ธีร์ อันมัย: ก่อนฝนห่าใหญ่จะกระหน่ำลงมา

7 ปีที่แล้ว เขาถูกจับกุมตามภาพถ่ายของทางการในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ประกาศใช้โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และข้อหาร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ – เผาศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานีในวันที่ 19 พฤษภาคม 2010 เขาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และยืนยันว่า เขาไปช่วยนำคนที่ถูกยิงที่หน้าศาลากลางจังหวัดขึ้นรถไปส่งที่โรงพยาบาล

24 สิงหาคม 2011 ศาลชั้นต้นอ่านคำตัดสิน ความผิดของเขาต้องจำคุกตลอดชีวิต แต่ให้การอันเป็นประโยชน์จึงลดโทษให้หนึ่งในสามเหลือจำคุก 33 ปี 12 เดือน ดูเหมือนว่าศาลประเทศนี้จะคำนวณอายุเฉลี่ยตลอดชีวิตคนไว้ที่ 100 ปี

ก่อนหน้าคำตัดสินของศาลชั้นต้นนั้น มีชายร่างกำยำล่ำสัน เนื้อตัวเป็นมันผู้ร่วมชะตากรรมในข้อหาเดียวกันถูกหามส่งโรงพยาบาลหลังจากปากเบี้ยว แขนขาไร้เรี่ยวแรง หมอวินิจฉัยว่า เป็นอาการเส้นโลหิตในสมองอุดตัน นอนดูอาการในห้องผู้ป่วยรวมของโรงพยาบาล 3 -4 วัน พร้อมโซ่ตรวจของกรมราชทัณฑ์ที่คล้องขาอันไร้เรี่ยวแรงทั้งสองข้างไว้กับเตียงคนไข้ – เมื่ออาการเหมือนจะดีขึ้น หมอก็วินิจฉัยให้ชายคนนั้นกลับสู่เรือนจำ ขณะที่ศาลซึ่งรับเรื่องขอประกันตัวก็อ่านคำวินิจฉัยว่า เนื่องจากอัตราโทษหนัก พิเคราะห์แล้ว ไม่มีเหตุให้เปลี่ยนแปลง เขาถูกส่งกลับเข้าเรือนจำ และไม่กี่วันต่อมาชายคนเดิมก็ถูกส่งออกมาจากเรือนจำสู่เตียงนอกห้องผู้ป่วยรวมด้วยอาการเพียบแปล้ย่ำแย่ลงกว่าเดิม เขานอนโอดครวญด้วยอาการปวดหัวบนเตียงคนไข้นอกห้องผู้ป่วยรวมของโรงพยาบาลใหญ่ โดยมีโซ่ตรวนรัดข้อเท้าเขาไว้ ขณะที่แพทย์เจ้าของไข้ไปต่างประเทศ ข้างๆเตียงมีเพียงเมียของเขานั่งพัดวีเช็ดตัวให้ ก่อนที่เขาจะสิ้นสติไปในอีกหลายวันต่อมา เขาจึงถูกส่งเข้าห้อง ICU และฟื้นขึ้นมาในอีกหลายวันพร้อมดวงตาที่มองไม่เห็น แขนขาอีกซีกที่ไม่อาจขยับเขยื้อนได้ – เขากลายเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตนับแต่นั้น – ฝ่ายทนายความยื่นเรื่องขอประกันตัวพร้อมคำรับรองจากนายแพทย์คนใหม่ ในที่สุดศาลก็วินิจฉัยให้ประกันตัวชายบึกบึนที่ไม่สามารถช่วยตนเองได้แม้แต่การมองเห็นแสงเจิดจ้า - 25 สิงหาคม 2011 ศาลอ่านคำพิพากษาว่าเขาไม่มีความผิด ขณะที่ดวงตาของเขามืดมิด แขนขาไร้เรี่ยวแรง

14 กรกฎาคม 2017 ในตอนเช้าเขารู้สึกเวียนหัวเหมือนที่เป็นมาหลายเดือนนับแต่ทราบข่าวลูกชายคนโตล้มป่วยลงด้วยโรคมะเร็งในต่อมน้ำเหลือง เขารู้ดีว่า เวลาของลูกชายเหลือน้อย แต่หัวใจของเขาก็ถูกโบยตีนับครั้งไม่ถ้วนนับแต่ถูกจองจำตามคำตัดสินของศาลยุติธรรม – แม่จากไปก่อน จากนั้นก็พ่อ และแม่ยาย และเมื่อปลายมิถุนายน ลูกชายเขาก็จากไปโดยที่เขาไม่มีสิทธิได้ร่ำลา ความอ่อนล้าเพียบหนักในใจของเขาส่งต่อไปยังมือเท้าหมดเรี่ยวแรง ในที่สุดเจ้าหน้าที่พยาบาลก็ทำเรื่องขออนุญาตส่งตัวเขาออกมารักษาตัวที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป – หมอวินิจฉัยเบื้องต้นว่า เส้นเลือดในสมองอุดตัน เพราะอาการปากเบี้ยว แขนขาไร้เรี่ยวแรง และค่ำวันนั้นจะต้องเอ็กซ์เรย์สมองของเขา กลางคืนมีภรรยาและหลานชายมานอนเฝ้าข้างเตียงและใต้เตียงคนไข้อายุรกรรมชาย

บนเตียงคนไข้ เขานอนหลับตา ขาถูกคล้องด้วยตรวนแน่นหนาไว้กับเตียง - อะไรมันกระหน่ำซ้ำเติมผมขนาดนี้ ผมไปช่วยคนถูกยิง ผมถูกจับเข้าคุก ในคุกผมช่วยดูแลผู้ต้องขังที่เจ็บไข้ได้ป่วยช่วยพยาบาล ผมล้มป่วยแขนขาหมดเรี่ยวแรงช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ผมคิดถึงลูกชาย หัวใจผมหมดแรง

ผมบอกเขาและเมียของเขาว่า ลูกเขาหมดกรรมแล้ว ไม่ทรมานด้วยอาการเจ็บป่วยจากมะเร็งแล้ว คนที่อยู่ต้องยอมปล่อยให้เขาไปและทำให้ตัวเองแข็งแรง และต้องพยายามบอกหมอด้วยว่า เคยมีกรณีแบบนี้มาแล้ว หากรีบส่งกลับเรือนจำ ชะตากรรมจะไม่ต่างจากกัน

หมอผู้เคยผ่านงานด้านสิทธิมนุษยชนบอกว่า ผู้ป่วยต้องได้รับการดูแลอย่างเอาใจใส่ ห้าวันผ่านไปจะต้องได้รับการกายภาพบำบัดเพื่อให้ร่างกายกลับมาแข็งแรง แม้จะไม่เหมือนเดิมแต่นั่นคือสิ่งที่ต้องทำ แต่โซ่ตรวนของกรมราชทัณฑ์ที่ล็อคขาเขาไว้กับเตียงคนไข้ก็เป็นปัญหาสำหรับการรักษาและฟื้นฟู ดูแล้วผิดหลักทุกอย่าง

ผมเดินลงจากตึกคนไข้ชั้น 5 ลัดเลาะตามถนนในเมืองอุบลซึ่งฟุตปาธหลายจุดหดหายด้วยนโยบายที่ไม่เห็นใจคนเดินเท้า หลายจุดถูกจับจองและปิดกั้นด้วยกระดาน กระถาง ป้ายไวนิล ข้าวของสมบัติส่วนตัวของเจ้าของอาคารบ้านช่องจนคนเดินเท้าต้องถลันตัวเองไปเผชิญกับรถในถนน

ฟ้ามืดหม่นฝนตั้งเค้า อีกยาวนานกว่าฤดูฝนจะผ่านไป คิดถึงเรื่องราวของนักโทษทางความคิดนักโทษการเมืองหลายคน ไม่ใช่เคราะห์กรรมหรือผลกรรมหรอก แต่มันเป็นความอยุติธรรมล้วนๆ

ผมเดินข้ามสะพานเสรีประชาธิปไตยที่สร้างครั้งแรกในปี 1950 และสร้างใหม่ในปี 1972 ไม่นาน ฝนห่าใหญ่ก็กระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง

 

อ่านเพิมเติม และร่วมบริจาคช่วยเหลือนักโทษการเมือง จ.อุบลฯ ได้ที่ Fanpage Redfam Fund