ผู้ได้รับผลกระทบกรณีสวนป่าคอนสาร จ.ชัยภูมิ เริ่มเดินทางไกลมุ่งหน้าเข้ากรุงแล้ว

ด้าน “เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย” ได้ออกแถลงการณ์สนับสนุนการเคลื่อนไหวระบุ “องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้” สร้างความเดือดร้อนแก่ชาวบ้านมากว่า 32 ปี ผ่านโครงการสวนป่าซึ่งทำให้เกิดข้อพิพาทที่ดินดังกล่าว 

เมื่อวันที่ 3 ก.พ. ที่ผ่านมา ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีพิพาทสวนป่าคอนสาร อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ได้ออกเดินเท้าทางไกลสู่กรุงเทพมหานคร โดยได้ออกจากชุมชนบ่อแก้ว ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ และถึง อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น ในช่วงเย็น และได้พักค้างคืน ณ ที่ว่าการ อ.ชุมแพ

ช่วงกลางคืน ชาวได้ได้จัดเวทีเสวนา เรื่อง “ฉีกหน้ากาก ออป. เปิดเผยธาตุแท้ของกาฝากสังคม” โดยมีนายปราโมทย์ ผลภิญโญ เป็นวิทยากรร่วมพูดกับเครือข่ายผู้เดือดร้อนด้วย

ล่าสุด ช่วงเช้าวานนี้ (4 ก.พ.) มีการแลกเปลี่ยนพูดคุยกันของพี่น้องเครือข่าย และในเวลาประมาณ 8.00 น. เครือข่ายผู้เดือดร้อนได้เคลื่อนขบวนจาก อ.ชุมแพ เพื่อเดินรณรงค์และทำความเข้าใจกับปัญหาที่เกิดขึ้นแก่ชาว อ.ชุมแพ

จากนั้นเวลา 10.30 น. ได้เคลื่อนขบวนรณรงค์ไปที่ อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ โดยมีพี่น้องผู้เดือดร้อนจาก อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ มารอต้อนรับให้กำลังใจและได้ร่วมเดินรณรงค์รอบ อ.ภูเขียว โดยประชาชนใน อ.ภูเขียว ได้บริจาคอาหาร น้ำแข็ง และสิ่งของต่างๆ สำหรับการเดินรณรงค์ด้วย

และในเวลา 13.30 น. ได้เคลื่อนขบวนไปที่ อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ และมีการรณรงค์รอบอำเภอ นอกจากนี้ยังได้รับแจ้งจากเครือข่ายผู้เดือดร้อนจากสวนป่าท่ามะไฟหวาน อ.แก้งคร้อ ว่า กลุ่มของตนราว 50 คน ที่จะมาสมทบถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกักตัวไว้ไม่ให้มาเข้าร่วมรณรงค์

ทั้งนี้เครือข่ายชาวบ้านดังกล่าวเป็นกลุ่มชาวบ้านผู้เดือดร้อนจากผลกระทบที่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ปลูกต้นยูคาลิปตัสทับพื้นที่ทำกินเช่นกัน ซึ่งทางเครือข่ายได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการที่จะมาร่วมต้อนรับและรณรงค์กับพี่น้องชุมชนบ่อแก้ว

โดยเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีพิพาทสวนป่าคอนสาร ได้มุ่งหน้าไปที่ อ.เมือง จ.ชัยภูมิ เพื่อพักค้างคืน และจะมีการยื่นหนังสือให้กับนายจรินทร์ จักกะพาก ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ ผ่านไปยังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสาทิตย์ วงษ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งในตอนกลางคืนจะมีการเปิดเวทีร่วมแลกเปลี่ยนกับพี่น้องเครือข่ายผู้เดือดร้อนจากอำเภอจัตุรัสที่หน้าศาลากลางจังหวัดชัยภูมิ

นอกจากนี้ “เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย” ได้ออกแถลงการณ์ “ยุติการคุกคามคนจน คืนความเป็นธรรมให้กับชุมชนบ่อแก้ว” เพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวด้วย โดยมีรายละเอียดดังนี้

 

แถลงการณ์เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย

“ยุติการคุกคามคนจน คืนความเป็นธรรมให้กับชุมชนบ่อแก้ว”

 

กรณีชาวชุมชนบ่อแก้ว ตำบลทุ่งพระ อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ จำนวน 100   คน ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มชาวบ้านผู้เดือดร้อน จากกรณีองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ปลูกสร้างสวนป่ายูคาลิปตัสทับที่ดินทำกิน ได้ออกเดินทาง เดินเท้าทางไกล: ค้นหาความเป็นธรรม จากบ่อแก้วถึงกรุงเทพฯ” เพื่อเปิดเผยข้อเท็จจริง กรณีความเดือดร้อนของชาวบ้านต่อสาธารณชนในวงกว้าง โดยขบวนเดินเท้า ได้เริ่มต้นในช่วงเช้าของวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2554 ที่ผ่านมา จากชุมชนบ่อแก้ว มุ่งสู่กรุงเทพมหานคร

กรณีพิพาทที่ดินระหว่างชุมชนบ่อแก้ว กับองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านมายาวนานกว่า 32 ปี ด้วยสาเหตุหลักที่ สวนป่าคอนสาร องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ กรมป่าไม้ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ยอมรับข้อเท็จจริง ผลสรุปคณะทำงานแก้ไขปัญหาของจังหวัดชัยภูมิ และข้อเสนอของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่เห็นพ้องต้องกันว่า สวนป่าคอนสาร ละเมิดสิทธิที่ดินทำกินของชาวบ้าน สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรจำนวนมาก และเห็นสมควรให้มีการยกเลิกสวนป่าคอนสารทันที

นอกจากจะไม่ตระหนักในปัญหาการละเมิดสิทธิที่ดินของชาวบ้าน ในทางตรงกันข้าม องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ กลับใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเฉียบขาด ในการฟ้องขับไล่ชาวบ้านชุมชนบ่อแก้ว ที่เข้าไปทำกินในพื้นที่เดิมของตนเองในปีที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าพื้นที่ชุมชนบ่อแก้วผืนนี้ กำลังอยู่ในกระบวนการเตรียมการเพื่อขอให้เป็นพื้นที่โฉนดชุมชนนำร่อง ตามนโยบายของรัฐบาลก็ตาม

เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย เห็นว่า ความล่าช้าคือความไม่เป็นธรรม การแก้ไขปัญหากรณีพิพาทชุมชนบ่อแก้ว ควรได้รับการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรี เพื่อให้มีการคืนพื้นที่ทำกินจำนวน 1500 ไร่ ให้กับชาวบ้านอย่างเร่งด่วน รวมทั้งควรมีการฟื้นฟู เยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านกว่า 32 ปีที่ผ่านมา

เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ขอสนับสนุนการเคลื่อนไหว และส่งกำลังใจมายังการเดินเท้าทางไกล ของพี่น้องชาวชุมชนบ่อแก้ว การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เกษตรกรทุกคนพึงกระทำได้โดยถูกต้องและชอบธรรม

สังคมไทยควรได้รับรู้ข้อเท็จจริงที่ว่า ปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยเป็นปัญหาใหญ่ของสังคม ความเดือดร้อนของประชาชนและคนจนทั่วประเทศ ที่ต้องกลายเป็นผู้ไร้ที่ดินทำกิน อันเนื่องมาจากการกระทำของหน่วยงานรัฐ และความล่าช้าต่อการแก้ไขปัญหาในระดับนโยบาย คือดัชนีสำคัญ ที่บ่งชี้ถึงความเหลื่อมล้ำ และความไม่เป็นธรรม ที่ยังคงคำรงอยู่ในสังคมไทยปัจจุบัน

 

ด้วยความสมานฉันท์

เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย

4 กุมภาพันธ์ 2554

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์