ประวิตรชี้เหตุระเบิดไม่เกี่ยวไฟใต้ คสช.ยันนายกฯไม่เคยพาดพิงกลุ่มการเมือง

15 ส.ค. 2559 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  แถลงภายหลังการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ถึงความ คืบหน้าคดีระเบิด 7 จังหวัดภาคใต้ ว่า ทุกฝ่ายอยู่ระหว่างดำเนินการ ทั้งงานด้านการข่าว ตอนนี้หลักฐานที่ชัดเจน จากกล้องวงจรปิด ซึ่งต้องตามหาความเชื่อมโยงว่ามาจากไหน ทำเพื่ออะไร และสำคัญที่สุดคือ ประชาชนต้องช่วยเจ้าหน้าที่ ต้องมีการแจ้งเตือน ช่วยเจ้าหน้าที่ เราต้องร่วมมือกันให้ได้

“3-4 วัน ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ดำเนินการทุกอย่าง ขออย่ากดดันผมมาก ถ้าผมรู้เรื่องอะไรจะบอก ถ้ามีความชัดเจน หากไม่ชัดเจนก็พูดไม่ได้ เรื่องนี้ละเอียดอ่อน ต้องค่อยๆ คลี่คลาย เราจะพูดพาดพิงถึงใคร จะโทษใคร เพราะเรายังไม่รู้ ว่าเป็นเพราะอะไร ทำไมต้องเกิดวันที่12 สิงหา" พล.อ.ประวิตร กล่าว

ต่อกรณีคำถามว่าผู้ต้องสงสัยที่จับได้จะสามารถเชื่อมโยงถึงตัวผู้บงการหรือไม่นั้น พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ยังบอกไม่ได้ 

เมื่อถามว่าลักษณะการก่อเหตุคล้ายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนใต้  พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ตนมั่นใจว่า ไม่ใช่จาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ อาจเป็นความเข้าใจผิด ยังไม่รู้ว่าเรื่องอะไรบ้างบอกไม่ได้ แต่อาจจะมีคนทางใต้ มาทำ แต่จะทำเรื่องอะไรไม่รู้เลย

เมื่อถามว่า อาจจะมีการจ้างผู้ร่วมขบวนการจากชายแดนใต้ เข้ามาก่อเหตุ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า อาจจะ เป็นไปได้ แต่เพียงแค่ อาจจะ  ยังไม่รู้ข้อเท็จจริง  อย่าเพิ่งไปเจาะจง

ต่อข้อถามว่า ให้น้ำหนักปัจจัย ภายในประเทศ ใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายในประเทศ ไม่ใช่ต่างประเทศแน่นอน ขอให้มั่นใจ  อาจมีความเข้าใจผิดอะไรกันสักหน่อย   ตอนนี้ไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง  เราพยายามรวบรวมหลักฐานอยู่ ขอเวลาให้ทำงาน และอาจจะออกหมายจับเพิ่มเติมอีก แต่ยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด

“ในฐานะดูแลด้านความมั่นคง ต้องหาคนบงการให้ได้ คนบงการอยู่ในประเทศหรือนอกประเทศไม่รู้ ตอบไม่ได้ แต่ขณะนี้ระวังทุกพื้นที่ที่ประชาชนอยู่เยอะเพิ่มความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ อะไรที่เป็นความปลอดภัยต้องดูแลให้ได้ เราเสียใจ ที่เกิดเหตุนี้ขึ้น ซึ่งเจ้าหน้าที่เร่งเยียวยาให้ความช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ” พล.อ.ประวิตร กล่าว

ทีม คสช. ยันนายกฯไม่เคยพาดพิงกลุ่มการเมือง

ขณะที่ พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. เปิดเผยว่า ในวันนี้ (15 ส.ค.) พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ คสช. เป็นประธานการประชุมสำนักเลขาธิการ คสช. โดยได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ช่วยกันดูแลเหตุการณ์ระเบิดและวางเพลิงใน 7 จังหวัดภาคใต้ ที่เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 11-12 ส.ค.ที่ผ่านมา จนสามารถควบคุมสถานการณ์ รวมทั้งมีความคืบหน้าในการติดตามผู้ต้องสงสัย โดยกำชับตำรวจเร่งสืบสวนสอบสวนและนำผู้กระทำผิดมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยเร็ว

“ในส่วนของการรักษาความปลอดภัยสถานที่สาธารณะและพื้นที่ต่าง ๆ นั้น เลขาธิการ คสช.กำชับให้ทุกส่วนยังคงต้องดูแลให้มีความต่อเนื่อง โดยมอบหมายให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ทุกพื้นที่ประสานการทำงานร่วมกับตำรวจในการเพิ่มความเข้มข้นในมาตรการรักษาความปลอดภัยและมาตรการเฝ้าระวังที่มีอยู่เดิมให้รัดกุมยิ่งขึ้น รวมทั้งการใช้พนักงานรักษาความปลอดภัยภาคเอกชนและอาสาสมัครระวังภัยประจำท้องถิ่นเข้ามาช่วยเสริมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการเฝ้าสังเกตสิ่งผิดปกติในอาคารสถานที่ที่ตนรับผิดชอบ นอกจากนี้ มอบให้ตำรวจเข้าให้คำแนะนำและให้ความรู้กับภาคเอกชน เจ้าของอาคารสถานที่ ห้างสรรพสินค้า แหล่งท่องเที่ยว ให้มีการบริหารจัดการระบบเฝ้าตรวจความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ การอบรมพนักงานรักษาความปลอดภัยให้มีทักษะในการปฏิบัติงาน การใช้และปรับปรุงระบบกล้องวงจรปิดให้เป็นเครื่องมือในการเฝ้าระวังเหตุ” พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าว

พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษก คสช. กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดูแลรูปคดีเพื่อให้การทำงานรัดกุม ซึ่งขณะนี้คดีมีความก้าวหน้าตามลำดับ แต่ขอเวลาในการสืบสวนสอบสวน ก่อนสรุปสาเหตุว่าเป็นฝีมือกลุ่มใด ขอยืนยันว่าจับกุมคนร้ายได้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้เชิญตัวกลุ่มบุคคลที่ต้องสงสัยว่าอาจเชื่อมโยงเหตุระเบิดและเพลิงไหม้มาให้ข้อมูลที่ค่ายทหาร แต่ระบุจำนวนคนไม่ได้ เพราะจะกระทบกับสำนวนคดีของตำรวจ
 
“ส่วนกรณีมีกลุ่มการเมืองพาดพิงหัวหน้า คสช.และรองหัวหน้า คสช.ที่กล่าวว่าการเมืองอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยขอยืนยันว่าผู้บังคับบัญชาระดับสูงยังไม่เคยชี้นำ พาดพิงว่าเป็นกลุ่มใดอยู่เบื้องหลัง เพราะสำนักงานตำรวจแห่งชาติกำลังดำเนินการในเรื่องคดี ขอให้ประชาชนร่วมกันดูแลบ้านเมืองของเรา หัวหน้า คสช.สั่งการทุกกระทรวง ทบวง กรม ให้ดูแลทุกพื้นที่ให้ปลอดภัย โดยเฉพาะสนามบิน สถานีขนส่ง ห้างสรรพสินค้า และจุดที่มีนักท่องเที่ยวมาก ส่วนที่มีการแชร์พื้นที่เฝ้าระวัง 10 จุด เป็นข้อมูลเก่า ขอให้ยุติการส่งต่อ เพราะสร้างความสับสนให้ประชาชน” พ.อ.ปิยพงศ์ กล่าว, 

 

ที่มา : สำนักข่าวไทย 

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์