ในเกาหลีใต้ มีกรณีแรงงานชาวฟิลิปปินส์ที่เข้าไปทำงานตามระบบ "แรงงานตามฤดูกาล" แล้วหนีออกจากงานหลังถูกด่าทอและคุกคามด้วยอาวุธจากเพื่อนร่วมงานชาวเกาหลีใต้ แต่แทนที่นายหน้าและล่ามจะช่วยแก้ปัญหาการคุกคาม พวกเขากลับไปขู่ครอบครัวว่าจะมีค่าปรับ แล้วก็นำข้อมูลส่วนตัวแรงงานไปแฉในอินเทอร์เน็ตให้มีคนรุมประณาม ทำให้ภาคประชาสังคมเกาหลีใต้เรียกร้องหน่วยงานสิทธิมนุษยชนสืบสวนในเรื่องนี้

ภาพจาก: Korea Times
ภาคประชาสังคมของเกาหลีใต้หลายสิบองค์กรได้ยื่นคำร้องต่อ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเกาหลี ขอให้มีการสืบสวนกรณีที่แรงงานชาวฟิลิปปินสถูกเล่นงานหลังจากที่หนีออกจากสถานที่ทำงานเนื่องจากถูกข่มขู่คุกคามโดยเพื่อนร่วมงานชาวเกาหลีใต้ โดยที่แรงงานฟิลิปปินส์รายดังกล่าวนี้เป็น "แรงงานข้ามชาติตามฤดูกาล" ที่เข้ามาทำงานที่เกาหลีใต้ในบางช่วงของปี
มีข้อสังเกตว่า กรณีที่เกิดขึ้นกับแรงงานตามฤดูกาลชาวฟิลิปปินส์รายนี้สะท้อนปัญหาในภาพกว้างๆ ที่เกิดขึ้นกับโครงการแรงงานข้ามชาติตามฤดูกาล ซึ่งเป็นโครงการที่จะนำแรงงานข้ามชาติเข้ามาในเกาหลีใต้เพื่อช่วยลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคเกษตรและภาคประมง
สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นกรณีที่เกิดกับแรงงานชาวฟิลิปปินส์ที่เดินทางเข้าไปที่เกาหลีใต้เมื่อเดือน เมษายน ที่ผ่านมาเพื่อไปทำงานให้กับธุรกิจประมงที่เมืองโบเรียง จังหวัดชุงชองใต้ แต่ต่อมาเมื่อเดือนมิถุนายน เขาก็ได้หนีออกจากที่ทำงานเนื่องจากเพื่อนร่วมงานชาวเกาหลีได้ใช้คำหยาบด่าทอเขาซ้ำๆ แล้วก็ข่มขู่คุกคามเขาด้วยอาวุธ
หลังจากที่แรงงานชาวฟิลิปปินส์รายนี้หนีออกจากที่ทำงาน ล่ามคนที่ทำตัวเป็นนายหน้าจัดการเรื่องการเข้าเมืองและการจ้างงานคนงานตามฤดูกาลก็ได้ส่งข้อความเตือนครอบครัวของแรงงานรายนี้ว่า ชาวฟิลิปปินส์รายนี้อาจจะถูกส่งตัวกลับประเทศ ถูกห้ามไม่ให้เข้าประเทศเกาหลีอีก และจะมีการสั่งปรับด้วยถ้าหากจับตัวได้
ล่ามรายนี้ยังได้อ้างการหนีไปของชาวฟิลิปปินส์เอาไปกดดันแรงงานข้ามชาติคนอื่นๆ และผู้สนับสนุนพวกเขาให้ลงนามค้ำประกันครอบครัวว่าจะต้องมีค่าปรับ 50 ล้านวอน (ราว 1.15 ล้านบาท) ถ้าหากแรงงานออกจากที่ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต
นอกจากนี้ข้อมูลส่วนตัวของแรงงานตามฤดูกาลรายนี้ยังถูกเผยแพร่ไปในโลกออนไลน์ด้วย ในขณะที่กลุ่มภาคประชาสังคมยื่นร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเกาหลี
ขบวนการสภาเพื่อแรงงานข้ามชาติ และ คณะกรรมการเพื่อการยกเครื่องระบบแรงงานตามฤดูกาล ได้จัดแถลงข่าวต่อหน้าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเกาหลีที่กรุงโซล เรียกร้องให้กระทรวงยุติธรรมเกาหลีใต้และเทศบาลเมืองโบเรียงต้องมีการสืบสวนสอบสวนเรื่องที่นายหน้าและคนอื่นๆ นำหนังสือเดินทางของแรงงานตามฤดูกาลไปเผยแพร่อย่างผิดกฎหมายและเรื่องการข่มขู่ไม่ให้แรงงานหนี รวมถึงให้มีการลงโทษผู้ที่เกี่ยวกับกับการกระทำเหล่านี้ พร้อมกับมีการเยียวยาเหยื่อ
แรงงานฟิลิปปินส์ที่หนีจากงานได้ไปแจ้งตำรวจที่สถานีตำรวจโบเรียง ในเรื่องที่หนังสือเดินทางของเขากับข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ ถูกนำไปเผยแพร่ทางออนไลน์
แรงงานฟิลิปปินส์รายนี้เดินทางมาทำงานที่เกาหลีใต้ตามโครงการแรงงานตามฤดูกาล ซึ่งเป็นโครงการที่อนุญาตให้ผู้อพยพที่แต่งงานแล้วแนะนำสมาชิกครอบครัวให้เข้ามาทำงานที่เกาหลีใต้ได้ในฐานะแรงงานตามฤดูกาล แต่แรงงานฟิลิปปินส์รายนี้ก็หนีจากงานหลังจากถูกคุกคาม แล้วก็หนีไปจากเมืองโบเรียงไปอยู่ที่อื่นในเกาหลีใต้ อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังอยู่ในสภาวะสุ่มเสี่ยง เพราะล่ามได้เผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลของเขาออกไป ทำให้เขาเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ประสบกับความทุกข์ทางใจ และเผชิญจากข่มขู่จากหลายฝ่ายทำให้ไม่ปลอดภัย ซึ่งกลุ่มที่ข่มขู่เขามีแม้กระทั่งชุมชนชาวฟิลิปปินส์ด้วยกันเองและเจ้าหน้าที่ทางการในบ้านเกิดของเขาที่ฟิลิปปินส์
ภาคประชาสังคมระบุอีกว่า เงื่อนไขลักษณะนี้เข้าข่ายการควบคุมทางเศรษฐกิจและการแสวงหาประโยชน์ เพราะเป็นการจำกัดเสรีภาพของแรงงานในการออกจากงาน และอาจนำไปสู่ลักษณะการใช้แรงงานบังคับ ตามเกณฑ์ของกฎหมายป้องกันการค้ามนุษย์และการคุ้มครองผู้เสียหายของเกาหลีใต้
ช่องโหว่ของระบบแรงงานตามฤดูกาล
กลุ่มภาคประชาสังคมบอกว่ากรณีนี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อแรงงานชาวฟิลิปปินส์ และถือเป็นการเปิดให้เห็นช่องโหว่ของระบบแรงงานตามฤดูกาล
ซอกวอนจอง นักกิจกรรมจากกลุ่มเพื่อสิทธิมนุษยชนของแรงงานข้ามชาติ บอกว่า หลังจากแรงงานหนีออกจากงานเนื่องจากสภาพที่โดนคุกคามแล้ว แทนที่จะมีการหาสาเหตุต้นตอของเรื่องที่เกิดขึ้น แต่หน่วยราชการส่วนท้องถิ่นและนายจ้างกลับนำข้อมูลส่วนบุคคลไปโพสต์ออนไลน์เพื่อสร้างความเสื่อมเสียต่อบุคคล นอกจากนี้ยังมีการ "ใช้ครอบครัวของคนงานเป็นตัวประกัน" ซึ่งเข้าข่าย "การค้ามนุษย์"
วอน-อกกึม นักกิจกรรมจากศูนย์ผู้อพยพดงแฮง กล่าวว่า นายหน้าได้อาศัยช่องโหว่ของระบบแรงงานตามฤดูกาล และล่ามบางคนก็ลุแก่อำนาจ แต่หน่วยราชการส่วนท้องถิ่นก็ไม่ได้ปฏิบัติตามหน้าที่ที่จะหยุดเรื่องนี้ กลายเป็นการนำบทบาทนี้ไปให้กับนายหน้าเอกชน สร้างความเสียหายให้กับแรงงานและครอบครัว
"ล่ามเหล่านี้ไม่ใช่แค่คนแปลภาษาเท่านั้น แต่ยังเป็นคนที่เชื่อมโยงแรงงานกับที่ทำงานแล้วเป็นผู้ก็บอกเรื่องสิทธิให้แรงงานฟัง แต่ล่ามบางคนก็ทำตัวเป็นนายหน้า ปล่อยข้อมูลส่วนตัวแรงงานรั่วไหล หรือเข้าข้างนายจ้างแทนที่จะเป็นแรงงาน" วอนกล่าว
กลุ่มภาคประชาสังคมยืนยันว่าควรจะมีการสืบสวนสอบสวนอย่างเต็มรูปแบบ ตามมาด้วยการปฏิรูปเชิงสถาบันเพื่อไม่ให้นายหน้าเอกชนหรือล่ามเอกชนที่ไม่ได้มีการกลั่นกรองเข้ามารับผิดชอบกับแรงงานตามฤดูกาล
โกกีบก ผู้บริหารบอร์ดสภาเพื่อแรงงานข้ามชาติ บอกว่า การบังคับให้ครอบครัวลงเงินค้ำประกันป้องกันการหนีกลับประเทศของแรงงานนั้นถือเป็นการทำสัญญาจ้างที่ผิดกฎหมาย ทางการควรจะมีการสืบสวนและลงโทษอย่างเคร่งครัด อีกทั้งทางการยังควรจะเป็นผู้ที่จัดการทุกอย่างตั้งแต่เอกสารไปจนถึงกระบวนการต่างๆ เพื่อไม่ให้นายหน้าเข้ามาฉวยโอกาสได้
เรียบเรียงจาก
Foreign worker doxed by interpreter after fleeing armed threats, civic groups say, The Korea Times, 20-07-2026
After a seasonal worker left the workplace, “Post the photo on SNS”···Petition filed with the National Human Rights Commission, KHAN, 20-07-2026
