นปช. จ่อล่าล้านชื่อยื่น ปธ.สภาจากการเลือกตั้ง สอบ ป.ป.ช. ตัดสินไม่ยุติธรรมคดีสลายชุมนุม 53

เลขาธิการ นปช. เผยเตรียมล่า 1 ล้านรายชื่อยื่นต่อประธานรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งจากเสียงของประชาชน ตรวจสอบ ป.ป.ช. ปมตัดสินไม่ยุติธรรม คดีสลายชุมนุมแดง 53 ตามช่อง รัฐธรรมนูญ 60

 

ที่มาภาพ เพจ PEACE TV

เมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา ข่าวสดออนไลน์ รายงานว่า ที่ศูนย์การค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จัดกิจกรรม “ต่อลมหายใจพีซทีวีเพื่อสถานีประชาชน” โดยมีแกนนำ นปช. เข้าร่วมจำนวนมากเพื่อระดมทุนภายหลังคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ได้มีมติสั่งพักใช้ใบอนุญาตสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมช่อง พีซทีวีเป็นเวลา 30 วันนับตั้งแต่วันที่ 9 ส.ค. และได้เปิดรับชมปกติในวันที่ 9 ก.ย. ที่ผ่านมา โดยวัตถุประสงค์การระดมทุนเนื่องจากการที่กสท.สั่งพักใบอนุญาตพีซทีวีทำให้รายได้และโฆษณาไม่เพียงพอในการดำเนินรายการภายในช่องพีซทีวี

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. กล่าวว่า วันนี้พีชทีวีออกอากาศแล้ว แต่หลายคนคงถามว่าเมื่อไรจะจอดำอีก สถานีแห่งนี้มีความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ทางการเมืองของไทย เช่น การอ่านคำพิพากษาคดีจำนำข้าว การลงประชามติก็มักจะปิดพีชทีวีก่อนเสมอ เหตุการณ์ต่อไปคงเป็นช่วงเลือกตั้งซึ่งไม่รู้จะเกิดเมื่อใดก็คงออกอากาศตามปกติไปเรื่อยๆ แม้วันนี้ประชาชนหลายคนได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันแต่ยังมีน้ำใจมาร่วมสมทบทุนพีทีวีกัน ซึ่งคนพีชทีวีกว่าร้อยชีวิตต่างซึ้งในน้ำใจของทุกคน ในอนาคตพีชทีวีก็ต้องปรับปรุงเพื่อให้สามารถยืนด้วยขาตัวเองให้ได้เพื่อให้สถานีข่าวประชาธิปไตยยังคงมีอยู่ต่อไป

เลขาธิการ นปช.  กล่าวต่อว่า วันนี้เราจะปล่อยให้การสลายการชุมนุมปี 2553 ลอยหายไปกับวันเวลาไม่ได้ เพราะบ้านเมืองนี้ยังมีเกียรติยศศักดิ์ศรี และหากบ้านเมืองใดก็ตามหาความยุติธรรมไม่ได้ก็หาความน่าเชื่อถือไม่ได้เช่นกัน และในสัปดาห์หน้านปช.จะแถลงให้ทุกคนทราบว่าเราจะถามหาความยุติธรรมในเหตุการณ์ปี 2553 อย่างไรบ้าง และขอให้ฝ่ายความมั่นคงมั่นใจว่าเราได้ทำทุกอย่างตามกฎหมายและเปิดเผยทุกขั้นตอน จึงเชื่อว่าจะไม่มีใครมาทักท้วงเพราะเราทำตามขั้นตอนของกฎหมายทั้งหมด โดยทำเพื่อทวงถามความยุติธรรมแทนคนเจ็บคนตายเท่านั้น ไม่ได้คิดจะท้าทาย แต่อยากให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผชิญกับความอยุติธรรมที่คนเจ็บคนตายของนปช.ต้องเผชิญมากว่า 7 ปีส่วนคดีพันธมิตรกลับยกฟ้อง ตอนนั้นคนเสื้อแดงมาชุมนุมมีเจ้าหน้าที่มาควบคุม มีคนตายเป็นร้อยบาดเจ็บ 2 พัน มีกระสุนเป็นแสนๆ แต่เรื่องไม่ไปถึงศาลหรืออัยการเลย แต่เหตุการณ์ปี 2553 จะต้องเข้าไปถึงหัวใจคนไทยทั้งประเทศ

“รัฐธรรมนูญปี 2560 มีช่องว่าหากคณะกรรม ป.ป.ช.ตัดสินไม่ยุติธรรม สามารถล่ารายชื่อ 2 หมื่นรายชื่อเพื่อยื่นให้ประธานรัฐสภาพิจารณาได้ เราจึงอยากรวมรายชื่อสักล้านรายชื่อไปยื่นต่อประธานรัฐสภา แต่เนื่องจากสภาตอนนี้เป็นสภาตามใจแป๊ะ เราจึงจะรอยื่นในสภาที่มาจากการเลือกตั้งจากเสียงของประชาชนจะดีกว่า ขอให้ทุกคน ไม่มีการปลุกระดมใดๆทั้งสิ้น เราต้องทำให้ทุกคนเห็นว่าการที่มีคนตายเป็นร้อยต้องมีคนรับผิดชอบในชั้นศาลหรือไม่ ตนเชื่อว่าคนไทยจะทนเห็นความอยุติธรรมไม่ได้ ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองจะเดินไปข้างหน้าไม่ได้” ณัฐวุฒิ กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา ศาลฎีกา พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ยกฟ้องสำนวนคดีที่ อัยการ ฟ้อง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ กับสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ฐานร่วมกันก่อให้ฆ่าผู้อื่นเหตุสลายการชุมนุมกลุ่ม นปช. ตั้งแต่เดือน เม.ย. ถึง 19 พ.ค. 2553 โดยที่ศาลเห็นว่า แม้อัยการโจทก์ จะกล่าวหาว่า อภิสิทธิ์ และสุเทพ ได้ออกคำสั่ง ศอฉ. กระชับพื้นที่ หรือสลายการชุมนุม แต่เป็นการใช้อำนาจตำแหน่งหน้าที่ราชการในฐานะนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี รวมทั้ง ผู้อำนายการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ผอ.ศอฉ.) ตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ด้วย ไม่ใช่การกระทำทางอาญาที่กระทำโดยส่วนตัวดังนั้นจึงเป็นการกระทำที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งราชการ ซึ่ง  ป.ป.ช. เป็นผู้มีอำนาจไต่สวน และหาก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด ก็ต้องยื่นฟ้องคดีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่มีอำนาจไต่สวนชี้มูลความผิดเกี่ยวกับการกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ คดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลนี้

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ 28 ส.ค. 57 ที่ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งยกฟ้องคดีดังกล่าวไปแล้ว โดยครั้งนั้นศาลระบุเช่นเดียวกันว่ามูลเหตุแห่งคดี เป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวหาจำเลยในฐานะนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และ ผอ.ศอฉ. ซึ่งเป็นความผิดตามอำนาจหน้าที่ราชการ และเป็นการออกคำสั่งโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จึงอยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หาใช่อยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลอาญาไม่ ศาลอาญาจึงไม่มีอำนาจรับคำฟ้องของโจทก์ทั้ง 2 สำนวน จึงพิพากษายกฟ้องคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้ง 2 และยกฟ้องการขอเป็นโจทก์ร่วม (อ่านรายละเอียด) จากนั้น กลุ่มผู้เสียหายได้ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. และต่อมาเมื่อวันที 29 ธ.ค.58 ป.ป.ช. ได้มีมติให้ คำร้องตกไป ในกรณีการขอให้ถอดถอนและคำกล่าวหา อภิสิทธิ์ สุเทพ และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กับพวก ในข้อหา ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ สั่งใช้กำลังทหาร ตำรวจ และข้าราชการพลเรือนเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช.ปี 53 ดังกล่าว (อ่านรายละเอียด)