นักวิชาการเสนอ "การชุมนุมนับแสนโดยสันติ : ข้อคิดและการจัดการ"

วันนี้ (9 มี.ค.) สำนักข่าวประชาธรรมรายงานว่า ที่ห้องประชุมคณะนิเทศศาสตร์ ม.พายัพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ สถาบันศาสนา วัฒนธรรม และสันติภาพ และคณะนิเทศศาสตร์ ม.พายัพ จัดเสวนา หัวข้อ "การชุมนุมนับแสนโดยสันติ : ข้อคิดและการจัดการ" โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้แง่คิดเกี่ยวกับการชุมนุม ที่กำลังจะเกิดขึ้นช่วงกลางเดือน มี.ค.นี้ และให้ความเห็นการชุมนุมสันติวิถี เพื่อพัฒนาระบอบประชาธิปไตยในสังคมไทย ซึ่งมีนักศึกษา ประชาชนทั่วไป และสื่อมวลชน เข้าร่วมฟังเสวนาจำนวนหนึ่ง 

การเสวนาในครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่กลุ่ม นปช.ประกาศชุมนุมครั้งใหญ่ โดยระดมคนเสื้อแดงนับแสน เพื่อกดดันให้รัฐบาลยุบสภา ซึ่งทางผู้จัดการเสวนามีความเป็นห่วง ว่าจะเกิดการใช้ความรุนแรงจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ที่อาจก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน จึงจัดเสวนาให้ข้อคิดและการจัดการชุมนุมโดยสันติขึ้น เพื่อเสนอมุมมองต่อการชุมนุมในครั้งนี้ 

อ.มารค ตามไท อาจารย์สถาบันเพื่อการศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ม.พายัพ กล่าวว่า ก่อนจะพูดถึงการชุมนุมในครั้งนี้ เราต้องมาดูก่อนว่าการชุมนุมเพื่อประชาธิปไตยเป็นอย่างไร การชุมนุมเป็นมากกว่าการใช้สิทธิ เพราะสิทธิเราถูกบัญญัติด้วยกฎหมาย แต่เมื่อการใช้สิทธิในขั้นตอนปกติไม่ได้ผล เราก็ต้องชุมนุมกดดันสังคมเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ตามแนวคิดอุดมการณ์ของคนกลุ่มหนึ่ง เช่นการชุมนุมเรียกร้องสิทธิสตรีในระยะแรกนั้น เมื่อเรียกร้องให้ออกกฎหมายไม่ได้ผล จึงนำมาสู่การชุมนุมประท้วง จนเกิดการเปลี่ยนแปลงในระยะต่อมา 

อ.มารค กล่าวต่อว่า ในทางตรงกันข้าม การชุมนุมบางอย่างที่ทำให้เกิดความรุนแรง ทำให้การชุมนุมเพื่อประชาธิปไตย หมดความชอบธรรมลงโดยตัวผู้ชุมนุมเอง หรือรัฐ หรือ Agenda อื่นๆ ดังนั้น เราไม่ควรปฏิเสธการชุมนุม แต่ทำอย่างไรให้การชุมนุมเกิดผลโดยสันติ ซึ่งคิดว่ามีเงื่อนไขอยู่สองอย่างคือ 1.ในการชุมนุมต้องปลอดอาวุธที่ร้ายแรง เช่น ปืน หรือาวุธสงคราม ทั้งฝ่ายชุมนุมและฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะอาวุธเหล่านี้ สามารถสร้างความสูญเสียได้ภายในหนึ่งวินาที 2.ปล่อยให้มีการชุมนุมเพื่อพัฒนาระบอบประชาธิปไตย โดยไม่มองว่าการชุมนุมส่งผลกระทบอะไรแก่เราปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

คำ ผกา นักเขียน คอลัมนิสต์ กล่าวว่า สันติวิธีเกิดขึ้นในสังคมที่มีความยุติธรรม ถ้าไม่มี สันติวิธีไม่มีทางเกิด ความยุติธรรมเกิดในสังคมที่เป็นประชาธิปไตยอย่างปกติ สังคมไทยที่เป็นอยู่ตอนนี้คือสังคมที่ไม่ปกติ ความเป็นธรรมจึงไม่เกิด หรือสังคมเราไม่ เคยเป็นประชาธิปไตย หรือมีก็ในช่วงสั้น เพราะการเมืองเราถูกแทรกแซงจากสถาบันทหาร อมาตยา ฯลฯ อยู่ตลอดเวลา ดังนั้น เรื่องสันติวิธีเป็นสิ่งที่น่าคิดว่าจะใช้ไม่ได้กับสังคมที่ไม่เป็นประชาธิปไตยหรือเปล่า

อ.ณัฐกรณ์ วิทิตานนท์ นักวิชาการคณะนิติศาสตร์ ม.แม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า การชุมนุมของคนเสื้อแดง เริ่มต้นมาจากการต่อต้านรัฐธรรมนูญฉบับรัฐประหารปี 2550 โดย บก.ลายจุด จากนั้นก็ลุกลามแตกแขนงออกมาเป็นหลายกลุ่ม โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มคนที่ไม่เอารัฐประหารและไม่เอาทักษิณ 2.กลุ่มคนที่สนับสนุนคุณทักษิณ โดยขอให้ทุกอย่างย้อนกลับไปหลัง รัฐประหาร 2549 ใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 และยอมรับสถาบันจารีตเดิม แต่ให้อยู่เหนือการเมืองขึ้นไป ซึ่งตนเชื่อว่าคนกลุ่มมีเยอะ และจะเป็นกลุ่มผู้เข้าร่วมชุมนุมหลักในครั้งนี้  3. กลุ่มที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างโดยไม่ต้องการสถาบันจารีต ดังนั้นการมองคนเสื้อแดงไม่ควรมองอย่างเหมารวมว่าจะก่อให้เกิดความรุนแรง 

อ.ณัฐกรณ์ กล่าวต่อว่า การชุมนุมของคนเสื้อแดงในครั้งนี้ไม่ควรรีบร้อนหวังผล แต่เป็นสิ่งที่ควรอดทน เพราะได้ผ่านการต่อสู้จนจะถึงจุดแห่งการเปลี่ยนแปลง แม้การชุมนุมครั้งนี้จะไม่สามารถบรรลุผลได้ก็ตาม แต่สามารถชุมนุมครั้งต่อๆ ไปได้ จนกว่าจะบรรลุผล แม้การชุมนุมโดยสันติวิธีของไทย มักจะไม่ค่อยได้ผลเหมือนต่างประเทศก็ตามที

รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล นักวิชาการคณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่ กล่าวว่า วินาศกรรมและความรุนแรง เริ่มจะถูกทำให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการชุมนุมโดยรัฐบาล หรือกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วย พยายามทำให้การชุมนุม เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจของสังคม และหมดความชอบธรรมลง ซึ่งการชุมนุมนับแสนในครั้งนี้ จะทำโดยสันติวิธีได้ไหม ถ้ามองในมุมทฤษฎีกฎหมายของ จอห์น ลอว์ ที่ทำให้เราได้ข้อสังเกตว่า 1.ในประเทศที่มีความเป็นธรรมทางกฎหมายในระดับหนึ่ง (Nearly just society) มีแนวโน้มในการใช้สันติวิธีบ้าง เช่น ถ้าในพม่า ไม่มีความเป็นธรรมทางกฎหมาย ความรุนแรงย่อมเกิดขึ้นทันที ประท้วง กูยิง 2.ในสังคมที่มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย จะทำให้เกิดความยุติธรรมยากมากเพราะคนกลุ่มต่างๆ ย่อมมีจุดยืนในกลุ่มของตน ทั้งสองข้อนี้เราต้องคิดต่อว่าสังคมไทยเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า

รศ.สมชาย กล่าวต่อว่า เงื่อนไขที่จะนำไปสู่ความรุนแรง คือ 1.รัฐที่ทำให้การชุมนุมดูเหมือนว่ามีความรุนแรง จากนั้นใช้กำลังเข้าปราบปราม 2.ผู้ชุมนุมพยายามทำให้เหมือนว่าเป็นสงครามครั้งสุดท้าย การทำให้เป็นสงคราม ก็ต้องมีตัวที่อยู่หลังสงครามเสมอ คือ ศัตรู ถ้ามีศัตรูก็มีแนวโน้มที่จะเกิดความรุนแรง ผู้ชุมนุมต้องเชื่อในสันติวิธี และต้องไม่เชื่อว่านี้คือสงครามครั้งสุดท้าย 3. สื่อควรสะท้อนภาพที่ใกล้เคียงความจริง ถามว่าสื่อเลือกข้างได้ไหม ตนว่าได้ แต่ต้องสะท้อนความจริงให้มาก ไม่ใช่บิดเบือน เมื่อสื่อบิดเบือน ความรุนแรงก็จะเกิด

รศ.สมชาย กล่าวต่อว่า ในสังคมไทยยังมีความหวังอยู่บ้างว่า เมื่อฝ่ายใดใช้ความรุนแรงฝ่ายนั้นจะถูกบีบจากสังคม นี่อาจจะเป็นจุดแข็งของสังคม การชุมนุมไม่ควรนำคนไปตายเพื่ออุดมการณ์การเมืองบางอย่าง ถ้าให้เลือกระหว่างอุดมการณ์กับคุณค่าชีวิตมนุษย์ คิดว่าคุณค่าชีวิตสำคัญกว่าด้วยซ้ำไป จากประสบการณ์ในช่วงพฤษภาทมิฬพบว่าคนที่ตาย ไม่ใช่คนชั้นกลาง หรือกลุ่มแกนนำ แต่คนที่ตายคือชาวบ้านตาดำๆที่เข้าร่วมชุมนุมกับเรา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากการเสวนา มีการแลกเปลี่ยนเรื่องการชุมนุมโดยสันติวิธี มีผู้เข้าร่วมวงเสวนาคนหนึ่งกล่าวว่า การชุมนุมในประเทศไทยยังไม่มีบรรทัดฐานว่า ความรุนแรงอยู่ตรงไหน บางประเทศในยุโรปอย่างอิตาลีการใช้ ระเบิดขวดเป็นเรื่องธรรมดา เพราะไม่ทำให้ใครเสียชีวิต หรือบางประเทศเผายางรถยนต์ก็ถือว่าไม่ใช้ความรุนแรง เพราะทำไปเพื่อป้องกันแก๊สน้ำตา ดังนั้นสังคมไทยยังไม่มีมาตรฐานว่า ถึงแค่ไหนจะเรียกว่าความรุนแรง ซึ่งแน่นอนว่าสังคมแต่ละสังคมย่อมแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการสื่อสารต่อสังคมของกลุ่มผู้ชุมนุมนั้นๆ

ที่มาข่าว: http://www.prachatham.com/detail.htm?code=n3_09032010_01
 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์