บทความ พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ : ธงชาติไทยสามผืนในกระแสโลกาภิวัฒน์

 

หมายเหตุ : บทความนี้ รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เขียนขึ้นก่อนเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และได้ใช้นำเสนอในงานมหกรรม ตุลาประชาธิปไตย ในวาระ 30 ปี 6 ตุลา ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ 7 ตุลาคม 2549 บนเวทีเสวนา 'พัฒนาการสังคมไทยจากวิกฤต 6 ต.ค.19 จนถึงวิกฤตกุมภาพันธ์ 2549 สังคมไทยก้าวหน้าหรือถอยหลัง'

 

 
รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
...............................................................................................
 
 
1.
การมาถึงของโลกาภิวัฒน์ยุคที่สอง
 
กระแสโลกาภิวัฒน์ ที่กำลังดำเนินไปทั่วโลกในปัจจุบัน คือการประสานเกี่ยวเนื่องกันของระบบเศรษฐกิจสังคมของนานาประเทศโดยอาศัยความ ก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นพลังหลัก ลดต้นทุนธุรกรรม การสื่อสารและการขนส่ง กระตุ้นให้เกิดการไหลเวียนของสินค้า บริการ เงินทุน ผู้คน และทรัพยากรระหว่างประเทศในจำนวนมหาศาลต่อวัน การขยายการแข่งขันทางธุรกิจที่ข้ามพ้นกำแพงรัฐชาติ การแพร่หลายของการผลิตแบบห่วงโซ่ข้ามชาติเมื่อสินค้าเพียงชิ้นเดียวมีส่วน ประกอบที่ผลิตในหลายประเทศต่าง ๆ การไหลเวียนของข่าวสารข้อมูลและวัฒนธรรมที่รวดเร็ว การเผยแพร่ความเข้าใจระหว่างสังคมและวัฒนธรรมที่ต่างกัน รวมทั้งการแพร่ขยายของระบอบประชาธิปไตยไปในบรรดาประเทศกำลังพัฒนาที่ซึ่ง อดีตเคยเป็นระบอบเผด็จการในรูปแบบต่าง ๆ เป็นต้น
 
นี่ไม่ใช่ครั้ง แรกที่ระบบทุนนิยมโลกเข้าสู่ระยะการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในระดับสากล กระแสโลกาภิวัฒน์ยุคที่หนึ่งนั้นเกิดขึ้นในระหว่างทศวรรษ 1870 ถึงปี 1914 เป็นผลมาจากการปฏิวัติการสื่อสารและคมนาคม
 
ประการแรกคือ การใช้รถไฟเครื่องจักรไอน้ำและเรือกลไฟข้ามสมุทร ซึ่งช่วยลดต้นทุนค่าขนส่ง ทำให้สินค้า เงินทุนและผู้คนสามารถเดินทางไปได้ระยะไกลในเวลาที่สั้นลงและค่าใช้จ่ายที่ ต่ำลง
 
ประการที่สองคือ การสร้างโครงข่ายระบบโทรเลขสากลที่ทำให้ข่าวสารข้อมูลเศรษฐกิจและธุรกรรมการ ค้าสามารถไหลเวียนข้ามประเทศได้อย่างรวดเร็วทันที นี่คือยุคที่ระบบทุนนิยมได้แผ่ขยาย ก้าวกระโดด และพัฒนาเป็นระบบโลกเป็นครั้งแรก โดยมีระบบเศรษฐกิจทุนนิยมอังกฤษเป็นเสาหลักที่ใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ตราคงที่ในมาตรฐานทองคำและนโยบายการค้าการลงทุนเสรี
 
โลกาภิวัฒน์ยุค ที่หนึ่งสิ้นสุดลงเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ทุนนิยมเข้าสู่ระยะวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำ การกีดกันการค้า ระบอบเผด็จการ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประชากรหนึ่งในสามของโลกเข้าสู่ระบบสังคมนิยม ส่วนระบบทุนนิยมในยุโรปก็พัฒนาเป็นระบบทุนนิยมแห่งรัฐที่เรียกว่า "ระบบ เศรษฐกิจแบบผสม" ซึ่งรัฐเข้าควบคุมแทรกแซงระบบตลาดอย่างเหนียวแน่น เป็นระบบทุนนิยมสวัสดิการที่เน้นรัฐวิสาหกิจ หรือ "ระบบ ทุนนิยมที่ถูกกำกับโดยรัฐ" ในสหรัฐอเมริกา ส่วนประเทศกำลังพัฒนาก็เดินตามแนวทางสังคมนิยมหรือทุนนิยมที่เน้นอุตสาหกรรม ทดแทนการนำเข้าและกีดกันการค้า กระทั่งทุนนิยมแห่งรัฐในยุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริกาประสบวิกฤตเศรษฐกิจ ทศวรรษ 1970 ตามมาด้วยวิกฤตหนี้ต่างประเทศของประเทศกำลังพัฒนาในทศวรรษ 1980 ท้ายสุดคือการล่มสลายของระบบสังคมนิยมในสหภาพโซเวียตและยุโรปตะวันออกในปี 1989-91 จึงเป็นการเปิดฉากโลกาภิวัฒน์ยุคที่สองอย่างเต็มที่
 
การมาถึงของโลกา ภิวัฒน์ยุคที่สองกลายเป็นความท้าทายต่อรัฐบาลประเทศต่าง ๆ ที่จะต้องปฏิรูประบบเศรษฐกิจของตนให้สอดรับและแสวงหาประโยชน์จากการแข่งขัน การไหลเวียนอย่างรวดเร็วของสินค้า เงินทุน ทรัพยากร มนุษย์ และข่าวสารข้อมูลในปริมาณมหาศาล เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบเศรษฐกิจให้สามารถเผชิญกับการแข่งขันข้าม ชาติ รวมทั้งดำเนินมาตรการลดผลกระทบทางลบของโลกาภิวัฒน์ โดยทั้งหมดเป็นการดำเนินนโยบายปฏิรูประบบตลาด ลดการแทรกแซงของรัฐ เสริมสร้างระบบตลาดและการแข่งขัน และการปฏิรูประบบสวัสดิการประกันสังคม ประเทศที่นำร่องการปฏิรูป เช่น นิวซีแลนด์ ชิลี เป็นต้น
 
แต่กรณีที่ กระตุ้นให้เกิดกระแสปฏิรูประบบตลาดทั่วทั้งยุโรปและทั่วโลกคือ การปฏิรูปเศรษฐกิจอังกฤษของรัฐบาลพรรคอนุรักษ์นิยมที่นำโดยนายกรัฐมนตรีมา ร์กาเร็ต แธ็ตเชอร์ในช่วง 1979-1990 โดยมีธงนำคือ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นเอกชน กระตุ้นการแข่งขัน และลดการแทรกแซงอุดหนุนของรัฐ ในขณะที่สหรัฐอเมริกานำโดยประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกนช่วง 1980-1988 ก็ดำเนินนโยบายลดการแทรกแซงควบคุมและอุดหนุนของรัฐในกิจการของเอกชน ทำให้เศรษฐกิจอังกฤษและสหรัฐฯก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีที่เน้นการ แข่งขันมากขึ้น และพร้อมที่จะใช้ประโยชน์จากโลกาภิวัฒน์ที่กำลังจะมาถึงในทศวรรษ 1990
 
การปฏิรูป เศรษฐกิจของอังกฤษและสหรัฐอเมริกากลายเป็นแบบอย่างให้ประเทศทุนนิยมพัฒนา แล้วในยุโรปเร่งดำเนินการปฏิรูปไปในแนวทางเดียวกัน แต่ประเทศจำนวนมากมิได้มีการเตรียมตัวรับการมาถึงของโลกาภิวัฒน์ เมื่อระบบเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยการควบคุมแทรกแซงของรัฐ รัฐวิสาหกิจไม่มีประสิทธิภาพ ธุรกิจเอกชนที่สมคบและแบ่งปันผลประโยชน์กับข้าราชการและนักการเมือง มีการปกป้องคุ้มครองอุตสาหกรรมและธุรกิจภายในประเทศอย่างแน่นหนา เป็นธุรกิจผูกขาดที่ปลอดพ้นจากการแข่งขันมายาวนานหลายสิบปี เมื่อเผชิญกับกระแสโลกาภิวัฒน์ การแข่งขันจากต่างประเทศ และเงินทุนไหลเข้าออกอย่างรวดเร็ว ระบบเศรษฐกิจเหล่านี้ก็เผชิญวิกฤตในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งกู้ยืมหนี้สินต่างประเทศล้นพ้นตัว ธุรกิจล้มละลาย ลูกหนี้เสียในระบบธนาคาร หนี้สาธารณะท่วมท้น เป็นต้น เช่น เม็กซิโก บราซิล อาร์เจนตินา โบลิเวีย เปรู ญี่ปุ่น เกาหลี และประเทศไทย เป็นต้น
 
2.
วิกฤตเศรษฐกิจไทย 2540 กับรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมือง
 
หลังการต่อสู้ ครั้งใหญ่ของนิสิตนักศึกษาและประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในช่วง 2516-2519 เศรษฐกิจ การเมืองไทยยุค 2520-2534 ก็เข้าสู่ระยะ "ระบอบอำนาจนิยมแฝงเร้น" และ "ทุนนิยมขุนนาง" ซึ่งก็คือ ในทางการเมือง อำนาจรัฐยังคงอยู่ในมือของชนชั้นขุนนางจำนวนน้อยที่สืบทอดอำนาจผ่านสถาบัน ประเพณีและระบบราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กองทัพ แต่ก็ให้มีการเลือกตั้ง มีพรรคการเมือง และมีสภาผู้แทนราษฎร ทว่าสถาบันเลือกตั้งเหล่านี้มีบทบาทจำกัดภายในกรอบอำนาจของชนชั้นขุนนางผ่าน วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง ระบบราชการ กองทัพ และอำนาจนอกระบบที่คอยกำกับ ประกอบกับลักษณะของรัฐธรรมนูญที่ก่อให้เกิดพรรคการเมืองขนาดเล็กที่อ่อนแอ ไม่มีนโยบายการเมือง ถูกครอบงำด้วยกลุ่มทุนภูธรและอยู่ภายใต้การบงการของชนชั้นขุนนาง
 
ในทางเศรษฐกิจ ก็เป็นทุนนิยมล้าหลัง ระบบเศรษฐกิจถูกครอบงำด้วยทุนขุนนาง เต็มไปด้วยการผูกขาดตัดตอน ข้าราชการและนักการเมืองใช้อำนาจแสวงหาประโยชน์จากธุรกิจเอกชนผ่านการเลือก บังคับใช้กฎหมาย โครงการของรัฐ สัมปทาน และรัฐวิสาหกิจ ในด้านต่างประเทศ ก็ดำเนินนโยบายจำกัดการแข่งขันจากต่างประเทศด้วยมาตรการกีดกันการค้า กำแพงภาษี ปกป้องคุ้มครองธุรกิจใหญ่ของทุนขุนนางภายในประเทศให้ปลอดพ้นจากการแข่งขันใน ระดับสากล ในขณะที่สาขาธุรกิจสมัยใหม่ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องไฟฟ้า อาหารและสินค้าเกษตรแปรรูป ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ โทรคมนาคม สารสนเทศ เป็นต้น ก็มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตขนาดใหญ่ สนองความต้องการทั้งภายในประเทศและตลาดส่งออกในต่างประเทศ
 
การขยายตัวของภาค เศรษฐกิจใหม่นำมาซึ่งการพัฒนาเติบโตของกลุ่มทุนใหม่ที่ค่อย ๆ เข้มแข็งขึ้นในทางเศรษฐกิจ และเริ่มเรียกร้องอำนาจทางการเมือง กลุ่มทุนใหม่มีทวิลักษณะคือ ด้านหนึ่งก็เติบโตขึ้นมาในสภาวะของทุนนิยมขุนนาง พวกเขาสมยอมกับชนชั้นขุนนาง ผ่านการประกอบธุรกิจและสะสมทุนด้วยวิธีการประนีประนอม ผูกขาด สัมปทาน และแบ่งปันผลประโยชน์กับชนชั้นขุนนางและกลุ่มทุนเก่า แต่อีกด้านหนึ่ง พวกเขาอยู่ในภาคเศรษฐกิจที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในระดับสูง มีความเกี่ยวพันกับทุนต่างชาติในเศรษฐกิจไทย ผูกพันกับการไหลเวียนของทุนและสินค้าระหว่างประเทศ มีผลประโยชน์อย่างใกล้ชิดกับการขยายตัวของเศรษฐกิจทุนนิยมโลกอย่างลึกซึ้ง มีความเข้าใจถึงจุดอ่อนและปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย และมองเห็นความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในกระแสทุน นิยมใหม่ของโลก
 
เหตุการณ์เดือน พฤษภาคม 2535 เป็นการปะทะกันครั้งใหญ่ระหว่างชนชั้นขุนนางที่กุมอำนาจในกองทัพ กับประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตย ซึ่งมีผลเป็นความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์ของชนชั้นขุนนางและอำนาจกองทัพ ทำให้พวกเขาจำต้องถอยออกไปจากการใช้อำนาจรัฐโดยตรง มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขจัดช่องทางการแทรกแซงและใช้อำนาจของชนชั้นขุนนางในระบบประชาธิปไตยแบบ รัฐสภา บั่นทอนอำนาจของชนชั้นขุนนางอย่างมีนัยสำคัญ และเปิดทางในขั้นตอนแรกไปสู่การปฏิรูปการเมืองเพื่อนำมาซึ่งประชาธิปไตย
 
ระบบเศรษฐกิจไทย ที่เป็นทุนนิยมขุนนาง ไม่เคยมีการปรับโครงสร้างอย่างมีนัยสำคัญมาตลอด 40 ปี ทำให้ระบบเศรษฐกิจมีความอ่อนแอเชิงโครงสร้าง ไม่สามารถต่อสู้แข่งขันและแสวงหาประโยชน์จากโลกาภิวัตน์ได้ ประกอบกับความผิดพลาดของธนาคารแห่งประเทศไทยในการดำเนินนโยบายอัตราแลก เปลี่ยน การกำกับดูแลสถาบันการเงิน นโยบายเศรษฐกิจมหภาค และนโยบายวิเทศธนกิจในช่วง 2532-2536 กระแสเงินทุน ระยะสั้นไหลบ่าเข้าสู่เศรษฐกิจไทยที่ยังเต็มไปด้วยระบบผูกขาด วิสาหกิจล้าสมัยขาดประสิทธิภาพ ระบบราชการและการเมืองที่ทุจริต เป็นผลให้แทนที่เงินทุนจะถูกใช้ไปในการปรับโครงสร้าง วางรากฐานเศรษฐกิจ ยกระดับเทคโนโลยีและความสามารถในการแข่งขันของระบบ ปรับตัวเข้าสู่กระแสโลกาภิวัฒน์ เงินทุนเหล่านั้นกลับถูกใช้ไปในการเก็งกำไรหุ้นและอสังหาริมทรัพย์และการ ทุจริตในภาคธุรกิจ นำมาซึ่งวิกฤตการณ์เศรษฐกิจครั้งที่รุนแรงที่สุด
 
วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 แสดง ให้เห็นว่า ระบบเศรษฐกิจการเมืองไทยยังคงล้าหลังและอ่อนแออย่างยิ่งในการเผชิญกับกระแส โลกาภิวัฒน์ และเป็นการเปิดโปงให้เห็นถึงความผิดพลาดล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงของระบอบอำนาจ นิยมแฝงเร้นที่เป็นพันธมิตรของชนชั้นขุนนาง กลุ่มทุนขุนนาง และทุนภูธรในการปกครองบริหารประเทศ ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมืองเพื่อจำกัดอำนาจชน ชั้นขุนนางและนำมาซึ่งระบอบประชาธิปไตยของปวงชน
 
รัฐธรรมนูญปี 2540 ก้าว หน้าไปอย่างสำคัญด้วยการขยายขอบข่ายสิทธิเสรีภาพของประชาชนออกไปอย่างกว้าง ขวาง กำหนดแนวนโยบายแห่งรัฐที่เป็นเศรษฐกิจแบบเสรีที่อาศัยกลไกตลาด กำกับดูแลให้มีการแข่งขันที่เป็นธรรม ให้รัฐมีหน้าที่ให้บริการการศึกษา สาธารณสุข และสวัสดิการประชาชน กระจายอำนาจ คุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำหนดช่องทางให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองได้ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม มีกลไกการถ่วงดุลระหว่างอำนาจทั้งสาม มีองค์กรอิสระและกระบวนการตรวจสอบองค์กรและนักการเมืองอย่างกว้างขวาง ทำให้ระบอบประชาธิปไตยที่ยึดกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นสูงสุดมีความชัดเจนเป็น รูปธรรม ประชาชนมีการตื่นตัวในสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ และความสำคัญของการปกครองด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เป็นความก้าวหน้าทางประชาธิปไตยครั้งสำคัญที่สุดของประเทศไทย และเป็นก้าวแรกไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย
 
3.
การต่อสู้ทางชนชั้นและการต่อสู้สองแนวทาง     
 
วิกฤตเศรษฐกิจ 2540 ได้ เปลี่ยนดุลอำนาจทางเศรษฐกิจระหว่างกลุ่มทุนเก่ากับกลุ่มทุนใหม่อย่างสำคัญ เมื่อกลุ่มทุนเก่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธนาคารพาณิชย์ ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากวิกฤตเศรษฐกิจ ขณะที่กลุ่มทุนใหม่ได้รับความเสียหายน้อยกว่ามาก ส่วนรัฐธรรมนูญใหม่ก็ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจทางการเมืองด้วย การให้มีพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่มีวินัยพรรคสูง สามารถกำกับพฤติกรรมของนักการเมืองและกลุ่มการเมืองในพรรคได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ทำให้รัฐสภามีเสถียรภาพและรัฐบาลมีความมั่นคง นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งอาจมีดุลอำนาจเหนือชนชั้นขุนนางได้เป็น ครั้งแรก สามารถดำเนินนโยบายบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นอิสระจากชนชั้น ขุนนาง เปิดโอกาสให้กลุ่มทุนใหม่ซึ่งมีพรรคไทยรักไทยเป็นตัวแทนได้เข้าสู่อำนาจผ่าน การเลือกตั้งทั่วไปปี 2544 จัดตั้งรัฐบาลที่เข้ม แข็ง แล้วนำนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจเข้ามาบริหารประเทศ กำกับให้ระบบราชการดำเนินตามมาตรการของพรรคไทยรักไทย ผลักไสชนชั้นขุนนางให้ถอยออกไป
 
นโยบายปฏิรูป เศรษฐกิจของรัฐบาลไทยรักไทยมีสองด้านคือ ด้านหนึ่ง ดำเนินมาตรการประชานิยมที่แจกจ่ายผลประโยชน์ให้แก่ประชาชนชั้นล่างทั้งใน เมืองและชนบท เช่น หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ กองทุนหมู่บ้าน โครงการสุขภาพถ้วนหน้า (30 บาทรักษาทุกโรค) ธนาคารประชาชน ปราบปรามยาเสพติดและผู้มีอิทธิพล ทุนการศึกษาจากกองทุนหวยบนดิน การแปลงทรัพย์สินเป็นทุน เป็นต้น ทั้งหมดนี้มีผลสะเทือนทางการเมืองอย่างถึงราก บั่นทอนความสัมพันธ์เชิงพึ่งพาที่ประชาชนชั้นล่างมีมายาวนานต่อนักการเมือง ท้องถิ่น กลุ่มอิทธิพล และทุนภูธร ทำให้ประชาชนชั้นล่างเข้าใจได้เป็นครั้งแรกว่า ประชาธิปไตยอาจให้ประโยชน์แก่พวกเขาได้จริง ผลก็คือ ชนชั้นล่างทั้งในเมืองและชนบทได้เกิดความตื่นตัวทางการเมืองอย่างไม่เคยเป็น มาก่อนและกลายเป็นฐานพลังที่เข้มแข็งและสำคัญที่สุดของประชาธิปไตย
 
ในอีกด้านหนึ่ง กลุ่มทุนใหม่ที่มีพรรคไทยรักไทยเป็นตัวแทนก็ดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ มุ่งผลักดันให้ระบบทุนนิยมไทยก้าวเข้าสู่กระแสโลกาภิวัฒน์อย่างเต็มที่ เช่น การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เปิดเสรีการค้าและการลงทุน จัดทำความตกลงการค้าเสรีกับประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ทยอยลดอัตราภาษีศุลกากร ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ปฏิรูปกฎหมายและระบบราชการ ปฏิรูปการศึกษา และลงทุนในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ทั้งระบบ เป็นต้น ให้เศรษฐกิจไทยมีการปฏิรูปโครงสร้าง ยกระดับความสามารถในการแข่งขันและเติบโตได้ในระบบโลกาภิวัฒน์ ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและการไหลเวียนของสินค้าและเงินทุนจำนวนมหาศาล
 
นโยบายดังกล่าว ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนดุลทางชนชั้นครั้งใหญ่ ชนชั้นล่างทั้งในเมืองและชนบทเกิดการตื่นตัวทางการเมืองที่สนับสนุน ประชาธิปไตยอย่างแข็งขัน ในขณะที่กลุ่มทุนใหม่ที่มีพรรคไทยรักไทยเป็นตัวแทนกลายเป็นอำนาจใหม่ที่ บงการแนวนโยบายแห่งรัฐและบั่นทอนอำนาจของชนชั้นขุนนางลงเรื่อย ๆ ส่วนในทางเศรษฐกิจ กลุ่มทุนใหม่ก็เติบโตเข้มแข็ง ยึดโยงกับระบบทุนนิยมโลกอย่างเหนียวแน่น มีพลังทั้งเงินทุน เทคโนโลยีใหม่ ขณะที่นโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจโลกาภิวัฒน์กลับทำให้กลุ่มทุนเก่าซึ่งบอบช้ำ อย่างหนักจากวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 ต้องสูญเสียประโยชน์ ถูกบั่นทอนทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองลงเรื่อย ๆ จากกลุ่มทุนใหม่และทุนสากล
 
นโยบายปฏิรูปของ รัฐบาลไทยรักไทยยังทำให้ปัญญาชนชั้นกลางในเมืองส่วนหนึ่งไม่พอใจ ประกอบด้วย ข้าราชการ นักวิชาการ ครู อาจารย์มหาวิทยาลัย ราษฎรอาวุโส นักเคลื่อนไหวองค์กรพัฒนาเอกชนและรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นอนุรักษ์นิยมและปฏิเสธโลกาภิวัฒน์ พวกเขาคัดค้านนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจทุนนิยมของรัฐบาลไทยรักไทยและตระหนักว่า ระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมืองทำให้สถานะอภิสิทธิ์ชน ในสังคมและอำนาจต่อรองทางการเมืองของพวกตนถูกบั่นทอน พวกเขาริษยานโยบายประชานิยม เกลียดชังการโอนย้ายทรัพยากรและงบประมาณจากส่วนกลางไปยังประชาชนชั้นล่าง ทั้งในเมืองและชนบททั่วประเทศ
 
พันธมิตรอำนาจ นิยมจึงได้ก่อตัวขึ้น เป็นแนวร่วมของชนชั้นขุนนาง กลุ่มทุนเก่า และปัญญาชนชั้นกลางบางส่วนในเมือง เพื่อล้มการเลือกตั้ง โค่นล้มผู้นำรัฐบาลไทยรักไทย ฉีกรัฐธรรมนูญ จัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลที่นำโดยนายกรัฐมนตรีที่มาจากการแต่งตั้ง ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แก้ไขดุลอำนาจให้กลับไปสู่ระบอบอำนาจนิยมแฝงเร้นซึ่งชนชั้นขุนนางและกลุ่ม ทุนขุนนางกุมอำนาจรัฐ มีพรรคการเมือง การเลือกตั้ง และรัฐสภา แต่รัฐบาลอ่อนแอ ถูกควบคุมด้วยอำนาจของชนชั้นขุนนางในราชการ ส่วนในด้านเศรษฐกิจ ก็ยุตินโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ ยึดโยงให้เศรษฐกิจไทยยังคงอยู่ในระบบทุนนิยมขุนนางล้าหลังต่อไป แนวร่วมชนชั้นขุนนาง-ทุนเก่า-ปัญญาชนชั้นกลางบางส่วน จึงเป็นปฏิกิริยาและถอยหลังเข้าคลอง ความเป็นขวาจัดของพวกเขายังแสดงออกผ่านวิธีการทางการเมืองที่ใช้สถาบันจารีต ประเพณีเป็นเครื่องมือ ใส่ร้ายป้ายสี กุข่าวสร้างเรื่องเท็จอย่างต่อเนื่อง ปลุกปั่นอารมณ์ความเกลียดชังอย่างสุดขั้ว ยั่วยุให้เกิดการปะทะนองเลือดและความรุนแรงระหว่างกลุ่มมวลชน กระทั่งเรียกร้องให้มีการยึดอำนาจรัฐประหาร ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นวิธีการเดียวกับพวกขวาจัด 6 ตุลาคม 2519
 
ในด้านเศรษฐกิจ กลุ่มทุนใหม่และพรรคไทยรักไทยอันเป็นตัวแทนยังคงยึดโยงอยู่กับเครือข่ายทุน ขุนนางและมีการทับซ้อนระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับอำนาจทางการเมือง จึงกลายเป็นจุดอ่อนทางการเมืองในการต่อสู้กับพันธมิตรอำนาจนิยม แต่ในด้านการเมือง พวกเขาอิงฐานพลังและความตื่นตัวทางการเมืองประชาธิปไตยของชนชั้นล่างในเมือง และชนบท พวกเขาเป็นผู้ได้รับประโยชน์ทางการเมืองโดยตรงจากระบอบประชาธิปไตย พวกเขาจึงต้องปกป้องระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญเอาไว้เพื่อผลประโยชน์ตน อีกทั้งพวกเขามีแนวนโยบายชัดเจนในการปฏิรูปเศรษฐกิจไปสู่ทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ ที่เน้นการพัฒนาเติบโต ส่งเสริมระบบตลาด มีการแข่งขัน ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโดยเน้นประสิทธิภาพและเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งเกื้อหนุนต่อการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย
 
เศรษฐกิจการเมือง ไทยปัจจุบันจึงเป็นการต่อสู้ทางชนชั้นระหว่างพันธมิตรอำนาจนิยมของชนชั้นขุน นาง กลุ่มทุนขุนนาง และปัญญาชนชั้นกลางบางส่วนในเมืองด้านหนึ่ง กับกลุ่มทุนใหม่ที่มีพรรคไทยรักไทยเป็นตัวแทนและมีฐานพลังการเมืองที่ชนชั้น ล่างในเมืองและชนบท อีกทั้งยังเป็นการต่อสู้สองแนวทางระหว่างระบอบอำนาจนิยมกับระบอบประชาธิปไตย ระหว่างระบบทุนนิยมขุนนางกับระบบทุนนิยมปฏิรูปโลกาภิวัฒน์
 
4.
ชูธงชาติไทยสามผืนไปสู่ประชาธิปไตยและโลกาภิวัฒน์
 
ในยามนี้ ฝ่ายประชาธิปไตยจะต้องชูธงชาติไทยสามผืน และโบกสะบัดให้สูงเด่นคือ ธงประชาธิปไตย ธงโลกาภิวัฒน์ และธงความเป็นธรรมทางสังคม ธงสามผืนนี้เกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ออก เกื้อกูลสนับสนุนและเป็นเงื่อนไขให้แก่กัน เพราะไม่อาจมีประชาธิปไตยถ้าไม่มีโลกาภิวัฒน์ และไม่อาจมีโลกาภิวัฒน์ถ้าไม่มีประชาธิปไตย แต่ทว่า ทั้งประชาธิปไตยและโลกาภิวัฒน์จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนและก่อเป็นดอก ผลแห่งการพัฒนาก้าวหน้าที่ยั่งยืนได้นั้น ก็จะต้องสามารถสนองตอบความต้องการทางเศรษฐกิจ สังคม และจิตใจของประชาชนได้ สามารถแจกจ่ายประโยชน์ของประชาธิปไตยและโลกาภิวัฒน์ไปในหมู่ประชาชนอย่าง ทั่วถึงและเป็นธรรมได้
 
ธงประชาธิปไตยหมายถึง การต่อสู้ปกป้องระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญเอาไว้ให้ได้ ต้านทานการเคลื่อนไหวที่มุ่งทำลายประชาธิปไตยและฟื้นระบอบอำนาจนิยม ธงประชาธิปไตยประกอบไปด้วยการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ปรับปรุงรัฐธรรมนูญและกฎหมายเพื่อเพิ่มมาตรการเสริมความแข็งแกร่งให้กับ ระบอบประชาธิปไตย
 
·         พิทักษ์รัฐ ธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมือง 2540
·         ปรับปรุงรัฐ ธรรมนูญ ขจัดข้อจำกัดการมีส่วนร่วมกิจกรรมการเมืองของประชาชนบางประการ เช่น ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องมีวุฒิอย่างต่ำปริญญาตรี เขตเลือกตั้งที่มีผู้สมัครเพียงรายเดียวต้องได้รับคะแนนเสียงอย่างน้อยร้อย ละ 20 ของผู้มาใช้สิทธิ์ เป็นต้น
·         ปรับปรุงขั้นตอน วิธีการเข้ามีส่วนร่วมเสนอกฎหมายหรือตรวจสอบโดยประชาชนให้ง่ายและตรงไปตรงมา มากขึ้น เช่น การเข้าชื่อกันเสนอและแก้ไขกฎหมายหรือถอดถอนนักการเมือง การลงประชามติ เป็นต้น
·         เสริมสร้างกลไก การถ่วงดุลและตรวจสอบองค์กรของรัฐและพฤติกรรมนักการเมืองให้มีประสิทธิภาพ และรวดเร็วมากขึ้น เช่น ขั้นตอนวิธีการคัดสรรบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระต่าง ๆ
·         คัดค้านการแก้ไข รัฐธรรมนูญที่มีลักษณะถอยหลังเข้าคลอง ที่จะทำให้พรรคการเมืองนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลอ่อนแอ ตกเป็นเป้ากดดันของกลุ่มการเมืองได้โดยง่าย เช่น การยกเลิกข้อกำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องสังกัดพรรคการเมืองอย่างน้อย 90 วัน ก่อนวันรับสมัครรับเลือกตั้ง การลดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เข้าชื่อกันให้มีการอภิปรายนายกรัฐมนตรี การให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถเป็นรัฐมนตรีได้ เป็นต้น
 
ธงโลกาภิวัฒน์ คือ การดำเนินนโยบายและมาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจ เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบเศรษฐกิจไทย ชดเชยจุดอ่อนและความเปราะบางในบางสาขาการผลิต สร้างความเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกที่มีเสถียรภาพและก่อ ประโยชน์ต่อประเทศไทยอย่างยั่งยืน หลีกเลี่ยงผลกระทบที่บั่นทอนเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจไทย เพิ่มความสามารถในการแข่งขันและแสวงผลประโยชน์ของประเทศไทยในเศรษฐกิจโลก ประกอบด้วยมาตรการปฏิรูปดังนี้
 
·            การเปิดเสรีการ ค้า
o      ทยอยลดอัตราภาษี ศุลกากร ลดการบิดเบือนของอัตราการปกป้องด้วยภาษีศุลกากรที่มีต่อสินค้าขั้นปฐม ขั้นกลาง และขั้นปลาย
o      ปฏิรูปขั้นตอน และกฎระเบียบการนำเข้าและส่งออกสินค้าให้ง่ายขึ้น รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ลดการใช้อำนาจในทางมิชอบและทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ
o      จัดทำและพัฒนา มาตรฐานสินค้าและมาตรฐานสุขอนามัยเพื่อควบคุมสินค้าเข้าที่อาจก่อให้เกิด ปัญหากับผู้ใช้หรือผู้บริโภค ตลอดจนเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกลไกการตรวจสอบชนิดและมาตรฐานของสินค้า เข้าและออก
 
·            การเปิดเสรีการ ลงทุนและภาคบริการ
o      ลดอุปสรรคและข้อ จำกัดในการเข้ามาประกอบธุรกิจของทุนต่างชาติในสาขาเศรษฐกิจไทยที่มีความ พร้อม
o      ดำเนินมาตรการ และจัดตั้งกองทุนปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อพัฒนาส่งเสริมสร้างความเข้มแข็ง ให้กับสาขาเศรษฐกิจไทยที่มีศักยภาพเพื่อเตรียมความพร้อมที่เปิดรับการลงทุน และการแข่งขัน
o      ให้มีมาตรการและ กองทุนชดเชยให้กับสาขาเศรษฐกิจและธุรกิจที่อ่อนแอ ไม่สามารถแข่งขันได้ และต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการประกอบธุรกิจ
o      ปฏิรูปกฎหมาย เศรษฐกิจเกี่ยวกับการลงทุนให้โปร่งใส ลดข้อจำกัดการนำเงินทุนเข้าและออกในกรณีประกอบธุรกิจปกติและในภาวะเศรษฐกิจ ที่มีเสถียรภาพ
 
·            การเปิดเสรีทาง การเงิน
o      ลดอุปสรรคและข้อ จำกัดของการเข้ามาแข่งขันให้บริการของสถาบันการเงินต่างประเทศให้มี การแข่งขันและการปฏิบัติต่อสถาบันการเงินต่างประเทศและสถาบันการเงิน ไทยอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมเพิ่มทางเลือกให้กับธุรกิจในการแสวงหา แหล่งและรูปแบบเงินกู้ ขยายทางเลือกให้กับประชาชนในแหล่งและรูปแบบการออมเงินเพื่อผลตอบแทนสูงสุด ด้วยความเสี่ยงที่เหมาะสม
o      เพิ่มความโปร่ง ใสในการบริหารจัดการเงินทุนและความเสี่ยงโดยสถาบันการเงินให้สุจริตและตรวจ สอบได้
o      ปฏิรูปบทบาทของ ธนาคารแห่งประเทศไทยจากองค์กรที่ทั้งรับผิดชอบเศรษฐกิจมหภาคและกำกับดูแล สถาบันการเงินด้วยการควบคุมจำกัดจำนวน ชนิด ประเภทของบริการทางการเงินและสถาบันการเงิน ให้เป็นองค์กรที่รับผิดชอบเศรษฐกิจมหภาคเป็นสำคัญ จัดตั้งองค์กรกำกับดูแลสถาบันการเงินที่เป็นอิสระ ทำหน้าที่เน้นการวางกฎเกณฑ์มาตรฐาน และดูแลการดำเนินงานของสถาบันการเงินทั้งไทยและต่างชาติให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม
 
·       การเปิดเสรีโทร คมนาคม
o           ดำเนินการเปิด เสรีอย่างเป็นขั้นตอนตามแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (2549-2551) ของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช) ที่ให้มีการแข่งขันเสรีและเป็นธรรม โดยยังคงรักษาหลักการให้บริการทั่วถึง ปรับเปลี่ยนจากระบบสัมปทานเป็นระบบใบอนุญาตที่โปร่งใส ภายใต้การกำกับดูแลของ กทช.
 
·       การแปรรูปรัฐ วิสาหกิจ
o           ปฏิรูปโครงสร้าง รัฐวิสาหกิจในภาคสาธารณูปโภค แยกโครงสร้างพื้นฐานออกจากการขายบริการ ให้โครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงข่ายไฟฟ้าและเขื่อน โครงข่ายท่อประปา โครงข่ายโทรศัพท์ ยังคงอยู่ในความควบคุมของรัฐผ่านบริษัทจำกัดที่รัฐถือหุ้นส่วนข้างมาก ให้วิสาหกิจเอกชนและรัฐวิสาหกิจที่แปรรูปเป็นบริษัทจำกัดแต่รัฐถือหุ้นส่วน ข้างมากเข้ามาแข่งขันกันให้บริการแก่ผู้ใช้ทั้งภาคธุรกิจและประชาชน ภายใต้การกำกับดูแลด้านต้นทุน ราคา และคุณภาพโดยองค์กรกำกับดูแลกิจการสาธารณูปโภคอิสระของแต่ละสาขา
o           รัฐวิสาหกิจใน กิจการที่มิใช่สาธารณูปโภคและความมั่นคงของรัฐ หากเป็นรัฐวิสาหกิจที่ยังมีศักยภาพที่จะแข่งขันได้และเพื่อคงไว้ซึ่งการแข่ง ขัน ก็ให้แปรรูปเป็นบริษัทจำกัดที่รัฐถือหุ้นส่วนข้างมาก แล้วให้ทยอยลดสัดส่วนการถือหุ้นของรัฐลงรัฐวิสาหกิจที่แข่งขันไม่ ได้ ขาดทุนเรื้อรัง ให้แปรรูปขายให้นักลงทุนเอกชนเข้ามาดำเนินงานแทนหรือให้ยุบเลิก
o           ให้รัฐมีมาตรการ และกองทุนชดเชยเพื่อช่วยเหลือพนักงานรัฐวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบ เช่น การฝึกอบรมใหม่ การเปลี่ยนตำแหน่งงานในวิสาหกิจ การบรรจุงานใหม่ การเปลี่ยนกิจการ การปลดเกษียณก่อนเวลาพร้อมค่าชดเชย เป็นต้น
o           วิธีการแปรรูป และกระจายหุ้นให้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยไม่เน้นแต่เพียงการกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์และเฉพาะผู้ลงทุนในตลาด หลักทรัพย์ แต่ให้กระจายหุ้นไปสู่มหาชนอย่างแท้จริง
 
·            การปฏิรูปกฎหมาย เศรษฐกิจและระบบกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา โดยเน้นการสร้างสิ่งแวดล้อมการประกอบธุรกิจและการดำเนินชีวิตที่มีเสถียรภาพ ยึดหลักกฎหมาย ให้มีการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มงวดจริงจัง ยกระดับระบบกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ขยายการคุ้มครองประเภทของผลผลิตทางปัญญาตามการพัฒนาศักยภาพในการสร้างสรรค์ ค้นคว้าและวิจัยของประเทศ และเพื่อเอื้อต่อการเรียนรู้ รับการถ่ายทอด และต่อยอดการวิจัยเทคโนโลยีของต่างประเทศในประเทศไทย
 
ธงความเป็นธรรม ทางสังคม เน้นสร้างระบบประกันสังคม การแก้ปัญหาความยากจนและการกระจายรายได้เพื่อให้ดอกผลของประชาธิปไตยและโลกา ภิวัฒน์กระจายไปสู่ประชาชนส่วนข้างมากของประเทศ ก่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจสังคมและลดความยากจน ทำให้ระบอบประชาธิปไตยและโลกาภิวัฒน์มีความชอบธรรม มั่นคงและยั่งยืน
 
·         พัฒนาและขยาย ระบบประกันสังคมแบบทั่วด้าน ทั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนประกันสังคม กองทุนบำเหน็จบำนาญ เงินชดเชยการว่างงานและชราภาพ โดยเน้นให้มีการออมโดยปัจเจกชนเป็นหลัก เสริมด้วยการสมทบจากรัฐในปริมาณที่เหมาะสม
·         ขยายและเสริม ความแข็งแกร่งให้กับระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า (30 บาท รักษาทุกโรค) ให้มีงบประมาณ จำนวนยาและบุคลากร ประเภทของโรค ชนิดของยาในบัญชียาหลัก เป็นต้น รวมทั้งขยายไปสู่สวัสดิการสาธารณสุขของแม่และเด็กเล็กถ้วนหน้า
·         ขยายและเสริม สร้างมาตรการแก้ไขความยากจนที่มีอยู่แล้วให้เข้มแข็ง เช่น พัฒนาให้กองทุนหมู่บ้านที่เข้มแข็งไปเป็นธนาคารหมู่บ้าน ตรวจสอบ แก้ไขปัญหาและปรับปรุงกองทุนหมู่บ้านที่อ่อนแอให้เข้มแข็ง เสริมโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ด้วยการพัฒนาคุณภาพและหีบห่อ ส่งเสริมเครือข่ายการตลาดทั้งในและต่างประเทศ จัดตั้งหรือขยายกองทุนส่งเสริมสหกรณ์เกษตรที่มีอยู่เดิม ให้ฝึกบุคลากร การจัดการ และระบบบัญชีให้ทันสมัย
·         เพิ่มและพัฒนา มาตรการภาษีเพื่อเพิ่มความเป็นธรรมในการกระจายรายได้ ได้แก่ ภาษีที่ดินที่มิได้ใช้ประโยชน์โดยเจ้าของและภาษีมรดก พัฒนาจากขอบเขตประเภทภาษีเล็กแคบไปสู่ขอบเขตประเภทภาษีกว้าง และจากอัตราภาษีต่ำค่อย ๆ ยกสูงขึ้น โดยดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปในเวลายาวนาน เพื่อลดผลกระทบและแรงเสียดทานทางการเมือง
·         ดำเนินการบังคับ ใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงานและสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด ส่งเสริมและใช้มาตรการจูงใจให้ธุรกิจและประชาชนเข้าร่วมคุ้มครองแรงงานและ สิ่งแวดล้อมโดยสมัครใจ ค่อย ๆ ยกระดับมาตรฐานกฎหมายแรงงานและสิ่งแวดล้อมให้สูงขึ้นตามมาตรฐานสากลเพื่อ ปรับปรุงยกระดับคุณภาพชีวิตในที่ทำงานและในชีวิตประจำวันของผู้ใช้แรงงานและ ประชาชนให้สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมโดยรวม

เอกสาร ประกอบ

เอกสาร เพื่อการเผยแพร่ : ธงชาติไทยสามผืนในกระแสโลกาภิวัฒน์

 

สหายสิกขา

เยี่ยมเหมือนเคยครับ

Isoroku

ชอบอ่านบทความของอาจารย์ครับ

ประเทืองปัญญา

ขออนุญาตเอาไปเผยแพร่นะครับ

กมท

ขอบคุณอาจารย์พิชิต

ด้วยความเคารพครับ

icont

บทความนี้สื่อมวลชน ที่ต้องการให้

ประเทศพัฒนา ควรอย่างยิ่งที่นำไปเผย

แพร่ / ไม่เช่นนั้นประเทศเราก็ไม่ต่างไป

จากพม่า ซึ่งก็ใกล้เข้าไปทุกวันแล้ว.

คนดู

ขอชมเชยว่าอาจารย์วิเคราะห์ได้ดีมาก มีความเข้าใจประวัติศาสตร์และความปลี่ยนแปลงไปของโลกปัจจุบัน ไม่จมปลักกับอุดมการณ์จอมปลอม อาจารย์มาช่วยกู้หน้าธรรมศาสตร์ให้เห็นตกต่ำลงไปกว่านี้ สืบเนื่องจากการกระทำที่ไร้เดียงสาของอธิการบดีและอาจารย์บางส่วนที่ร้องขอ ม.7 ขอให้เขียนบทความดีๆ ออกมาเรื่อยๆ

คนดู

ขอแก้ คห. "มาช่วยกู้หน้าธรรมศาสตร์ไม่ให้ตกต่ำ"

เล่าไอ่

นาน ๆจะได้อ่านบทความจากนักวิชาการที่ไม่"ใส่" อัตตาตัวเองลงไป นับถือ ๆ

TJ

ขอให้บทความนี้แพร่ไปใวงกว้าง
ด้วยเถิด

อ.ต.

เยี่ยมเหมือนเคยค่ะ

ก้างตำคอ

โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง

คปค. ขอแถลงว่า บรรดา ราษฎรอาวุโส
รัฐบุรุษ รัฐสตรี ศจ. อจ. ดร. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย สุทธิชัย ขรรค์ชัย ตุ๋ย อย่าได้อ่าน บทความทุกบทความของ นายพิชิต นายวรเจตน์ ฯลฯ จำพวกปัญญาชนทางเลือก อย่างเด็ดขาด รวมถึงคำพูดของนาย ใจ หมอสันต์ หมอเหวง ครูประทีป ก็เช่นกัน ขอให้อ่าน ให้ฟัง จาก คุณอนันต์ คุณชวน หมอประเวศ คุณสุเมธ คุณไพบูลย์ คุณภิภพ คุณสุริยะใส คุณสมเกียรติ คุณสมศักดิ์ คุณสุวิทย์ คุณจำลอง และที่ต้องฟังอย่างยิ่งคือคุณสนธิ [emo18.gif][emo18.gif][emo18.gif]

ดี

เห็นด้วย เยี่ยมตรงประเด็นสุดไม่บิดเบือน แต่ไม่ได้ลงหนังสือพิมพ์ ออกทีวี เพราะคนละแนวทางกัน ขอบคุณอาจารย์มาก

SnowFlake

มธ.มีอาจารย์ิคิดได้ตกผลึกขนาดนี้เชียวหรือ ขอบคุณ

no coup

แล้วจะเห็นบทความที่แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาแบบนี้ตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือเปล่า ? ปกติเห็นอาจารย์เขียนที่กรุงเทพธุรกิจ ไม่รู้อ้ายหยุ่นจะใจกล้าให้ลงไหม

ความจริง

คปค น่าอ่าน บทความที่แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาแบบนี้ไว้ ว่าความคิดที่ควรรับรู้ และ ปชช กลุ่มหนึ่งยอมรับและรู้ความจริงนี้มากๆ

Good

ขออนุญาตอาจารย์ส่งเมล์ต่อให้เพื่อนๆครับ บทความวิเคราะห์ได้ดีมากครับ อยากให้คนที่มีใจเป็นกลางได้รับทราบ และให้ชาวกรุงเทพฯได้เปิดหูเปิดตามากขึ้น [emo1.gif]

คนมธ.

ชื่นชมในความเป็นนักวิชาการ และความกล้าหาญของอาจารย์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะการวิเคราะห์สังคมถึงราก ที่ยืนอยู่บนความเป็นจริงที่เลี่ยงไม่พ้น และมองความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นธรรม เข้าใจทั้งจุดอ่อน จุดแข็งของสรรพสิ่งที่เป็นอยู่
ชื่นชมยิ่งที่อาจารย์ไม่เป็นพวกโหนกระแสเหมือนอาจารย์และผู้บริหารหลายคนที่เป็นอยู่เวลานี

ป้าแม้น

อ่านแล้วโดนใจมาก ป้าจะระดมเพื่อนพ้อง ลูกหลาน มาช่วยแพร่ความคิดนี้ออกไป

ปากดีจัง

เก่งแต่ปาก แต่ทำไรไม่เป็น สมเพชมากในห้องปอเล็ก คน ทรท.เต็มเชีรยร์พิชิต ลิขิตฯ หลงตัว

ตุลานิรนาม

ต้องยอมรับว่าผู้เขียน(คุณพิชิต)เป็นนักเศรษฐศาสตร์สายเสรีนิยมที่ใช้สำนวนการเขียนและแนวคิดในการวิเคาระห์ของสายมากซ์ได้อย่างแนบเนียน เพื่อปกป้องลัทธิทุนนิยมผูกขาดของรัฐบาลทักษิณ
เหตุผลของผมสั้นๆก็คือ ความคิดเห็นของผู้เขียนไม่อาจเป็นจริงได้ ไม่ว่าในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต เพราะทุนนิยมเสรี มีความหมายว่า ปลาใหญ่กินปลาเล็ก คนเข้มแข็งเอาเปรียบคนอ่อนแอ ไม่เช่นนั้นคงไม่เกิดกรณีโกงภาษีรัฐ แล้วอ้างข้อกฎหมายเพื่อความชอบธรรม ซึ่งคนจนไม่มีโอกาสทำเช่นนั้นได้
ขอแสดงความเห็นสั้นๆเพียงแค่นี้ และกรุณาอย่าเหมาว่าผมเป็นพวกสนธินะครับ เพราะคนพันธุ์นั้นไม่มีราคาค่างวดสำหรับผม

หนุ่มทรนง

ขอบคุณอาจารย์มาก ขอให้อาจารย์เป็นตัวแทนของนักวิชาการฝ่ายดี ต่อสู้กับนักวิชาการสอพลอ จะได้สร้างความพลังการต่อสู้เพื่อความถูกต้องให้เก่ประชาชนต่อไป

ไทบ้าน

ดร.พิชิต เป็นตัวแทนนักวิชาการตัวจริงมีตรรกะทางความคิดไม่ได้เลื่อนลอยหรือจินตนาการเพ้อฝัน แต่เอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงมาโยงกับหลักวิชาการ ไม่ได้โจมตีว่าร้ายใคร อาจจะมีบ้างที่บุคคลบางกลุ่มอ่านแล้วเข้าตัวเองจะมีเคืองบ้าง อ่านทุกครั้งก็ประเทืองปัญญาได้ทุกทีทำให้คิดต่อยอดและเชื่อมโยงได้ ขอบคุณอาจารย์มาก ที่มีความคิดดีๆสู่สาธารณะชนเสมอๆ

เบื๊อก

@@ ประชาไทขอทำการปิดความคิดเห็นนี้ เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่เหมาะสม @@

ของจริง

[emo21.gif][emo21.gif][emo21.gif]
คุณความเห็นที่ยี่สิบ
การที่เดี๋ยวอ้างเสรีนิยมเดี๋ยวอ้างมากซ์น่ะเราเกือบจะยกย่องว่าคุณศึกษามาจริงแต่ไม่เนียนตรงที่จะกล่าวหาใครควรจะถ่องแท้มิใช่ใช้อวิชาเช่นนี้เราเวทนามากที่คุณมีอัตตาจนหลงลืมการคิดวิเคราะห์มีธงว่าทีกษิณไม่เสียภาษีก็เอาทุกทฤษฎีมาร้อยเรียงแบบแยกส่วนแล้วมากล่าวหาลอยๆๆ
งานนี้ไม่ต้องมากเอาแค่ความคิดที่เป็นวิทยาศาตร์มาจับก็ชัดแล้วว่าอะไรของจริงอะไรของปลอม
เจอกันวันที่ 14 ตุลานะจะได้รู้แจ้งเห็นจริง

เข็มทิศ

ขอขอบคุณ อาจารย์ พิชิต ที่ได้เขียนบทความนี้ และ วิเคราะห์ ได้อย่างชัดแจนและใช้ภาษาที่ ชนทั่วไปอ่านแล้วเข้าใจไม่ใช้ศัพย์แสงต่างด้าวที่เรียกกันอย่างโก้หรูว่าเป็นศัพย์ทางวิชาการ

สมัยกนึ่ง ในยุค ไอเอ็มเอฟ หรือ ยุคสัญญาทาส 17 ฉับ แบ็งชาติในขณะนั้น แค่อธิบาย เรื่อง ออนชอร์ กับ ออ๊ฟชอร์ มาตราการอัตราแลกเปลียนเงินตราระหว่างประเทศ ที่คนฟังแล้ว ยิ่งงง ยิ่งท่านผู้ใหญ๋ของบ้านเมือง ฟังแล้วได้แต่พยักหน้า แต่ไม่เข้าใจ ครั้นจะพูดว่าไม่เข้าใจก็ไม่ได้ เดี๊ยวจะ ถูกคนอื่นเขาหัวเลาะเอาว่า โง่ แต่ที่แน่ๆก็คือ ยิงฟัง ก็ ยิ่งโง่ เพราะ เป็นความต้องการของผู้บริหารแบ๊งชาติในขณะนั้น ไม่อยากให้ใครเขาเข้าใจ สงนความรุ้เหล้านั้นให้กับกลุ่มอาชีพแบ็งเกอร์ เท่านั้น

ที่สำคัญที่สุด สิ่งที่บทความนี้ฟันธงว่า มีการรวมตัวของ กลุ่มขุนนาง กลุ่มอภิสิทธ์ชน และกลุ่มทุนเก่า โดยมีกลุ่มชนชั้นกลาง เช่น นักวิชาการ สื่อ ผู้มีอิทธิพล เป็นขยวนการเตรียมยึดอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ และ ได้มีกลุ่มขุนทหารในกองทัพ ทำการฉีกรัฐธรรมนูญ ไปเรียบร้อยแล้ว ในคืน วันที่ 19 กันยายน

เด็กสันเย็น

เรียนคุณตุลานรินามที่นับถือ

ถ้าหากความเห็นอ.พิชิตไม่อาจเป็นจริงได้ไม่ว่าจะเป็นจากอดีต ปัจจุบันและในอนาคต ถ้าอย่างนั้นใน จินตภาพของคุณมันจะมีหลักการและความคิดชี้นำควรจะเป็นแบบไหน.

เราคงรับฟังกันได้กรณีที่คุณขมวดจุดยืนว่าที่แสดงความเห็นอย่างนี้ก็ไช่ว่าจะต้องเป็นพวกสนธิ และในทำนองเดียวกันแตก็น่าจะไตร่ตรองและอดกลั้นอีกนิด หากจะชี้ไปว่าความเห็นของอ.พิชิตเป็นไปเพื่อปกป้องทุนผูกขาดของรัฐบาลทักษิณ.

คิดว่านี่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่บรรดาผู้สนใจเรื่องบ้านเมืองเรื่องสังคมจะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันด้วยบรรยากาสของความมีวุฒิภาวะด้วยความเคารพต่อกัน.

หวังว่าคุณตุลานิรนามคงแวะมาพูดคุยกันอีกเป็นระยะๆ ขอบคุณ.

ชื่นชม

ชื่นชมอาจารย์จริงจริง ไม่เช่นนั้นรู้สึกหดหู่และเศร้ามาก กับการกระทำของพวกรับใช้เผด็จการเพื่อเห็นแก่ลาภยศ และผลประโยชน์ทั้งนั้นจนทำให้ประเทศในทุกวันนี้พังพินาศ

009

เห็นด้วยกับบทความ

M7

Aj Pichit, you are the genius. Please run for TU Rector position to strenghten TU ideology. Let^*s kick that fat ass Surapol out of the office. It^*s just truly waste of resources and ashame to keep that guy in TU.

คนไทยคนที่2

นับว่าพิชิตนั้นดวงตาเห็นธรรม และมองความเป็นจริงในสังคมทาสของไทยได้ชัดแจ้ง แต่อยากจะเพิ่มเติมในข้อธงสามผืนข้อที่ว่าชูธงประชาธิปไตย ถ้าหากเรศึกษาเรื่องเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์จะเห้นว่าในยุคกรุงศรีอยุธยาเมื่อผลัดแผ่นดินแต่ละครั้งมักจะมีการนองเลือดทำรัฐประหารโดยพวกที่อยากเป็นกษัตริย์ ตั้งแต่ยุคที่อยุธยายึดอำนาจจากสุโขทัยจนกระทั่งมาถึงปลายยุคสมัยเอกทัศฯตอนเสียกรุงครั้งที่2ใน2310
กษัตริย์ของยุคสมัยอยุธยา มีหลายพระองค์ที่ว่าจ้างกองทหารต่างด้าว มาเป็นกองกำลังที่ป้องกันการรัฐประหารรวมใช้ทำสงครามกับต่างอาณาจักร ดังจะเห็นได้จากยุคพระนเรศวร และที่ชัดเจนที่สุดนั่นคือยุคของพระนารายณ์ ที่ใช้กองกำลังต่างด้าวเช่นกองทหารญี่ปุ่น กองทหารรับจ้างโปรตุเกต เพื่อที่จะใช้ป้องกันการรัฐประหาร และมันได้ผล
และจากประวัติศาสตร์ไทยเช่นเดียวกันตั้งแต่ยุคโบราณแทบจะกล่าวได้ว่าทหารไทยนั้น ไม่ได้ทำตัวที่ปกปักรักษาหรือรับใช้ประชาชนไทยหรือประชาชนสยามแต่อย่างใด แต่ทว่ากลับทำตัวเป็นนายของประชาชนหรือรับใช้ชนกลุ่มน้อยที่มักส่วนใหญ่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยนี่คือความจริงที่เกิดขึ้นในประเทศนี้
มันเป็นไปได้หรือไม่ ที่ในอนาคตเพื่อที่จะป้องกันผู้ที่จะมาล้มล้างระบอบประชาธิปไตย เราจำเป็นที่จะต้องมีกองกำลังต่างด้าว ที่ไม่จำเป็นต้องมากแต่ให้ขึ้นตรงต่อรัฐสภา เพื่อที่จะคอยต่อต้านการรัฐประหารโดยพวกทหาร ถ้าหากจะไม่ใช้กองกำลังต่างด้าว อาจใช้ ประชาชนไทยนี่แหละ ที่ต้องไม่ใช่ทหารประจำการหรือตำรวจประจำการ(เพราะคนสองกลุ่มพวกนี้ทุกครั้งได้พิสูจน์แล้ววว่าล้วนอยู่ตรงข้ามกับประชาชนและประชาธิปไตยมาตลอด) มาสมัครและทำหน้าที่เป็นกองกำลังป้องกันรัฐธรรมนูญระบอบประชาธิปไตย กองกำลังเหล่านี้ ไม่ต้องมีจำนวนมากแค่2กองพันพอแล้ว แต่ต้องเป็นมืออาชีพที่พร้อมที่จะป้องกันรัฐสภาและรัฐธรรมนูญเอาไว้
บทเรียนนี้ได้มาจากประเทศอังกฤษในยุคของโอลิเวอร์ครอมเวลล์และพระเจ้าเจมส์ ซึ่งถ้าหากรัฐสภาของอังกฤษยุคนั้นไม่ได้กองกำลังของโอลิเวอร์ครอมเวลล์ช่วยเอาไว้ อังกฤษก็น่าจะไม่เป็นประชาธิปไตยดังเช่นทุกวันนี้
ขนาดองค์สันตปาปาในวาติกัน ก็ยังมีทหารรับจ้างสวิสมาทำหน้าที่ป้องกัน
ดังนั้นเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ผิด เพราะในเมื่อเราไม่อาจอาศัยข้าราชการเช่นพวกทหารและตำรวจได้
จำเป็นที่จะต้องใส่กฏหมายข้อนี้ลงในกฏหมายรัฐธรรมนูญ นั่นคือต้องมีกองกำลังพิทักษ์รัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยของปวงชนและต้องระบุเจาะจงลงไปด้วยว่าต้องไม่ใช่มาจากข้าราชการประจำเช่นทหารและตำรวจ เหตุที่ต้องทำเช่นนี้ก้เพื่อการคานอำนาจและเป็นการประกันสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย

อ้วน

เรื่องของสยามพารากอน ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดทั้งผู้ยั่วยุให้เกิด เป็นเกมที่อีกฝ่ายพยายามให้เกิดความรุนแรง แน่นอนสองฝ่ายชนเกิดการปะทะแน่ รวมถึงการที่ฝ่ายประท้วงที่สนามหลวงปิดล้อม ทำร้ายผู้สื่อข่าวไอทีวี หรือแม้กระทั้งอดีตนักมวยแชมป์โลก ถูกล้อมจะทำร้ายจากกลุ่มไล่รัฐบาลที่สนามหลวงเช่นกัน เป็นเกมที่น่าเศร้าใจ และรู้กันอยู่ให้พยายามให้เกิด และตัวละครฝ่ายต้านก็คือคนเดิมๆ ที่เห็นกันมาแล้วในหลายสถานที่ แต่เหนืออื่นใด คนที่สนับสนุนรัฐบาล ไม่สามารถแสดงออกได้ ซึ่งชี้ถึงการรักความสงบ สันติกว่าอีกฝ่าย ที่แสดงถึงการยั่วยุ จนสุดท้ายนำมาซึ่งกำลังทหาร คุณจะให้ชาวบ้านจะไปเรียกร้องอะไรคับ สิทธิ์ที่เขามี สิทธิ์เขาคิดว่าเทียบเท่าคนอื่นในประเทศยังไม่ได้รับการให้ความเคารพ สิทธิ์ที่มีเพียง 1 เสียงยังถูกปล้นไปได้ คุณจะให้เขาไปเรียกร้องกับกลุ่มที่ปักธงกับพวกเขาว่าโง่ อย่างงั้น โง่อย่างนี้ กด เหยียบแม้กระทั่งการตัดสินใจของเขา ซึ่งพึงมีในระบอบประชาธิปไตย เมื่อกลุ่มผู้คิดว่าเป็นปัญญาชน น้อยกว่าก็เรียกร้องหาผู้อุปถัม เพื่อชัยชนะที่วนเวียนอยู่อย่างนี้ร้ำไป และเข้ามาพยายามดึงสิทธิ์ที่เขามีกลับไปสู่พวกตน สิทธิ์พื้นฐานที่เขาพึงมี โดยหาว่าเป็นประชานิยม ฝ่ายต้านชอบอะไรที่ไม่เป็นประชานิยมเหรอ การสอนคนให้ประหยัดควรสอนพวกคนชั้นสูงมากกว่า สร้างหนี้สูญแต่ละทีเป็นหมื่น เป็นแสนล้าน คนจนๆ กับสิทธิ์ที่มี แม้จะมีคนที่ทำหนี้สูญก็ไม่สามารถเทียบเท่าได้กับคนชั้นที่เรียกว่าปัญญาชนชั้นสูงได้เลย คุณจะบอกว่าจะมอบสิ่งเหล่านี้ให้คนชั้นล่างเองเมื่อประเทศพร้อม เศร้ามั้ย คนเหล่านี้จะรออีกกี่ปี กี่ชาติคับ ถึงได้รับการเหลียวแลจากผู้มีปัญญาทั้งหลาย [emo15.gif]

TJ

คุณคนไทยคนที่2 น่ารับฟังมาก

ธ้ฟร

เห็นด้วยกับความเห็นที่30 เราควรจะมีกองกำลังพิทักษ์รัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย ที่ขึ้นโดยตรงกับนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น

HH

ตามกระแสอีกแล้วครับท่าน....ก่อนหน้านี้เชียแต่โลกาภิวัตน์อย่างเดียว เปิดเสรีทุกประตู เคยเขียนให้ยอมรับระบบทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ

พอทักษิณไปแล้ว มาตอนนี้มีการพูดถึงความเป็นธรรมเป็นด้วยแฮะ ไม่ทุเรศตัวเองก็แล้วไป

2499

[emo12.gif][emo12.gif][emo12.gif]

วิทยา ส.

ว่างๆจะมาเล่นด้วยครับ [emo1.gif]

222

เปนบทความที่ดีมาก ผมขออนุญาตอาจารย์เอาไปเผ่ยแพร่นะครับ และผมเห็นดว้ยกลับคุณ คนไทยคนที่ 2 ครับ และคนชอบรัฐประหาร ก็อย่ามาโพสเพราะมันผิดคำสั่ง ค ป ค นะครับ

กิตติ

อาจารย์พิชิต ยอดเยี่ยมมากครับ ผมเห็นการวิเคราะห์ของอาจารย์ที่ตรงไปตรงมา และมีเหตุผล ไม่เหมือนกับนักวิชาการท่านอื่นๆในมหาวิทยาลัยเดียวกับท่าน ที่ไม่เป็นกลาง เอียงกะเท่เร่ อยู่หลายคน เป็นส่วนใหญ่ซะด้วยสิ ขอให้กำลังใจอาจารย์พิชิตครับ

yadam

คห 30 เป็นข้อคิดที่น่าสนใจมากนะ
เมื่อไรที่นักวิชาการที่โลกทัศน์กว้างอย่าง อจ พิชิต ได้มีบทบาทในวงกว้างเราคงจะพอมองเห็นแสงสว่างของประทศไทยสักที

pp

ดีมากคะ [emo29.gif]

เชื่อก็ฟาย

มหาอมตะนวนิยายพาฝัน

โซเชียลเดมอคคราซี่

ความคิดรับลูกจากกลุ่มนีโอคอนของบุชกะแบลร์มาทั้ง
ดุ้น มีแนวโน้มจบแบบเผด็จการทุนนิยม
ปชต. กับ ทุนนิยมเสรี ไม่มีทางเข้ากันได้
เหมือนน้ำกับน้ำมัน ว่าง่ายๆ ปลายทางทุนนิยมเสรีคือ...
ปลายทางปชป.คือ...
แค่นี้ก็น่าจะเห็นแล้วว่ามันขัดกัน
เขียนได้เป็นตุเป็นตะ มีแต่บรรดาศิษย์เก่าทรท.
ที่หน้ามืดตามัวชื่นชม เหมือนพวกกระหายน้ำ
ควานหาโอเอซิส แล้วก็เจอความชอบธรรมของระบอบทักสินจากบทความนี้

บุญถึง

อยากได้คิด แบ่งฝ่ายเลย เพราะสายตาเห็นธรรมมีเยอะ ผม 21 อ่านมากๆ ก็เริ่มเห็นธรรม ขอบคุณ ที่มรดกลุงหนวดตกทอดมารุ่นต่อรุ่น ถึงแม้นจะเริ่มจางหาย แต่ไม่เคยลบเลือน จุ๊บๆ

โปรยฝน

ชมกันจัง พอมีคนที่คิดต่างก็ถูกตีเหมาว่าเป็นพวกคปค. พวกสนธิ ลิ้ม หรือไม่ก็ทักษิณ เห็นแล้วอนาถใจ พอมีคนพูดโดนในก็เชียร์ พูดไม่ตรงกับที่ตัวเองคิดก็ด่า ยิ่งพวกเป็นกลางและตัวดีพร้อมที่จะเป็นพวกใครก็ได้ เราไม่ได้ฝันกลางวันแต่อยู่ในความเป็นจริง ในโลกความจริง (แต่เป็นโลกความจริงที่ถูกสร้างขึ้นจากผู้ที่มีอำนาจ) หรือเราจะยอมจำนนกับความจริงที่ถูกสร้างขึ้น หรือเราจะมานั่งฝันกลางวัน หรือเราจะเป็นผู้สร้างโลกความเป็นจริงขึ้นมาเอง โลกที่ไร้ชนชั้น ไร้การกดขี่ โลกที่ไร้ระบบทุน เราจะสร้างโลกแบบนี้ขึ้นมาได้มั๊ย เราเชื่อในโลกแบบนี้หรือเปล่า หรือเราชอบโลกใบเก่าๆ กับกลุ่มอำนาจเดิมๆไม่กี่กลุ่ม
....จากคนรู้น้อยเรียนน้อย....

pee

เป็นบทความที่น่าสนใจเพราะอย่างน้อยก็ช่วยไม่คนบอดใบ้ทางปัญญาและภาวะจิต ความคิดย่อมมีผิดมีถูกแต่ผู้อ่านก็น่าจะคิดได้ด้วยปัญญา ขอบคุณที่มีสิ่งที่ดีๆให้ได้อ่านค่ะ [emo6.gif]

kat

Thank you for your article. This will help to give us more idea and point of view. I believe that many Thais are excellent and realize what happen now. This is the best way to help protecting our own soul.

ไทยยังรักไทย

แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจถึงยุคการเปลี่ยนแปลงแห่งกระแสโลกาภิวัฒน์ที่เป็นจริง
แม้บางส่วนเราจะไม่เห็นด้วยกลับระบบแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ แต่เราก็จำเป็นต้องเรียนรู้และตามมันให้ทัน
ใครหรือกลุ่มใดก็ตามยังมัวยึดมั่นอยู่กับระบอบเก่าๆจงระวังจะตกขอบโลกที่ตัวเองยังเข้าใจว่าแบนอยู่

เด็กช่าง

แจ๋วจิงๆ ครับอาจารย์ นับถือๆ อย่างว่าไปอ่านบทความ ของอาจารย์อีกคน อ.ธีรยุทธ แล้วว้าเหว่ เพ้อฝัน ไม่อยู่ในโลกแห่งความจริง พวกผมเรียกกลุ่มนี้ว่า อ้ายเด็กเกรด 1.5 คือตอนเด็กน่ะ ไม่มีปัญญาเอ็นติดคณะดีๆ พวกวิศวะ แพทย์ สถาปํตย์ ต้องไปได้คณะรองๆลงไป ทำให้เกิดปมด้อยตั้งแต่เด็ก ต้องเป็นชนชั้นสองตลอดการศึกษา พอต่อมามีอำนาจวาสนา ได้มาออกกฏหมาย มาบริหารบ้านเมือง มีอำนาจขึ้นมาก็จะขอใช้เพื่อตอบสนองปมด้อยของตนเอง ที่ต้องเป็นรองอยู่ตลอด

ไทไม่ใชทาส

คปค และนักวิชาการปัญญาทาสอ่านแล้ววิเคราะห์หน่อย อยากให้ลูกหลานเป็นไททางปัญญาหรือเป็นทาสในกะลาต่อไป

นิตยา

คห 20 ครับ คุณคิดว่าระบอบศักดินาและขุนศึกไม่คอรัปชั่นหรือครับ เขาคอรัปแบบไม่มีใครกล้าตอแยตรวจสอบ หรือคุณกล้า? คุณกล้าโวยวายเพราะทุนนิยมไม่มีปืน มีแต่ทุน ต่างกับศักดินาที่กดหัวคุณมาตั้งแต่บรรพบุรุษจนเกิดเป็นความชอบธรรม เป็นมงคลอย่างสูงที่ได้เป็นไพร่ขี้ข้า หรือคุณว่าไง? คิด คิด คิด แล้วค่อยมาว่ากัน

non-yellow movement

ระบอบทักษิณ corrupt แต่ก็ถูกตรวจสอบกระจุย แต่ระบอบอะไรมิทราบ กรรโชกทรัพย์คนอื่นไปทั่ว เขาอิดออดก็ต้องมีอันเป็นไป

แล้วยังอุตส่าห์ไปหลงกล cheap trick อีก prick!

อาฟ

.......................ปฏิญญาหนุ่มสาว..............
เราคนรุ่นใหม่ถึงใหม่ล่าสุด....อยากจะบอก พี่ป้าน้าอา คนเดือนตุลาว่า
.......เราเชื่อในสิ่งที่เห็น และทำในสิ่งทีเชื่อ.....ในรุ่นเรา
---เราเห็นทหารที่นิ่ง กลัว(การถูกประณามว่าเผด็จการ) จนเราต้องประชด ด้วยวลี "หลับเถิดทหารกล้า ปวงประชาจะคุ้มภัย"
---เราไม่เห็นท๊อปบูททมิฬ แต่เราเห็น การ"กระทืบ ทุบตี เด็ก สตรี คนชรา และผู้มีความเห็นแตกต่าง" กลางห้างใหญ่สองห้างในเวลาใกล้กัน โดยนายทุนUpree ที่อ้างประชาธิปไตย เราเห็นการอุ้ม"ทนายสมชาย" เราได้ยินเรื่องการฆ่า "เจริญ วัดอักษร"
..............เราเชื่อในสิ่งที่เราเห็น เราจะทำในสิ่งที่เราเชื่อ ประวัติศาสตร์ที่ท่านผ่าน เป็นเรื่องของท่านที่จะชำระกันเอง เรายินดีสนับสนุน [emo5.gif] แต่อนาคต ของแผ่นดินนี้ ....เราขอกำหนดเองได้มั๊ย เพราะมันเป็นโลกของเรา...ทฤษฎีที่ท่านอ้างมา เราขอเลือกที่จะเชื่อ โดยเอาสิ่งที่เราเห็นมาตัดสินเอง........... เรามีทางเดินของเรา เราอยากมีชีวิตของเรา เรายินดีรับบทเรียน จากคนรุ่นก่อน แต่เราไม่ยินดีรับความแค้น ความพยาบาทจากคนรุ่นก่อน เรายินดีรับฟังทฤษฎีทุกบท แต่เราไม่ยินดี ยึดมันเป็นคัมภีร์ ที่โต้แย้งไม่ได้ ไม่ยืดหยุ่น
[emo18.gif]
........วางใจเราบ้างนะ "ตุลาชน" เพราะเราคือ "เยาว์ ที่รัก"ของคุณๆ

ศรศิลป์

ยังคงมีความหลงผิดที่สำคัญกันอยู่ในหมู่ปัญญาชนไทย
ความหลงผิดที่ว่านี้ก็คือ ชนชั้นกลางไทยเป็นกำลังหลักของระบอบประชาธิปไตยไทย
อันที่จริง ตั้งแต่การเข้าชิงอำนาจรัฐจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชของกษัตริย์ด้วยการปฏิวัติปี 2475 ที่เป็นความต่อเนื่องของการเกิดขึ้นและขยายตัวเติบใหญ่ของชนชั้นกลางไทยหลังการเปิดประเทศครั้งใหญ่ภายใต้สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ชนชั้นกลางไทยก็เพียงแต่ได้ทำการเก็บงานสถาปนารัฐชาติแบบใหม่ ซึ่งเริ่มต้นในรัชสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์(ร.4-ร.5-ร.6) ให้แล้วเสร็จลง
ส่วนด้านอำนาจปกครอง ชนชั้นกลางรุ่นใหม่ซึ่งส่วนใหญ่ในเวลานั้นอยู่ในระบบราชการก็เข้าทำการเผด็จอำนาจแทนสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยหาได้จัดตั้งและปลุกระดมชนชั้นล่างกรรมกร-ชาวนาขึ้นสู่ฐานะปกครองแต่อย่างใด
ในที่สุด ขบวนปฏิวัติปี 2475 ก็แตกแยกออกเป็นสองปีกและต่อสู้ทำลายกันเอง จนทั้งสองปีกถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงหลังการรัฐประหารที่ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดของกลุ่มกษัตริย์นิยมกับคณะทหารสฤษดิ์-ถนอม-ประภาส ก่อนย่างสู่สมัยกึ่งพุทธกาล
ความแตกแยกระหว่างคณะทหารถนอม-ประภาส-ณรงค์(ที่สืบทอดอำนาจจากยุคสฤษดิ์)กับกลุ่มกษัตริย์นิยม ตลอดจนความขัดแย้งภายในคณะทหารเองได้เปิดทางให้แก่ Uprising ของชนชั้นกลางใหม่ยุคเบบี้บูมของไทยที่เกิดขึ้นและขยายตัวอย่างรวดเร็ว หลังการสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่และการเปิดประเทศขั้นใหม่ในยุคแผนพัฒนาฯ และการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากการอัดฉีดของสหรัฐฯ เพื่อใช้ไทยเป็นฐานทัพสำคัญในสงครามอินโดจีน
การลุกฮือ 14 ตุลา 16 เริ่มในปริมณฑลนักศึกษาและนักเรียน ซึ่งได้รับอิทธิพลจากกระแสการลุกขึ้นสู้ในทศวรรษ 1960ของนักศึกษาและปัญญาชนในอเมริกาและยุโรปที่คัดค้านจักรวรรดินิยมอเมริกาและสงครามอินโดจีน การลุกขึ้นสู้ของนักเรียนนักศึกษาไทยครั้งนั้นได้รับการสนับสนุนทั้งทางแจ้งและทางลับทั้งจากกลุ่มทหารฝ่ายตรงข้ามถนอม-ประภาส-ณรงค์และกลุ่มกษัตริย์นิยม ซึ่งนำไปสู่การปะทะกันบนท้องถนนราชดำเนิน 2 วัน 2 คืน และจบลงด้วยการรัฐประหารภายในชนชั้นปกครอง และการร่วมมือกันระหว่างคณะทหาร(ภายใต้การนำของกฤษดิ์ สีวะรา)กับกลุ่มกษัตริย์นิยมจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวสัญญา ธรรมศักดิ์(องคมนตรี) ซึ่งเป็นการเริ่มผงาดขึ้นอย่างเป็นทางการของสิ่งที่เรียกกันว่า "การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข" ซึ่งได้รับการพัฒนาและวางรากฐานมาอย่างแข็งแรงต่อเนื่อง นับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2490
ชนชั้นกลางไทยที่ขยายใหญ่โตหลังการพัฒนาเศรษฐกิจนี้ แม้จะเข้าร่วมการลุกฮือ 14 ตุลา 16 ในเบื้องต้น แต่หลังจากขบวนนักเรียนนักศึกษาหัวก้าวหน้าได้เข้าประสานกับกรรมกร-ชาวนา ชนชั้นกลางส่วนใหญ่ก็ได้เข้าสู่ร่มธงของขบวนอนุรักษ์นิยมไทย ซึ่งแย่งชิงการนำกันระหว่างคณะทหารและกลุ่มกษัตริย์นิยม
ในที่สุด ขบวนอนุรักษ์นิยมไทยก็แย่งชิงกันนำการสังหารหมู่และรัฐประหารนองเลือด 6 ตุลา 19 โดยกลุ่มกษัตริย์นิยมตัดหน้าจัดตั้งและนำการสังหารหมู่ในตอนเช้า แต่คณะทหารชิงทำรัฐประหารในเวลาถัดมา และหลังจากนั้นก็ร่วมมือกันจัดตั้งคณะรัฐบาลเนื้อหอยธานินทร์ กรัยวิเชียร(องคมนตรี) โดยมีคณะทหารเป็นเปลือกหอย
จะเห็นได้ว่า ชนชั้นกลางไทยส่วนใหญ่ไม่ได้มีสถานะเป็นพลังการเมืองประชาธิปไตยอิสระแต่อย่างใด และความโน้มเอียงของชนชั้นนี้ในประวัติศาสตร์ไทยก็มักทำหน้าที่แค่เพียงลูกหาบที่คอยแหนแห่ระบอบเผด็จการแบบใดแบบหนึ่ง ภายใต้ร่มธงของขบวนอนุรักษ์นิยมไทย ชนชั้นกลางไทยนี้แหละที่ไปโห่ร้องอย่างปราโมทย์ให้กับการฆ่าหมู่เยาวชนหน้าธรรมศาสตร์เมื่อ 6 ตุลา 19 และเป็นกำลังใจอย่างท่วมท้นทั่วประเทศให้แก่กลุ่มฆาตรกรบ้าคลั่งของพวกกษัตริย์นิยม และอ้าแขนรับอย่างคลั่งไคล้ในสิ่งที่เรียกว่า "การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข"
จึงไม่น่าประหลาดใจเลย ที่พวกเขากลับมาทำหน้าที่รองมือรองตีนให้กับการรัฐประหารที่ร่วมดำเนินการกันอีกครั้งระหว่างคณะทหารและพวกกษัตริย์นิยมเมื่อ 19 กันยา 49
มันจะแปลกอะไรเล่า มันก็แค่ทำสิ่งที่เคยทำมาอย่างยาวนานในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของไทย ทำไมพวกเขาจะต้องลุกขึ้นมายืนเป็นชนชั้นโดยตัวเองอีกเล่า ในเมื่อหน้าที่คอยรองมือรองตีนของพวกเขายังเป็นที่ต้องการอยู่เสมอ และแนวหน้าของพวกเขาก็มักได้รับรางวัลและเลือกเลื่อนเข้าไปอยู่ร่วมในแวดวงอีลิทของขบวนอนุรักษ์นิยมไทยเสมอ และผลประโยชน์ของพวกเขาก็มักได้รับการเหลียวแลตามสมควร อันเนื่องมาจากการเป็นชนชั้นที่ฉลาดและมีการศึกษา สามารถเข้าใจใน "ทฤษฎีฟอกถ่าน" ทั้งทางการเมืองเศรษฐกิจสังคมที่เผยแพร่กันท่วมท้นในทุกวันนี้ได้อย่างรวดเร็ว ไม่เหมือนชนชั้นล่างส่วนใหญ่ที่ถูกขบวนการอนุรักษ์นิยมได้ดูหมิ่นว่าเป็น "ควาย 19 ล้านตัว" ซึ่งไปหลงไหลได้ปลื้มกับแนวนโยบายของกลุ่มทุนไทยรักไทย และไปติดตามร่มธงของมัน
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเบื้องหน้าจะไม่นองเลือดอีกครั้ง เพราะชนชั้นกลางไทยส่วนใหญ่ที่ถูกปลุกเร้าอย่างบ้าคลั่งในกระแส กำลังรอวันเวลาที่ขบวนอนุรักษ์นิยมไทยจะจุดชนวนการสังหารหมู่อีกครั้งเช่นที่เคยทำมาในอดีต
เพื่อสร้างภัยสยดสยองเป็นการสั่งสอนให้พลังการเปลี่ยนแปลงทางสังคมใดๆ ทั้งปวง ไม่ว่าในวันนี้หรือในภายหน้า ได้ตระหนักเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า "ชาติไทยนี้เป็นของผู้ใด"
สำหรับหนู "อาฟ" ความเห็น 52 หากคิดจะมาแบกรับโลก ก็ควรต้องเข้าใจโลกอย่างที่มันเป็น อย่าแค่นอนฝันหวาน ดูหนังเกาหลี ตีสำนวน แต่กระโหลกกลวง และไม่ต้องมาอ้างใหม่อ้างเยาว์หรอก ไม่สำคัญหรอกอายุ สำคัญว่าคุณเดินใต้ร่มธงอะไร คุณหามแห่และรองมือรองตีนใคร

ศรศิลป์

ประกาศ ประกาศ
ตามหา "สาวริมปิง"
คุณอยู่ที่ไหน คุณเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการรัฐประหารของคณะกองขี้หมา Military Junta และ "ขอทานบรรดาศักดิ์" แล้วหรือยัง คุณยังจะเป็นงัวงานให้ไอ้พวกฆาตกรเสียสติ 6 ตุลา 19 อีกหรือเปล่า คุณยังดูถูกการตัดสินใจทางการเมืองของมหาชนคนจนทั้งในเมืองและชนบทว่าโง่เง่า อย่างที่พวกนักปราชญ์ของพวกผู้ดีอภิชนเทวดาเผยแพร่โลกทรรศน์ของพวกมันอยู่อีกหรือเปล่า
คุณรจนากลอนใหม่ๆ หรือยัง ผมรออ่านอยู่ และคิดถึงอหังการ์กวีของคุณเสมอ

369

ผลงานการเขียน เยี่ยม [emo12.gif]

Pech

Great !!!!!!

^*^*^*^*^*

ผมเองเป็นศิษย์เก่า คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซ้ำร้ายยังเคยเป็นศิษย์ในที่ปรึกษาของ รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์เสียด้วย

บอกได้คำเดียวว่าอายโคดๆ ทำไมอดีตอาจารย์ที่ปรึกษาผม ทำตัวไร้ค่าเช่นนี้ ถึงไม่อายผม ก็น่าจะอายลูกศิษย์คนอื่นๆบ้าง

อยากรู้จังว่าอาจารย์พิชิตจะเดินในคณะได้ไง ไม่ถูกมองเป็นตัวประหลาดไปแล้วเหรอ ในเมื่อประชาคมธรรมศาสตร์ล้วนแต่ยืนหยัดอยู่เคียงข้างความถูกต้องเสมอมา

ยิ่งพูดก็ยิ่งอาย ผมเองก็ยอมรับว่าเคยเลือกพรรคไทยรักไทยในครั้งที่ได้รับเลือกตั้งในสมัยแรก และก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในตอนนั้น พี่น้องเพื่อนฝูงหรือแม้แต่อาจารย์ในคณะเอง จำนวนไม่น้อยก็ชื่นชอบ พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ด้วยความหวังที่ว่าอดีตนายกผู้นี้จะนำพาเศรษฐกิจไทยให้เจริญรุดหน้า

แต่พออดีตนายกฯท่านนี้ได้มาบริหารราชการแผ่นดิน ก็ปรากฏจนสิ้นสงสัยแล้วว่า ท่านทำทุกอย่างเพื่อธุรกิจครอบครัว เพื่อผลประโยชน์ของพวกพ้อง พี่น้องเพื่อนฝูง หาได้คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนคนส่วนใหญ่ในชาติไม่

ประชาคมธรรมศาสตร์จำนวนไม่น้อยจึงได้กลับใจ จากที่เคยสนับสนุนท่านมาเป็นต่อต้านท่านอดีตนายกท่านนี้ แล้วเหตุไฉน อดีตอาจารย์ที่ปรึกษาผมท่านนี้ จึงยังหลงมัวเมาอยู่อีกเล่า

หรือการที่อาจารย์สู้อุตส่าห์จบจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์นั้น ไม่ได้ช่วยให้อาจารย์สามารถพิเคราะห์ได้เลย ว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดผิด เห็นแล้วน่าอนาถใจยิ่งนัก

ผมยอมรับจริงๆว่าผมเสียใจมากที่เคยชื่นชมในตัวอาจารย์ แต่หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ผมคงต้องเปลี่ยนความคิดซะใหม่ ผมคงไม่กล้าบอกใครต่อใครอีก ว่าผมเคยเป็นลูกศิษย์ในที่ปรึกษาของอาจารย์

ผมหวังว่าอาจารย์คงจะได้มีโอกาสมาอ่านความเห็นของผม ด้วยปัญญาอันน้อยนิดของผม ผมคงไม่บังอาจไปชี้นำอาจารย์ว่าควรจะวางตัวเช่นไร แต่ก็หวังว่าอาจารย์คงจะสามารถตรึกตรองได้เอง ว่าสิ่งที่อาจารย์กำลังทำอยู่นั้น เป็นสิ่งที่สมควรแล้วหรือไม่