเสียรายได้จากกิจกรรมที่เคยพึ่งพาแม่น้ำ ซึ่งต้นทุนเหล่านี้ไม่เคยถูกนับรวมในมูลค่าการค้าและการลงทุนไทย-จีน
กป.อพช. ยังอ้างว่าผู้เชี่ยวชาญแห่งสหประชาชาติระบุชื่อบริษัทที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับมลพิษข้ามพรมแดน ได้แก่ China Investment Mining Company ซึ่งเชื่อมโยงกับ Xiamen Tungsten Corporation และ Chifeng Gold โดยแร่ที่สกัดได้ถูกส่งเข้าห่วงโซ่อุตสาหกรรมจีนเพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและกังหันลม จึงเสนอให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจควบคุมผ่านจุดผ่านแดนโดยยกเลิกนำเข้าแร่จากเมียนมาทั้งหมด เนื่องจากไทยไม่ใช่เพียงประเทศปลายน้ำ แต่เป็นรัฐทางผ่านสำคัญของห่วงโซ่อุปทานแร่หายากของจีน
จดหมายยังชี้ว่าแม้แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP) จะไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นนโยบายที่รัฐบาลไทยประกาศใช้เอง จึงไม่อาจอ้างว่าไม่มีหน้าที่ดำเนินการ พร้อมยกตัวอย่างประเทศอย่างคองโก กินี และซิมบับเว ที่เริ่มใช้อำนาจรัฐต่อรองกับนักลงทุนเหมืองแร่จากจีนแล้ว ขณะที่ไทยยังไม่กล้าแม้แต่จะตรวจสอบแหล่งที่มาของแร่ที่ผ่านชายแดนของตนเอง
กป.อพช. สรุปว่าการเยือนจีนครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่นายกรัฐมนตรีต้องแสดงจุดยืนทางการทูตที่คำนึงถึงประชาชน และสื่อสารกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง อย่างชัดเจนว่ามลพิษข้ามพรมแดนจากการทำเหมืองของนักลงทุนจีนในเมียนมาเป็นภัยความมั่นคงร้ายแรงที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนจากความรับผิดชอบของฝ่ายจีน
