สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: 1984 กับการปรับทัศนคติ

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

 

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่นวนิยายเรื่อง 1984 ของจอร์จ ออร์เวลล์ กลายเป็นนวนิยายที่เป็นสัญลักษณ์ในการต่อต้านเผด็จการ เพราะนวนิยายเรื่องนี้ เล่าถึงเรื่องการที่มนุษย์ปัจเจกชน ลุกขึ้นต่อต้านความชั่วร้ายชองระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ เพียงแต่อยากจะบอกว่า เนื้อหาของเรื่องไม่เป็นเพียงแต่เป็นเรื่องราวของเผด็จการและการต่อต้านเผด็จการเท่านั้น แต่เรื่องสำคัญที่กล่าวถึงในนวนิยายเรื่องนี้ด้วยคือ “การปรับทัศนคติ”

จอร์จ ออร์เวลล์ เขียนนวนิยายเรื่องนี้ในปี ค.ศ.1948 ขณะที่สงครามโลกเพิ่งจะยุติลง แต่ออร์เวลได้สร้างจินตนาการไปถึง ปี ค.ศ.1984 ที่โลกแบ่งเป็น 3 อภิมหารัฐ คือ โอเชียเนีย ยูเรเชีย และอิสตาเชีย อังกฤษกลายเป็นจังหวัด”แอร์สติปวัน”ของอภิประเทศโอเชียเนีย ซึ่งเป็นรัฐที่มีการการปกครองเป็นเผด็จการเบ็ดเสร็จ ควบคุมชีวิตของประชาชนทุกด้าน โดยมีพรรคการเมืองพรรคเดียวคุมอำนาจ และมีผู้นำทรราชย์สูงสุดที่ทุกคนต้องให้ความเคารพ เรียกว่า “พี่เบิ้ม” มีกระทรวงที่ทำหน้าที่ปกครอง 4 กระทรวง คือ กระทรวงสันติภาพ(มินิพีซ) รับผิดชอบด้านสงคราม กระทรวงสมบูรณ์พูนสุข(มินิเพลนตี้)รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจ เกี่ยวกับการปันส่วนและความอดหยาก กระทรวงความรัก(มินิลุฟ) รับผิดชอบด้านกฎหมายและระเบียบสังคม และ กระทรวงแห่งความจริง(มินิทรูธ)ทำหน้าที่ด้านโฆษณา

การบริหารของพรรคแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ เจ้าหน้าที่พรรคชั้นในราว 2 % เป็นชนชั้นปกครอง เจ้าหน้าที่ชั้นนอกราว 13 % เป็นผู้ช่วยในการปกครอง และมีประชาชนที่ถูกปกครองเรียกว่าเป็นชนชั้นแรงงาน 85 % ซึ่งคนส่วนนี้จะถูกมอมเมาด้วยลอตเตอรี ฟุตบอล และ สุรา เพื่อให้ปกครองง่าย การปกครองของรัฐทั้งหมดดำเนินไปในข้ออ้างของการสร้างความสุขให้กับทุกคน ในกระบวนการนี้ รัฐจึงต้องเข้าควบคุมสังคมโดยอาศัยโทรทัศน์วงจรปิดที่มีในบ้านของเจ้าหน้าที่รัฐทุกบ้าน เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมตลออดเวลาไม่ให้เบี่ยงเบน และเพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความรักในตัวพี่เบิ้ม ทุกหนทุกแห่งจะต้องมีการติดรูปของพี่เบิ้มไว้ พร้อมทั้งข้อความว่า “พี่เบิ้มจับตาคุณอยู่”

แต่การควบคุมโดยด้านหลักคือ การควบคุมความคิด คือ จะต้องให้ทุกคนคิดและเชื่อมั่นในแบบเดียวกัน โดยการ”คิดสองชั้น” ก็คือการสร้างกระบวนการคิดให้การเผด็จการของรัฐเป็นสิ่งที่ถูกต้องเสมอ หลักเหตุผลและความจริงทั้งหมดถูกสร้างขึ้นใหม่เพื่อให้ประชาชนรับรู้ ภาษาก็ถูกสร้างใหม่เป็น”นิวสปีค”หรือการพูดแบบใหม่ เพื่อให้ภาษาเป็นกรอบควบคุมความคิด แม้กระทั่งสงครามระหว่างรัฐก็ถูกสร้างขึ้นเพื่อปลุกเร้าชาตินิยม และให้รณรงค์เกลียดชังศัตรูแห่งรัฐ โดยมีการจัดเหตุการณ์เรียกว่า”ความเกลียดสองนาที” หรือ การจัด”สัปดาห์แห่งความเกลียด”เพื่อแสดงความเป็นเอกภาพในการเกลียดชังศัตรูแห่งรัฐ การคิดนอกกรอบหรือการคิดที่แตกต่างเรียกว่าเป็น “อาชญากรรมทางความคิด” เป็นสิ่งที่รัฐเผด็จการยอมไม่ได้ ต้องถูกกำจัดไป โดยมีเจ้าหน้าที่เฉพาะคือ “ตำรวจความคิด”คอยสอดส่องคนคิดต่าง

วินสตัน สมิธ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐโอเชียเนีย ที่ทำงานในกระทรวงแห่งความจริง เรียกว่าเป็น “มินิทรูธ” ซึ่งอาจหมายถึงความจริงเพียงนิดเดียว หน่วยงานนี้มีหน้าที่เซนเซอร์ คือ ควบคุมข่าวสารทั้งหมดที่จะสื่อถึงประชาชน ให้เป็นความจริงเฉพาะในด้านที่เป็นของรัฐเท่านั้น วินสตันเป็นเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ ทำหน้าที่แก้ไขตัดต่อประวัติศาสตร์ เพื่อสร้างความจริงในอดีตให้สอดคล้องกับทิศทางชองพรรค บุคคลที่ต่อต้านพรรคจะต้องถูกทำให้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์เพื่อไม่ให้เกิดการรับรู้ ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างวีรบุรุษของรัฐขึ้นเพื่อให้ประชาชนชื่นชม

แต่ความจริงวินสตันเป็นพวกที่ต่อต้านรัฐ ต่อต้านเผด็จการเบ็ดเสร็จ เขาแสวงหาเสรีภาพ เขาลักลอบทำทุกอย่างที่ต่อต้านพรรคและต่อต้านพี่เบิ้ม ที่น่าสนใจคือ การต่อต้านของวินสตันไม่ได้คำนึงถึงผลว่าการต่อต้านนั้นมีโอกาสจะประสบความสำเร็จเพียงใด และในที่สุดวินสตันก็ได้ลอบรักกับจูเลีย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่หญิงของพรรค ทำงานในแผนกนวนิยาย และเป็นผู้ที่ต่อต้านเผด็จการเช่นเดียวกัน

วินสตันและจูเลียลักลอบนัดพบกันหลายครั้ง และได้พยายามแสวงหากลุ่มภราดรภาพ ซึ่งเชื่อว่าเป็นองค์กรใต้ดินต่อต้านเผด็จการ ที่นำโดยเอมมานูเอล โกลสไตน์ ซึ่งถือเป็นพวกทรยศต่อพรรค และบ่อนทำลาย เป็นศัตรูของพี่เบิ้ม และเป็นศัตรูของรัฐที่ทุกคนต้องเกลียดชัง วินสตันได้อ่าน”หนังสือ”ซึ่งเชื่อว่าเขียนโดยโกลสไตน์ ที่เปิดเผยเรื่องราวของรัฐโอเชียเนียและพี่เบิ้ม แต่ฉากทั้งหมดนี้ น่าจะทำขึ้นโดยตำรวจความคิดที่เผ้าติดตามคนทั้งสอง ดังนั้น ทั้งสองคนก็ถูกตำรวจความคิดจับได้ และถูกนำตัวไปยังกระทรวงแห่งความรัก

วินสตันถูกสอบสวน ถูกทรมาน ถูกช็อตด้วยไฟฟ้า เพื่อทำให้“สารภาพ”ในอาชญากรรมต่อรัฐทั้งที่ก่อขึ้นและไม่ได้ก่อขึ้น ในขั้นต่อมา ต้องให้วินสตันสิ้นคุณค่าในการนับถือตัวเอง ด้วยการทรยศต่อคนที่วินสตันรัก นั่นคือ จูเลีย แต่นั่นไม่ใช่ขั้นตอนที่สำคัญ สิ่งที่กระทรวงแห่งความรักต้องทำให้ได้สำเร็จคือการ “ปรับทัศนคติ” ถือว่า การต่อต้านเผด็จการนั้น เป็นอาการป่วยที่ต้องได้รับการ”รักษา” คือการเข้าใจ”ความเป็นจริง”ตามที่ฝ่ายเผด็จการต้องการให้เป็น เช่น 2+2=5 วินสตันจะต้องถูกบำบัดรักษาใน 3 ขั้นตอนตั้งแต่การเรียนรู้ การเข้าใจ และการยอมรับด้วยตัวของตัวเอง และสุดท้ายของการปรับทัศนคติ วินสตันต้องยอมรับในความถูกต้องทุกประการของเผด็จการด้วยความคิดของวินสตันเอง ดังที่เขายอมรับในตอนสุดท้ายว่า “ผมรักพี่เบิ้ม”

ความจริงนวนิยายเรื่องนี้ จอร์จ ออร์เวลต้องการเขียนขึ้นเพื่อวิพากษ์ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จของพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียตภายใต้ระบอบสตาลิน แต่ผลกระทบของเรื่องกลายเป็นเครื่องมือในการวิพากระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จทั้งหมดทั่วโลก นวนิยายเรื่องนี้จึงถูกแปลออกเป็นภาษาต่างๆ แทบทุกภาษา รวมทั้งฉบับภาษาไทยที่แปลโดยรัศมี เผ่าทองเหลือง และอำนวยชัย ปฏิพัทธ์เผ่าพงศ์ วางตลาดครั้งแรกตั้งแต่ พ.ศ.2523 แต่หนังสือเล่มนี้กลับถูกกล่าวขวัญมากที่สุด หลังจากการรัฐประหาร พ.ศ.2557 นี้เอง

ประเด็นสำคัญในนวนิยายเล่มนี้ ที่กล่าวถึงกระบวนการปรับทัศนคติให้ปัจเจกชนต้องยอมรับความถูกต้องของเผด็จการอย่างยินยอมพร้อมใจเป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก เพราะชี้ให้เห็นว่า ประชาชนที่อยู่ในรัฐเผด็จการ จะต้องมีทัศนคติเห็นว่า การใช้อำนาจเผด็จการของคณะผู้นำแห่งรัฐเป็นความถูกต้องเสมอ อำนาจเผด็จการนั้นเป็นไปเพื่อการแก้ไขความขัดแย้ง หรือเป็นไปเพื่อคืนความสุขให้กับสังคม ใครก็ตามที่ไม่เห็นด้วย หรือต่อต้านคัดค้าน ต้องไปปรับทัศนคติใหม่ ให้เห็นว่า คณะผู้เผด็จการเป็นผู้หวังดีต่อชาติบ้านเมือง พวกที่คิดถึงประชาธิปไตย สิทธิเสมอภาค อำนาจของประชาชน การเลือกตั้ง อาจจะเป็นพวกที่”มโน”เอาเอง เพราะเป็นไปไม่ได้ในแง่ข้อเท็จจริง ดังในนวนิยายเรื่อง 1984 นี้ การปกครองโดยชนชั้นนำเพียง 2 % ต้องเป็นความถูกต้องเสมอ ตราบเท่าที่กรรมาชีพ 85 % ยังเป็นพวกที่โง่เขลา จึงไม่สามารถที่จะมีสิทธิมีเสียงได้

นี่คือข้อสรุปที่ได้จากการกลับไปอ่านนวนิยายเรื่อง 1984 ที่อยากชวนให้อ่านกัน ส่วนที่อ่านแล้วจะมีความหวัง หรือสิ้นความหวัง คงเป็นเรื่องของแต่ละคน

 

เผยแพร่ครั้งแรกใน: โลกวันนี้ วันสุข ฉบับที่ 473 วันที่ 19 กรกฎาคม 2557

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์