สถานการณ์ผู้ลี้ภัยบ้านหนองบัว อ.ท่าสองยาง จ.ตาก : ฤาหญ้าแพรกจะแหลกลง

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

คืนวันที่ 26 ม.ค. 2553 ขณะที่ฉันเขียนบทความนี้ ศูนย์ข่าวของคนชายขอบรายงานว่าผลประชุมเป็นไปในทางบวก ทหารไทยให้สัมภาษณ์ว่าจะไม่มีการส่งกลับผู้ลี้ภัยหากไม่สมัครใจ แต่ทหารจะเป็นผู้สัมภาษณ์ความสมัครใจนั้นเอง

ตั้งแต่ เด็กจนโต ฉันเชื่ออย่างฝังหัวว่าหญ้าแพรกคือสัญลักษณ์ของความอดทน แม้แดดจะร้อนดินจะระแหง หญ้าแพรกก็ยังหยั่งรากลึกเพื่อดำรงชีพ ขอเพียงที่ว่างเพียงฝ่ามือ และน้ำฝนเพียงน้อยนิด หญ้าแพรกก็จะชูใบเขียวและเติบโตโดยไม่ร้องของปัจจัยอื่นใด

ภาพของหญ้าแพรกปรากฏในห่วงคำนึงของฉันอีกครั้งเมื่อเส้นทางชีวิตพาฉันพาน พบกับเพื่อนผู้ลี้ภัย ถึงแม้ฉันจะไม่รู้จักกับพวกเขาเหล่านั้นเป็นการส่วนตัว ฉันก็สัมผัสได้ถึงสิ่งเปราะบางอันล้ำค่า ที่ทุกคนพยายามจะรักษาไว้... "ชีวิต"

การลี้ภัยจากการประหัตประหารเพื่อรักษาไว้ซึ่งชีวิตของตน คงไม่ต่างอะไรกับหญ้าแพรกที่พยายามแทรกตัวขึ้นบนแผ่นดิน เพื่อนผู้ลี้ภัยต่างต้องอดทน อดกลั้น เพื่อดำรงชีวิตอยู่บนแผ่นดินที่ไม่อาจจะเรียกได้ว่าบ้าน บ้างโดนเหยียบหยาม บ้างโดนถูกคุกคามข่มขู่ หนักเข้าก็ถูกทำร้ายทารุณกรรม จนหลายชีวิตไม่มีโอกาสได้ให้แผ่นดินแม่กลบหน้า ในเมื่อเจ้าบ้านไม่ต้อนรับ เหตุใดพวกเขายังต้องทนอยู่ อยู่อย่างอดทน

ลองถามตัวคุณเองสิ หากบ้านของคุณไฟไหม้ คุณจะยอมนอนกลางลมหนาวที่บาดเนื้อ หรือจะยอมมอดไหม้ในกองเพลิง

ต้นเดือนมิถุนายน 2552  เด็กๆ และชาวบ้านจากหมู่บ้านบ้านเล่อป่อเฮอ และใกล้เคียง ลี้ภัยมายังฝั่งประเทศไทย  ครูผู้หญิงกางปีกปกป้องเด็กๆ ดั้นด้นข้ามน้ำเชียว มาสู่ที่ปลอดภัย แต่ความคิดคำนึงฉันล่องลอยไปไกลกว่านั้น กลิ่นดินปืนและคาวเลือดคลุ้งอยู่ในห้วงคิดจนคลื่นเหียน และสิ่งที่ฉันไม่อยากคิดถึงที่สุดคือเสียงร้องไห้อย่างหวาดผวาของชีวิตน้อยๆ เหล่านั้น

ก่อนจะถึงบรรทัดสุดท้ายของบทความ ฉันภาวนากับพระเป็นเจ้าของทุกศาสนาที่รู้จัก เพื่อบทสรุปของบทความนั้นจะเป็นอย่างที่ฉันคิด... และก็เป็นอย่างนั้น เด็กและชาวบ้านข้ามมายังบ้านหนองบัว ประเทศไทย อย่างปลอดภัย ..หญ้าแพรกกอใหม่แทรกดินขึ้นมาอีกแล้วสินะ

วันและเดือนผ่านไป การรับรู้เรื่องราวของชาวเล่อป่อเฮอบนแผ่นดินไทย เริ่มเลือนหายไปจากความคิดประจำวันของฉัน ถึงแม้บางครั้งจะมีข่าวแว่วมาว่าพวกเขาต้องใช้ชีวิตยากลำบากเสียยิ่งกว่าผู้ ลี้ภัยในค่ายอื่น ๆที่ตั้งอยู่นานแล้ว เด็กๆ ต้องนั่งเรียนใต้ต้นไม้และตามบ้านเพราะไม่ได้รับอนุญาตให้ซ่อมแซมหลังคา โรงเรียน แต่นั้นก็ยังดีกว่าการถูกประหัตประหารบนแผ่นดินแม่มิใช่หรือและสิ่งที่ทำให้ ฉันเสียใจที่สุด ก็คือการวางใจในสถานการณ์ที่เป็นอยู่เกินไป เมื่อข่าวการส่งกลับผู้ลี้ภัยที่บ้านหนองบัวกระทบโสตประสาท ต้องยอมรับว่าฉันจิตตก พยายามเสพข่าวสารทุกช่องทาง แต่ดูเหมือนว่าเรื่องราวของคนตัวเล็ก จะด้อยค่าเกินไปสำหรับการนำเสนอผ่านสื่อ

มีเพียงศูนย์ข่าวที่นำเสนอเรื่องราวจากชายแดนผ่านทางอีเมล์แห่งเดียวเท่า นั้น ที่เป็นเหมือนด้ายขาวร้อยแก้วน้ำพลาสติกที่สองปลายเชือก เหมือนโทรศัพท์ที่เราประดิษฐ์เล่นในชั่วโมงเรียนวิทยาศาสตร์ ถึงแม้เสียงจะเบาแค่ไหน แต่เราก็อยากได้ยินเสียงจากปลายสายอยู่ดี

ศูนย์ข่าวรายงานถึงการประชุมเพื่อส่งกลับผู้ลี้ภัยบ้านหนองบัว ของทหารทั้งฝ่ายไทย DKBA, KNU และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ที่น่าเศร้าคือผู้ลี้ภัยมีโอกาสเพียงแค่เข้าไปนั่งรับฟังการประชุมด้วย ภาษาที่เขาไม่เข้าใจ ในครึ่งหลังของการประชุม หนำซ้ำยังมีข่าวลือจากเพื่อนบางคนว่าผู้ลี้ภัยถูกดึงเข้าไปเป็นเบี้ยบน กระดานหมากรุกการเมือง ฉันไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง มีเพียงประโยคเดียวที่แวบขึ้นมาในสำนึก "เมื่อช้างสองตัวชนกัน หญ้าแพรกก็แหลกลาญ" หญ้าแพรกเพื่อนฉัน...  พืชเล็ก ๆ ที่หนีร้อนมารอฝนบนแผ่นดินที่ได้ชื่อว่าชุ่มเย็นที่สุดในโลก แต่วันนี้เธอกลับต้องมาถูกเบียดบี้ด้วยตีนของช้างสองตัวที่รบรากันอย่างไม่ จบสิ้น หญ้าแพรกอาจจะทรหดและอดทน แต่เธอจะยืนยงอยู่ได้อีกนานเท่าไหร่ เมื่ออยู่ใต้ฝ่าเท้าที่แม้แต่ท่อนซุงยังทานน้ำหนักไม่ไหว ฤาคราวนี้... หญ้าแพรกจะต้องแหลกลง...

คืนวันที่ 26 มกราคม 2553 ขณะที่ฉันเขียนบทความนี้ ศูนย์ข่าวของคนชายขอบรายงานว่าผลประชุมเป็นไปในทางบวก ทหารไทยให้สัมภาษณ์ว่าจะไม่มีการส่งกลับผู้ลี้ภัยหากไม่สมัครใจ แต่ทหารจะเป็นผู้สัมภาษณ์ความสมัครใจนั้นเอง

ฉันวางข่าวลงแล้วหลับตา เริ่มเบื่อหน่ายกับสถานการณ์ที่ผกผันวันต่อวัน ราวกับน้ำขึ้นน้ำลง พรุ่งนี้สถานการณ์จะดีขึ้นหรือเลวลงจนถึงขีดสุด คงไม่มีใครคะเนได้ ฉันสะบัดความคิดที่ทำให้บอบช้ำออกจากสมอง ใต้เปลือกตาที่ปิดสนิด มีเพียงภาพหมู่บ้านที่สวยงามนามว่า เล่อป่อเฮอ  แน่ละฉันไม่เคยไปที่นั้น แต่ฉันเชื่อเหลือเกินว่าที่นั้นต้องสวยงามเพราะรอยยิ้มของเด็กๆ ที่ประดับประดาไปทั่ว

ฉันไม่รู้ว่าเพื่อนผู้ลี้ภัยจะได้กลับไปยังหมู่บ้านเล่อป่อเฮอที่สวยงาม หรือต้องใช้ชีวิตเยี่ยงแรงงานทาสในค่ายกักกัน ฉันได้แต่ภาวนาให้พวกเขา ทรหดอดทน อย่างหญ้าแพรก ที่ไม่ว่าจะถูกเหยียบย้ำบนดินผืนไหน พวกเขาจะชูใบเขียวชอุ่มได้อีกครั้ง... ฉันเริ่มสวดภาวนาต่อพระเป็นเจ้าในทุกศาสนาที่ฉันรู้จัก...

และแล้ว ข่าวก็มาว่า ทหารไปบอกเพื่อนผู้ลี้ภัยว่าเขาจะต้องกลับบ้านกันทุกคน จริงหรือไม่ ฉันยังไม่รู้ แต่ฉันหวังให้มีใครสักคน ช่วยเข้าไปตรวจสอบ และบอกฉันด้วย

ขณะนี้ ฉันจะภาวนา...

 

ที่มา: ประชาธรรมสถานีข่าวประชาชน

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์