ชาวอาระกันเริ่มอพยพไปรัฐคะฉิ่น - เหตุไม่มีพื้นที่จับปลา / KIA และกองทัพพม่าส่อเค้าตึงเครียดรอบใหม่

ชาวอาระกันเริ่มอพยพไปรัฐคะฉิ่น - เหตุไม่มีพื้นที่จับปลา มีรายงานว่า ผู้ประสบภัยพิบัติไซโคลน “กิริ” ในเมืองมินบยาและเมืองเพาก์ตอว์ รัฐอาระกัน ภาคตะวันตกของประเทศเป็นจำนวนมากกำลังมุ่งหน้าสู่รัฐคะฉิ่น ทางภาคเหนือเพื่อหางานทำเลี้ยงปากท้อง เนื่องจากนับตั้งแต่ประสบภัยพิบัติจนถึงตอนนี้พบว่า ชาวบ้านยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ หนำซ้ำยังไร้ที่ทำกิน “ทุกๆวัน ชาวบ้านหลายครอบครัวได้ย้ายออกไป สิ่งที่พวกเราทำได้ก็คือ นั่งมองด้วยความเจ็บปวด เพราะเราไม่สามารถช่วยเหลือพวกเขาได้ ผมได้นำเรื่องนี้ไปเสนอต่อคณะรัฐมนตรีแล้ว แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า” นายทัตทูนอ่อง ส.ส.จากพรรคพัฒนาชนชาติยะไข่ (Rakhine Nationalities Development Party) ในเมืองเพาก์ตอว์กล่าว นายทัตทูนอ่องเปิดเผยว่า นับตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา มีชาวบ้านจากหมู่บ้านงาพีทัต เพานาจี เชาเซาท์และหมู่บ้านทิตโพค ในเขตเมืองเพาก์ตอว์ทยอยย้ายออกจากรัฐอาระกันเพื่อไปหางานทำที่อื่น เช่นเดียวกับชาวบ้านหลายร้อยครอบครัวในเมืองมินบยาเองได้มุ่งหน้าสู่รัฐคะ ฉิ่นเพื่อหางานทำ โดยมีรายงานว่าชาวบ้านเหล่านี้จะไปเป็นแรงงานรับจ้างในไร่มันสำปะหลังและสวน ยางของบริษัทยูซานา เต ของนายเทมิ้น นักธุรกิจผู้ซึ่งมีความใกล้ชิดกับรัฐบาลพม่า ด้านชาวบ้านรายงานว่า เหตุภัยพิบัติไซโคลนกิริพัดถล่มชายฝั่งรัฐอาระกันเมื่อวันที่ 22 เดือนตุลาคมที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ แม้จะผ่านไปกว่า 6 เดือนแล้ว แต่ชาวบ้านในพื้นที่ยังไม่สามารถปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติได้ โดยเฉพาะในเรื่องที่พักอาศัยและอาหาร เนื่องจากยังไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ขณะที่บ้านเรือนและไร่นาของชาวบ้านได้รับความเสียหายอย่างหนักจากภัยพิบัติ ในครั้งนั้น อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า สาเหตุหลักที่ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนและเริ่มอพยพออกจาก รัฐอาระกันก็คือ รัฐบาลท้องถิ่นได้ประมูลขายพื้นที่ทำธุรกิจประมงกว่า 200 แห่งตามแม่น้ำและชายฝั่งทะเลใน 14 เมืองให้กับบริษัทเอกชน ส่งผลกระทบต่อธุรกิจประมงของชาวบ้านในพื้นที่ “ไซโคลนกิริไม่เพียงแต่ทำลายไร่นาเท่านั้น แต่ยังทำลายเครื่องมือจับปลา ในขณะเดียวกัน รัฐบาลท้องถิ่นกลับขายพื้นที่จับปลาให้กับบริษัทเอกชน ทำให้ตอนนี้เราไม่เหลือพื้นที่สำหรับจับปลาแล้ว แต่ผมจะไม่ย้ายไปอยู่ที่อื่น ผมจะหาเช่าเรือสักลำไว้ทำมาหากิน” ชาวประมงจากเมืองเพาก์ตอว์กล่าว ด้านเอทาอ่อง ประธานกรรมการพรรค Arakan League for Democracy (ALD) กล่าวว่า รัฐบาลท้องถิ่นและพรรคการเมืองฝ่ายค้านควรหันมาร่วมมือกันพัฒนาความเป็นอยู่ ของชาวบ้านและชุมชนชาวประมง โดยเขากล่าวเพิ่มเติมว่า อีกสาเหตุที่ชาวอาระกันย้ายไปอยู่ต่างประเทศหรือย้ายไปอยู่ในพื้นที่อื่น เป็นเพราะขาดการได้รับการดูแลในด้านสุขภาพ การศึกษาและในด้านเศรษฐกิจ นายเอทาอ่องยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ตัวเลขคนต่างด้าวอาจสูงกว่าคนในพื้นที่หากปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข เช่นเดียวกับ ส.ส.พรรคพัฒนาชนชาติยะไข่ที่เห็นว่า การย้ายออกไปอยู่ที่อื่นของชาวบ้านถือเป็นเรื่องที่ไม่ดีต่อรัฐอาระกันเป็น อย่างมากและจะส่งผลกระทบต่อในพื้นที่ โดยทางพรรคพัฒนาชนชาติยะไข่กำลังศึกษาหาแนวทางเพื่อป้องกันปัญหานี้เกิดขึ้น อีกในอนาคต นอกจากนี้ยังได้เรียกร้องไปยังรัฐบาลให้จัดสรรพื้นที่ทำประมงให้กับชาวบ้าน (Irrawaddy 19 พ.ค.54) KIA และกองทัพพม่าส่อเค้าตึงเครียดรอบใหม่ กองกำลังเอกราชคะฉิ่น (Kachin Independence Army) สั่งทหารเตรียมพร้อมปะทะกับกองทัพพม่า หลังทั้งสองฝ่ายส่อเค้าตึงเครียดรอบใหม่ หลังกองทัพพม่าเข้าไปสร้างถนนใกล้กับเขตควบคุมของ KIA มีรายงานว่า ทหารพม่ากองพันที่ 320 ได้ยิงปืนครกใส่กองพันที่ 25 ของ KIA ซึ่งประจำอยู่ในเมืองบาหม่อถึง 3 ครั้งเมื่อเย็นวันพุธ (18 พ.ค.)ที่ผ่านมา แต่ไม่มีรายงานความสูญเสียจากฝั่งทหาร KIA และหลังเกิดเหตุ ทหารทั้งสองฝ่ายได้สั่งการให้ทหารของตัวเองเตรียมพร้อมหากมีการปะทะกันรอบ ใหม่ โดยทหารพม่ายังได้เคลื่อนพลประชิดรอบฐานที่มั่นของกองพันที่ 1 ของ KIA ในอำเภอมันเจ่ ในเขตเมืองบาหม่อด้วย ขณะที่ทหาร KIA กองพันที่ 5 ซึ่งประจำอยู่รอบนอกเมืองซินโบ ทางตอนใต้รัฐคะฉิ่นเองก็ถูกทางกองทัพพม่าสั่งให้ย้ายออกจากพื้นที่ภายในวัน ที่ 25 ของเดือนนี้ และขณะนี้ทหารพม่าได้เข้ามาประจำใกล้กับฐานที่มั่นของกองพันที่ 5 โดยอ้างว่า เข้ามาประจำเพื่อสร้างถนน แต่ KIA ปฏิเสธที่จะย้ายฐานที่มั่น ซึ่งสถานการณ์ระหว่างทหารทั้งสองฝ่ายในพื้นที่ยังตึงเครียดอย่างหนักด้าน เจ้าหน้าที่ KIA ระบุ หากทหารพม่ายังเข้ามาใกล้กับฐานที่มั่นของตนเชื่อว่า สงครามระหว่างทั้งสองฝ่ายจะเกิดขึ้นในไม่ช้า มีรายงานว่า เหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นที่เมืองโก้ดข่าย ทางตอนเหนือของรัฐฉาน ซึ่งเป็นพื้นที่ควบคุมของกองพลที่ 4 ของ KIA โดยทหารพม่าได้เข้ามาสร้างถนนในพื้นที่ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งทหาร KIA ได้ขอร้องให้พม่ายุติสร้างถนนดังกล่าวหลายครั้งแต่ไม่เป็นผล โดยเจ้าหน้าที่ KIA กังวลว่า การสร้างถนนเชื่อมต่อกับกองพลที่ 4 ของ KIA อาจเป็นแผนยุทธศาสตร์ทางทหารที่ต้องการยึดฐานที่มั่นกองพลที่ 4 เจ้าหน้าที่ KIA กล่าวว่า หากรัฐบาลกลางพม่ายังคงกดดัน KIA ต่อไป เชื่อว่าจะนำไปสู่การขัดแย้งระหว่างทหารทั้งสองฝ่าย และจะก่อให้เกิดสงครามการเมืองในที่สุด (KNG 18 พ.ค.54) แปลและเรียบเรียงโดย สาละวินโพสต์ \สื่อทางเลือกเพื่อแบ่งปันความเข้าใจสู่เพื่อนบ้าน\"อ่านข่าวและบท ความอื่นๆ อีกมากมายได้ที่เว็บไซต์ www.salweennews.org เฟซบุ๊คhttp://www.facebook.com/Salweenpost ทวิตเตอร์ http://twitter.com/salweenpost"

แสดงความคิดเห็น

ข่าวรอบวัน

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์