เวทีเสวนา “1 เดือนผ่านไป รณรงค์แก้ไข ม.112 ไปถึงไหนแล้ว”

บก.ฟ้าเดียวกันถาม “อานันท์” หรือบิ๊กเนมที่เคยบอกให้แก้ไขทำไมไม่ลงชื่อ หรือแค่ตีกินให้ภาพดูดี ดีเจหนึ่งชี้การล่าชื่อในเชียงใหม่อุปสรรคอัพเลเวลเสื้อแดงคือก้าวไม่พ้น เพื่อไทย นปช. หลังรัฐบาล นักการเมือง แกนนำติดเบรคห้ามแตะ ม.112 ประสบการณ์ล้มกฎหมายจากแอฟริกาใต้ระบุต้องขยายเครือข่ายหาจุดร่วมเคลื่อน

เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 54 ที่ผ่านมาที่ร้านเร้ดคอฟฟี่ จ.เชียงใหม่ ได้มีการจัดเสวนา “1 เดือนผ่านไป รณรงค์แก้ไข ม.112 ไปถึงไหนแล้ว” โดยมีวิทยากรคือ ธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการวารสารฟ้าเดียวกัน จักรพันธ์ บริรักษ์ (ดีเจหนึ่ง วิทยุสร้างสรรค์สังคมเชียงใหม่) เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร กลุ่มทุนนิยาม ดำเนินรายการโดย ธีระพล คุ้มทรัพย์

ธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการวารสารฟ้าเดียวกัน เริ่มต้นด้วยการยกส่วนหนึ่งในบทความของ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนไว้ในปี พ.ศ. 2550 ที่ว่าแม้จะเห็นว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพน่าจะยกเลิกไปเลย ซึ่งหมายความว่าสถาบันกษัตริย์ก็จะถูกตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์ได้ แต่ อ.นิธิก็ยังบอกในบทความนั้นว่าแต่ก็ทำได้ยากเพราะกฎหมายนี้วางอยู่บนความ สัมพันธ์กับเงื่อนไขอื่นๆ ที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์อีกด้วย

ปัญหาก็คือว่าข้อเสนอในการยกเลิก ม.112 ในตอนนั้นหรือแม้กระทั่งในตอนนี้ กฎหมายหมิ่นฯ มันไม่ได้เป็นแค่กฎหมายอาญาที่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ แต่มันเป็นกระดูกสันหลังของสถาบันกษัตริย์ และสถาบันบันกษัตริย์ที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ก็ไม่ได้เป็นเหมือนเมื่อตอน พ.ศ.2475 เมื่อก่อน พ.ศ.2475 หรือเมื่อก่อน พ.ศ.2490 สถาบันกษัตริย์ที่เราเห็นอยู่นี้เป็นสิ่งที่แปลกใหม่ นี่เป็นการพูดแบบคนที่อ่านประวัติศาสตร์มาบ้าง หลายๆ ท่านอาจจะนึกไม่ออกว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งในสังคมไทยอาจจะเรียกได้ว่าเราไม่มี พระมหากษัตริย์อยู่ในประเทศไทยอยู่ช่วงหนึ่งก็คือหลัง พ.ศ. 2477 ที่กษัตริย์ของไทยยังทรงพระเยาว์และยังอยู่ในต่างประเทศ ณ ตอนนั้นระบบการบริหารต่างๆ อยู่ในรัฐสภา มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ก็เพียงทำหน้าที่ทางพิธีกรรม

ธนาพลกล่าวว่าที่ยกตัวอย่างมานี้เพื่อจะบอกว่า ณ เวลาหนึ่งในสังคมไทยที่เราอาจจะหลงลืมไปแล้วว่าสถาบันกษัตริย์ที่เป็น สัญลักษณ์จริงๆ เคยมีอยู่ในสังคมไทย แล้วการที่มีสถาบันกษัตริย์ที่เป็นเชิงสัญลักษณ์จริงๆ ก็ไม่ทำให้เกิดปัญหาในทางการเมือง ไม่เกิดปัญหาแม้กระทั่งในสถานการณ์ที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่ออย่างช่วงสงคราม โลกครั้งที่ 2 ที่มีวิกฤตทางการเมืองมาก ดังนั้นสิ่งที่เราอาจจะเห็นหรือคุ้นเคยในปัจจุบันนี้อย่างเรื่องพระราชดำรัส ทุกๆ วันที่ 4 ธันวาคม ก็พึ่งเกิดมาในยุคของนายกชาติชายในทศวรรษที่ 2530 นี่เอง

ธนาพลกล่าวว่าที่โยงให้เห็นนี้ เช่นกรณีพระราชดำรัสที่เราคิดว่าเป็นประเด็นทางการเมืองได้ เป็นเหมือนอาญาสิทธิ์ได้ ก็เป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นมาไม่นานนี้ และหลายๆ สิ่งหลายอย่างที่เราคุ้นชินและคิดว่ามีมานานแล้วนั้น เช่น ราชพิธีต่างๆ ก็พึ่งถูกรื้อฟื้นหรือพึ่งเกิดขึ้นมาไม่นานนี้เอง ทั้งนี้ที่ยกมานี้เพื่อให้เห็นภาพคร่าวๆ ว่าเวลาเราพูดถึงเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ เรากำลังพูดถึงการเอาตัวสถาบันกษัตริย์ที่มันผิดฝาผิดตัว ไม่สอดคล้องกับระบบประชาธิปไตย ให้มาสอดคล้องกับระบบประชาธิปไตย

ทั้งนี้ในประเด็นที่มีคนตั้งข้อสังเกตว่าเคยมีคนที่ดูกลางๆ หรือฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ออกมาพูดถึงการให้แก้ไข ม.112 นั้น ธนาพลทิ้งคำถามว่าคนที่เคยออกว่า ม.112 ต้องแก้ไขเหล่านั้น เช่นนายอานันท์ ปันยารชุน หายไปไหน ทำไมไม่มาร่วมลงชื่อกับ ครก.112 หรือเพียงเพราะว่าออกมาพูดให้ตนดูดีเท่านั้น

ในช่วงแลกเปลี่ยนผู้เข้าร่วมท่านหนึ่งได้แลกเปลี่ยนว่าตนเองรู้สึกท้อแท้ และรู้สึกว่าที่เราได้ลงรายชื่อไปนั้นไม่อาจจะสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ธนาพลได้ตอบไปว่าลองย้อนมองอดีตตั้งแต่กบฏ ร.ศ. 130 (พ.ศ. 2455) ที่หวังเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตยแต่ก็ล้มเหลว จากนั้นใครจะไปคิดว่าอีก 20 ปี ในปี พ.ศ. 2475 คณะราษฎร์จะสามารถสานต่อให้สำเร็จได้ เช่นเดียวกับข้อเสนอ 7 ข้อของนิติราษฎร์ ที่พึ่งเสนอเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2554 และตอนนี้เราเดินมาไกลถึงขั้นล่ารายชื่อขอเปลี่ยนแปลงกฎหมายตามข้อเสนอของ นิติราษฎร์กันแล้ว

จักรพันธ์ บริรักษ์ หรือดีเจหนึ่ง จากสถานีวิทยุสร้างสรรค์สังคมเชียงใหม่ FM 99.15 MHz เล่าถึงประสบการณ์การล่าชื่อ ครก.112 กับคนเสื้อแดงใน จ.เชียงใหม่ บางส่วนที่ตนไปสัมผัสมาว่ามีความกลัวกล้า โอกาสอุปสรรค์ อย่างไร

จักรพันธ์ ได้เล่าย้อนไปถึงการก่อตั้งสถานีที่สถานการณ์ทางการเมืองยังอึมครึมอยู่ใน ช่วงเดือนธันวาคม 2553 และ ตอนนั้นมีงานเสวนาที่ดังมากของคณะนิติราษฎร์ คือวันที่ 10 ธ.ค. 2553 เรื่อง “สถาบันกษัตริย์  – รัฐธรรมนูญ – ประชาธิปไตย” ทางสถานีก็ได้นำคลิปเสียงของงานมาเปิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายรอบ ปรากฏว่าชาวบ้านชอบมากโดยเฉพาะช่วงที่ อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ที่ไปร่วมงานเสวนาด้วยได้ลุกขึ้นพูด มีการไรท์ซีดีแจก ในงานปราศรัยของเสื้อแดงเชียงใหม่แจกซีดีของ อ.สมศักดิ์ ได้รับความนิยมมาก

จักรพันธ์ประเมินว่าคนเสื้อแดงเชียงใหม่นั้นกว่า 90% เข้าใจในเรื่องกฎหมาย ม.112 เข้าใจอย่างดีว่ามีปัญหายังไง อาจจะเข้าใจก่อนที่นิติราษฎร์จะเสนอข้อเสนอด้วยซ้ำไป เพียงแต่ว่าการชื่อหรือไม่ลงชื่อนั้นมีประเด็นที่น่าสนใจที่ตนเองพอลงไป สัมผัสและจะนำมาประมวลดังนี้

ก่อนหน้านี้ในเชียงใหม่ในช่วงที่ อ.สุรชัย แซ่ด่าน โดนจับกุมตัวนั้นในช่วงแรกๆ ที่เชียงใหม่เสื้อแดงหลายกลุ่มที่มีความสนิทสนมกับ อ.สุรชัย (เครือข่ายแดง 8 จังหวัดภาคเหนือ) ถึงกับมีการล่าชื่อให้ยกเลิกไม่ใช่แก้ ม.112 ด้วยซ้ำ แต่กระแสตอนนั้นต้องมาสะดุดหยุดลงไปเพราะท่าทีของ นปช. มีเหตุการณ์แจ้งจับคนที่แจกใบปลิวในเวทีปราศรัยที กทม. มีวาทกรรมสุดคลาสสิคของแกนนำอย่างณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ว่า “ตาสว่างได้ ปากอย่าสว่าง” แม้กระทั่งการเดินสายมาปราศรัยของ นปช. ส่วนกลางที่ อ.สันกำแพง ซึ่งตอนนั้น อ.สุรชัย ถูกจับแล้ว มีคนไปชูป้ายเกี่ยวกับ ม.112 อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ กลับสั่งให้เอาป้ายลง บอกอย่าชูป้าย 112 แถวนี้

จักรพันธ์กล่าวว่าท่วงท่าเหล่านี้ของ นปช. ทำให้กำลังมวลชนชาวบ้านรากหญ้าอ่อนลง ถึงแม้ว่าจะมีการออกมาแก้ต่างทีหลังก็ตาม แต่ว่าพลังมันก็อ่อนลงไปแล้ว การล่าชื่อยกเลิก ม.112 ของเครือข่ายแดง 8 จังหวัดภาคเหนือก็ต้องล้มเลิกไป เพราะ นปช. ส่วนกลางไม่เอาด้วย

ในเรื่องความกลัว กล้า อุปสรรค ในการลงชื่อสนับสนุนแก้ไข ม.112 ในปัจจุบันนี้ จักรพันธ์เล่าถึงประสบการที่ได้ลงไปพบปะกับชาวบ้านเสื้อแดง โดยขอเล่าถึงเรื่องความกล้าก่อนว่า คนที่กล้ามาลงดูเหมือนไม่มีเหตุผลเลย มาถึงร้านปุ๊บจับปากกาเอกสารเซ็นชื่อเลย ระบุด้วยซ้ำว่าแค่แก้ไขมันยังน้อยเกินไป อยากให้ยกเลิกมาตรานี้ คนที่กล้าส่วนใหญ่มักจะมีบุคลิกแบบนี้ ส่วนอีกกลุ่มก็มาลงชื่อเหมือนกันแต่จะอดถามไม่ได้ว่าถ้าตนลงชื่อแล้วจะ ปลอดภัยไหม จะมีผลกระทบอะไรตามมาไหม ที่ถามว่าผลกระทบที่จะตามมานั้นส่วนใหญ่ก็ไม่ได้กลัวเรื่องกฎหมาย เพราะเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ส่วนใหญ่จะกลัวเรื่องโดนผลกระทบจากอำนาจมืดมากกว่า ซึ่งตรงนี้จักรพันธ์บอกว่าตนเองก็ตอบไม่ได้ อีกกลุ่มหนึ่งก็จะถามเหมือนกันเรื่องความปลอดภัย แต่ก็ไม่ลงชื่อแล้วฝากไว้ที่ร้าน ขอเอาแบบฟอร์มกลับไปลงที่บ้านแทน บางคนก็เอาไปเป็นปึกเลย แต่ ณ วันนี้ส่วนหนึ่งก็ยังไม่ได้เอาเอกสารมาให้

จักรพันธ์กล่าวถึงกลุ่มของชาวบ้านที่มีความกลัว คือไม่ลงชื่อเลย แต่เมื่อตนเอาเอกสารไปให้ตามบ้าน ตามตลาดก็รับเอกสารไว้ รับไว้แต่ไม่ลง เมื่อไปตามเอกสารก็จะบอกว่ายังไม่ได้ลงชื่อยังไม่ว่าง หรือเอกสารไม่ครบ อีกกลุ่มคือกลัวและไม่ลงเลย กลัวอำนาจมืดแบบกลุ่มแรกที่กลัวแต่ลงชื่อ และเมื่อพูดคุยกลุ่มที่กลัวและไม่ลงชื่อนี้ก็เห็นด้วยกับข้อเสนอของนิติ ราษฎร์ เห็นด้วยว่า ม.112 มีปัญหา เข้าใจด้วยซ้ำว่าการลงชื่อแบบนี้ตามกฎหมายแล้วไม่ผิด

กลุ่มสุดท้ายที่ไม่ยอมลงชื่อ กลุ่มนี้น่าสนใจมาก คือทีแรกกลุ่มนี้จะลงชื่ออยู่แล้ว ตอนที่ตนเอาเอกสารไปให้ 10 ชุด ก็บอกว่าไม่พอหรอกขอ 20 ชุดเลย บางทีจะให้ 20 ชุด ก็บอกไม่พอจะขอ 60 ชุด เอามาเลยพร้อมที่จะลงให้เต็มที่อยู่แล้ว สนับสนุนทั้ง ครก.112 และคณะนิติราษฎร์ แต่พอมีการขยับตัวของรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย ที่แสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ ม.112 ตอกย้ำด้วยคำพูดของแกนนำ นปช. อย่างจตุพร พรหมพันธุ์ที่ระบุว่าถึงแม้ได้รายชื่อครบ 10,000 รายชื่อ ก็ไม่มี ส.ส. ในสภายกมือให้แม้แต่คนเดียว และอ้างด้วยว่าการแก้ไข ม.112 นั้นจะเป็นเงื่อนไขไปสู่การรัฐประหาร จักรพันธ์ประเมินว่าสาเหตุที่ทำให้เสื้อแดงชาวบ้านกลุ่มนี้ไม่ลงรายชื่อ แก้ไข ม.112 ครั้งนี้ เพราะไม่อยากให้รัฐบาลที่ตนเองเลือกไปกับมือต้องล้มไปเพราะการรัฐประหารที่ มีสาเหตุมาจากการที่ตัวชาวบ้านเสื้อแดงเองไปลงรายชื่อ แก้ไข ม.112 กลุ่มนี้ไม่ลงเลยคืนเอกสารมาหมดเลย

แม้ล่าสุดท่าทีของณัฐวุฒิหรือจตุพร จะเบาลงในเรื่องของการต้านการลงชื่อแก้ไข ม.112 แต่ก็ไม่เกิดผลทางที่ดีขึ้นแล้ว เหมือนกับการขับรถมาด้วยความเร็วสูง แต่พอเหยียบเบรกแล้วปล่อย เหยียบเบรกแล้วปล่อย ความเร็วมันก็ไม่เท่าเดิมแล้ว

จักรพันธุ์กล่าวว่าเสื้อแดงในกลุ่มสุดท้ายที่กล่าวไปนั้น แกนนำ นปช. มีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากในการตัดสินใจเรื่องการเมือง ซึ่งเป็นข้อมูลที่ตนได้ลงพบปะชาวบ้านเสื้อแดงมา สรุปได้ว่าคนลงชื่อกันน้อยมาก สาเหตุก็เพราะท่าทีของแกนนำหรือผู้นำทางการเมืองของคนเสื้อแดงที่แสดงท่าที ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข ม.112 ปัจจัยนี้สำคัญมากกว่าเรื่องความกลัวส่วนตัวของชาวบ้านเอง

คนเสื้อแดงไม่ได้กลัว ถูกเรียกให้ไปนอนกลางดินกินกลางทราย ไปลุยกับทหารก็ไปลุยมาแล้ว เขาไม่ได้กลัวเรื่องส่วนตัว แต่เขากลัวเรื่องที่ว่าคนที่เขาเลือกเข้าไปไม่ให้ลงชื่อ เขากลัวว่าจะทำให้รัฐบาลที่เขาเลือกไปแล้วเดือดร้อน ในการแก้ไข ม.112 นี้

ดังนั้นการที่เราชอบพูดกันว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ประชาชนมีความตื่นตัวแล้ว มีความตื่นตัวทางการเมืองสูง อันนี้เรื่องจริง แต่เป็นการตื่นจากการหลับใหลที่ยาวนาน คือหลับใหลมา 60 กว่าปี การขยับตัวจากการหลับใหลมานานขนาดนี้มันก็ต้องเชื่องช้าไม่ได้รวดเร็ว สรุปได้ว่าเป็นการตื่นตัวที่ต้องมีผู้นำหรือแกนนำเป็นคนปลุกให้ตื่น มีการรับรู้ข้อมูลข่าวสารผ่านจากข้างบนสู่ข้างล่างตลอดเวลา ยังเป็นการตื่นตัวที่เรียกว่ายังต้องเชื่อฟังผู้นำทางการเมืองของตน

จักรพันธุ์กล่าวสรุปว่าก็เหมือนกับการเล่นเกมส์ที่จะต้องมีการอัพเลเวล ซึ่งช่วงท้ายๆ ของการอัพเลเวลหนึ่งไปสู่เลเวลที่สูงกว่าอาจจะยาก บางทีก็ทำไม่ได้เลย และใช่ว่าทุกคนจะอัพผ่านเลเวลได้

เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร จากกลุ่มทุนนิยาม ได้ขอ นิยาม “การรณรงค์” ก่อน เพื่อประโยชน์ในการนำไปใช้ ความหมายตามคู่มือการรณรงค์ของต่างประเทศนั้นบอกว่า การรณรงค์หมายถึง “การเสาะแสวงหาการเปลี่ยนแปลงสาธารณะ ที่ได้รับการจัดตั้ง อย่างเป็นขั้นตอน”

โดยการรณรงค์ทั้งหลายล้วนเกี่ยวข้องกับการสื่อสาร และการสื่อสารนั้นมีเป้าหมายเพื่อโน้มน้าวหรือมีอิทธิพลเหนือคนที่มีอำนาจ ตัดสินใจ ซึ่งโดยทั่วไป รูปแบบของการรณรงค์แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ การมีอิทธิพลอย่างตรงไปตรงมา (ล็อบบี้) และการมีอิทธิพลอย่างอ้อม ซึ่งผู้รณรงค์หันไปหามวลชนกลุ่มหนึ่งแทนครับ การรณรงค์แบบหลังจึงเกี่ยวข้องกับการสร้างแนวร่วม พันธมิตรและการชี้นำความเห็นสาธารณะ

ข้อควรระวังที่สำคัญที่สุดก็คือ เมื่อนักกิจกรรมคิดอยากจะทำการรณรงค์ บ่อยครั้ง นักกิจกรรมผิดพลาดตั้งแต่เริ่มต้น เพราะกระโดดจากความตั้งใจดีไปสู่โหมดของกิจกรรมเต็มรูปแบบ โดยขาดการวางกลยุทธ์ เราเรียกความผิดพลาดแบบนี้ว่า “หลุมพลางกิจกรรม”

ทั้งนี้ในการรณรงค์จึงต้องมีแผนหรือกลยุทธ์ การมีกลยุทธ์ช่วยให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง เพื่อที่จะช่วยนักรณรงค์วางกลยุทธ์ มีคำถามหลัก 4 ข้อที่จะต้องถามตัวเองและตอบให้ได้ คือ

1. เราต้องการเปลี่ยนแปลงอะไร
2. ใครมีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงนั้น
3. อะไรสามารถโน้มน้าวใจคนกลุ่มนั้นให้ตัดสินใจเปลี่ยน
4. เราควรทำอย่างไรเพื่อโน้มน้าวใจคนกลุ่มนั้น

ทั้งนี้เกรียงศักดิ์ ได้ยกประสบการณ์การรณรงค์ต่อต้านกฎหมายป้องกันการก่อการร้ายของอาฟริกาใต้ มาเป็นกรณีศึกษา โดยสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับการรณรงค์นี้ คือ การสร้างแนวร่วมในการรณรงค์ โดยมีองค์กรที่เป็นแกนคือ สถาบันด้านเสรีภาพในการแสดงออก

ในปี ค.ศ.2002 (พ.ศ.2545) หลังจากเหตุการณ์ 11 กันยาในสหรัฐฯ รัฐบาลอาฟริกาใต้พยายามจะผลักดันกฎหมายต่อต้านการก่อการร้าย ที่เรียกชื่อทางการว่า “กฎหมายปกป้องประชาธิปไตยแบบรัฐธรรมนูญจากการก่อการร้ายและกิจกรรมที่เกี่ยว ข้อง”

ปัญหาก็คือ นิยามเรื่องการก่อการร้ายที่คลุมเครือ มีผลให้กิจกรรมด้านการเมืองและที่เกี่ยวข้องกับสิทธิพลเมืองเช่น การชุนนุมประท้วง การเรียกร้องสิทธิในที่ทำกิน การหยุดงาน และอารยะขัดขืนถูกตีความว่าเป็นการก่อการร้าย ยกตัวอย่าง งานขององค์กรที่รณรงค์เรื่องเข้าถึงการรักษาเอชไอวีและคณะกรรมการวิกฤตไฟฟ้า ที่ต่อต้านการตัดกระแสไฟฟ้าในพื้นที่ยากจน ก็จะถูกทำให้เป็น “อาชญากรรม” ก่อการร้ายไป

ปรากฏว่า เงื่อนไขเรื่องความอ่อนไหวของประเด็น “ก่อการร้าย” ทำให้สถาบันนี้ไม่ต้องการทำการรณรงค์เพียงลำพัง เพราะจะถูกประณามจากสังคมได้ จึงเกิดเครือข่ายการรณรงค์ขึ้น ประกอบด้วยองค์กรที่ทำงานเรื่องสื่อ สื่อของคนงาน เครือข่ายต่อต้านสงคราม กลุ่มต่อต้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ขบวนการชาวบ้านไร้ที่ดินและองค์กรด้านสิทธิในการรักษาเอชไอวี

เป้าหมายหลักของการรณรงค์ครั้งนั้น มี 4 ข้อ คือ สร้างความตระหนักต่อปัญหาของกฎหมายนี้ เพื่อให้เกิดการต่อต้าน, เรียกร้องให้ขยายเวลาของการถกเถียงเกี่ยวกับกฏหมายนี้ ตามเงื่อนไขของสภา, เข้าไปมีส่วนร่วมกับรัฐบาลและสมาชิกรัฐสภา และสุดท้ายคือเพื่อให้กฎหมายนี้ถูกถอนหรือยกเลิก

ทั้งนี้ประเด็นสำคัญที่ทำให้การรณรงค์ครั้งนั้นประสบความสำเร็จคือ

1. ผู้ทำการรณรงค์นี้ยอมรับว่าถ้าวัตถุประสงค์แรกคือ การสร้างความตระหนักในสังคมวงกว้างล้มเหลว การรณรงค์ทั้งหมดจะล้มเหลวไปด้วย หมายความว่าถ้าหากประเด็นนี้ไม่กลายเป็นประเด็นสาธารณะ รัฐสภาก็คงจะละเลยการรณรงค์เคลื่อนไหวนี้ ตั้งแต่ต้น

2. ในระยะแรก ประชาชนก็ไม่รู้จักและเข้าใจว่ากฎหมายต่อต้านการก่อการร้าย คืออะไร  แต่การรณรงค์ช่วยให้กฎหมายนี้กลายเป็นประเด็นสาธารณะขึ้นมาในที่สุด

3. ปัจจัยชี้ขาด ก็คือ การข่มขู่ของเครือข่ายสหภาพแรงงานที่ใหญ่ที่สุด มีสมาชิก 2 ล้านคน ซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกของเครือข่ายรณรงค์ ที่บอกว่าจะนัดชุมนุมใหญ่ ถ้าหากกฎหมายนี้ผ่านสภา  ทำให้ในที่สุด ร่างกฎหมายจึงถูกถอดออกจากการพิจารณา

ทั้งนี้หลังจากการเสวนา ทางสถานีวิทยุสร้างสรรค์สังคมเชียงใหม่ก็ได้มอบรายชื่อที่รวบรวมได้ให้กับธนาพล นำไปรวมกับ ครก.112 ส่วนกลาง

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์