ลิขิต ธีรเวคิน วิพากษ์ร่างรธน. เมื่อประกาศเป็นกฎหมายเท่ากับยึดอำนาจทันที

ราชบัณฑิตด้านรัฐศาสตร์ วิพากษ์ร่างรธน. ว่าเป็นเพียงความพยายามต่อสู้กับเวลาและยุคสมัย พร้อมย้ำมี 3 สิ่งที่ทำลายประชาธิปไตยอยู่ในรธน. หากประกาศใช้จะเป็นการยึดอำนาจอย่างถูกกฎหมายทันที

3 ก.ย. 2558 ที่ ห้องประชุมสมาคมศิษย์เก่าคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชั้น 12 ตึกเกษมอุทยานิน คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีการจัดเวทีเสวนาวิชาการ วิเคราะห์ร่างรัฐธรรมนูญ 2558 กับทิศทางการปฏิรูปการเมืองไทย: ทางออกหรือทางตัน โดยมี ลิขิต ธีระเวคิน ราชบัณฑิตด้านรัฐศาสตร์ ร่วมเป็นหนึ่งในวิทยากรด้วย

งานเสวนาครั้งนี้ร่วมจัดโดยศูนย์ศึกษาการพัฒนาสังคม คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ศูนย์ข่าวสารสันติภาพ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน และสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ภายในงานเสวนาครั้งนี้มีผู้สนเข้าร่วมจำนวนมาก

ลิขิต เริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงรัฐธรรมนูญว่า เป็นองค์กรที่จัดโครงสร้างในการปกครองและบริหาร และถ้าเชื่อในระบอบประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญต้องถูกออกแบบมาเพื่อนำไปสู่ระบอบประชาธิปไตย ทว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับซึ่งกำลังจะให้ สปช. ลงมติเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบนั้น แม้จะมีส่วนที่เป็นประชาธิปไตยหลายส่วน ซึ่งถือว่าเป็นหลักปรัชญาที่ดี แต่กลับมีประเด็นที่ไม่เป็นประชาธิปไตยแฝงอยู่ด้วย

ลิขิต ตั้งข้อสังเกตว่า มาตรา 3ในรัฐธรรมนูญได้ระบุชัดว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ถือเป็นหลักใหญ่ที่สุดของรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นมาตราใดๆ ในรัฐธรรมนูญที่มีการเขียนใส่เข้ามาแล้วขัดแย้งกับมาตรา 3 ถือว่าผิดหลักการประชาธิปไตย

สิ่งที่บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญซึ่ง ลิขิตมองว่า ผิดหลักการประชาธิปไตย และขัดกับมาตรา 3 ในรัฐธรรมนูญประกอบด้วย

1.การมีสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา จำนวน 123 คน ซึ่งมีจำนวนมากกว่าสมาชิกวุฒิสภาที่ได้มาจากการเลือกตั้ง ทั้งยังมีอำนาจมาก แม้จะมีการอ้างว่า การสรรหามีความเป็นประชาธิปไตย เป็นผู้ที่มองเห็นผลประโยชน์ของชาติ แต่นั่นเป็นแต่เพียงคำพูด ไม่ได้มีอะไรการันตีได้ เพราะถึงที่สุดการสรรหาขาดหลักการยึดโยงกับประชาชน

2.กรณีการเปิดช่องทางให้มีนายกรัฐมนตรีที่มาจากคนนอกคือ ไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการลงคะแนนเสียงกันในสภาแล้วผู้ที่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีไม่สามารถได้คะแนนเสียงถึงกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนฯ จึงจะสามารถเลือกคนนอกซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนฯ โดยต้องได้คะแนนเสียง 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนฯ หรือในอีกกรณีคือ จำเป็นต้องมีนายกคนนอก ในยามวิกฤต

"มาร์กที่ผมพูดไว้เลยนะ ผมว่าเราอย่าปฏิเสธความจริงเลย วิกฤตที่เกิดขึ้นในการเมืองไทย เป็นวิกฤตที่สร้างขึ้นมา ไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ไม่มีวิกฤติ ก็สร้างวิกฤต เพื่อให้มีวิกฤต เพื่อที่จะให้มีเหตุเอาคนนอกมาเป็นนายกฯได้ ทันทีที่เป็นอย่างนี้มันขัดมาตรา 3 มันขัดหลักประชาธิปไตย และมันเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดวิกฤตอย่างหนัก" ลิขิตกล่าว

3.การให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ  ซึ่งไม่ได้มีความเกี่ยวข้องหรือยึดโยงกับประชาชน แม้ในแง่ของหลักการจะระบุว่ามีเพื่อสร้างหลักประกันว่า หากประเทศเกิดปัญหา หรืออยู่ในสภาวะวิกฤต จะสามารถแก้ปัญหาได้ แต่ผิดกับหลักการประชาธิปไตยอย่างชัดเจน เนื่องจากคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ เป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องยึดโยงกับประชาชน แต่สามารถเข้ามาควบคุมฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นผู้ที่มาจากประชาชนได้ถือว่าผิดหลักการอย่างชัดเจน

“ของเราหลัง 6 ตุลา 2519 ก็มีรัฐบาลหอย เปลือกหอยคุมเนื้อหอย เราไม่ต้องการเปลือกหอยอีกต่อไปแล้ว เราต้องการเป็นอิสระ ประเด็นคือนี่มันเป็นลักษณะของการที่ต้องมี Guardians ซึ่งค่อย Guard การบริหาร เพลโต้ถามมานานแล้ว Who Will Guard The Guardians ถ้า Guardians มีอำนาจสูงสุด แล้วผู้บริหารประเทศ และฝ่ายนิติบัญญัติต้องค่อยมองตลอดเวลา เพราะมาตรา 280 ให้อำนาจอย่างล้นหลาม การเลือกตั้งก็จะไม่มีความหมาย เพราะเลือกมาก็จะมี บิ๊กบราเธอร์ คอยดูแลอยู่ แล้วบิ๊กบราเธอร์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประชาชนเลย ประชาธิปไตยแบบนี้ ไม่ใช่ครึ่งใบ แต่เป็นประชาธิปไตยเสี้ยวใบ” ลิขิตกล่าว

ลิขิต กล่าวเสริมต่อว่า ตามหลักการประชาธิปไตย อำนาจต้องเป็นของปวงชน ถือเป็นหลักศักดิ์สิทธิละเมิดไม่ได้ หากมีสิ่งใดที่ขัดกับหลักการนี้ไม่ถือว่าเป็นประชาธิปไตย ฉะนั้นในรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงไม่สามารถตอบคำถามได้ว่าเป็นประชาธิปไตยอย่างไร

“ผมเสียดายมาก ร่างออกมาดีประชาชนได้ประโยชน์ได้เยอะ แต่ในเมื่อสิ่งสูงสุด คือหลักการอันศักดิ์สิทธิมันถูกละเมิดไปแล้ว มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย” ลิขิตกล่าว

สำหรับกรณีการปรองดองโดยใช้รัฐธรรมนูญเป็นตัวช่วยในการสร้างความปรองดองนั้น ลิขิตเห็นว่า ทันทีที่ร่างออกมาในลักษณะนี้ นั่นเท่ากับเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง และทันทีที่ร่างนี้ผ่านการลงประชามติ เท่ากับเป็นการยึดอำนาจอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ

“รัฐธรรมนูญอันนี้มีหลักการที่ดี แต่ใส่ไปทำไมในเรื่องของวุฒิซึ่งขัดแย้ง นายกฯที่มาจากคนนอก และ คปป. มันเห็นชัดมันเป็นการต่อสู้ของคนสองกลุ่ม กลุ่มที่เรียกว่าเสนา-อมาตยาธิปไตย เพื่อที่จะรักษาเอาไว้ 3 อย่าง คือ wealth status และ power สู้กับกลุ่มประชาธิปไตยที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของโลกาภิวัตน์” ลิขิตกล่าว

ลิขิตกล่าวทิ้งทายว่า ไม่ว่าใครก็ตามไม่สามารถที่จะต่อสู้กับเวลาได้ และยิ่งไปกว่านั้นไม่มีใครที่จะสามารถสู้กับการเปลี่ยนเปลี่ยนของยุคสมัยได้เช่นกัน แต่สิ่งที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำลังทำอยู่คือกำลังต่อสู้กับทั้งสองสิ่ง

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น