อัยการสั่งไม่ฟ้องเปรมชัย 5 ข้อหา ควรฟ้อง 6 ข้อ เรียกค่าเสียหาย 4.6 แสน ให้กับกรมอุทยานฯ

อัยการภาค 7 แถลงคดี เปรมชัย กับพวก โดยอัยการสั่งฟ้อง 6 ข้อกล่าวหา ไม่ฟ้อง 5 ข้อกล่าวหา พร้อมเรียกค่าเสียหาย 4.6 แสนบาท ให้กับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ส่วนข้อหาที่สั่งไม่ฟ้องส่งสำนวนไปให้ผบช.ตำรวจภูธรภาค 7 พิจารณา 'ศรีวราห์' ยันสำนวนสั่งฟ้องไม่อ่อน

ที่มภาพ เว็บไซต์สำนักงานอัยการภาค 7

4 เม.ย.2561 รายงานข่าวระบุว่า วันนี้ ที่ห้องประชุมยกบัตรเมืองราชบุรี ชั้น 4 สำนักงานอัยการ ภาค 7  สมศรี วัฒนไพศาล อธิบดีอัยการภาค 7 สมเจตน์ อำนวยสวัสดิ์ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 2 ภาค 7 และ ทนง ตะภา อัยการ จ.กาญจนบุรี ร่วมแถลงความคืบหน้าคดี เปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด มหาชน กับพวก เมื่อวันที่ 20 มี.ค.61 สืบเนื่องจากสำนักอัยการจังหวัดทองผาภูมิได้รับสำนวนสอบสวนคดีระหว่าง วิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก จังหวัดกาญจนบุรี

ข่าวสดออนไลน์  สมศรี วัฒนไพศาล อธิบดีอัยการภาค 7 พร้อมด้วย สมเจตน์ อำนวยสวัสดิ์ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 2 ภาค 7 ร่วมกันแถลงผลพิจารณาคดีของ เปรมชัย และพวก 1. คณะทำงานซึ่งมี สมเจตน์ เป็นหัวหน้าคณะทำงาน ร่วมกันตรวจพิจารณาสำนวนโดยละเอียดรอบคอบแล้ว มีความเห็นทางคดีเสร็จเรียบร้อยและเสนอให้ สมศรี มีคำสั่งในคดี ส่วนในประเด็นการร้องขอความเป็นธรรมของ เปรมชัย กับพวก คณะทำงานพิจารณาแล้วเห็นว่าตามประเด็นที่ร้องขอความเป็นธรรมดังกล่าวได้สอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานตามประเด็นที่ร้องขอความเป็นธรรมครบถ้วนแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องสอบสวนเพิ่มเติม

อธิบดีอัยการภาค 7 พิจารณามีคำสั่งฟ้อง เปรมชัย กรรณสูต ข้อหา 1. ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยมิได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร 2. ร่วมกันล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ 3. ร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครองโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ 4. ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครองโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ 5. ร่วมกันช่วยซ่อนเร้นช่วยพา เอาไปเสีย หรือ รับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งซากสัตว์ป่าอันได้มาโดยการกระทำความผิดกฎหมาย 6. ร่วมกันเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่

และสั่งไม่ฟ้อง เปรมชัย กรรณสูต ข้อหา 1. ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 2. ร่วมกันเข้าไปในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ 3. ร่วมกันนำเครื่องมือสำหรับใช้ในการล่าสัตว์ป่าหรือจับสัตว์ป่าหรือจับสัตว์ป่าหรืออาวุธใดๆ เข้าไปในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ 4. ร่วมกันพยายามล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และ 5. ร่วมกันทารุณกรรมสัตว์โดยไม่มีเหตุอันสมควร

ส่วน ยงค์ โดนเครือ ผู้ต้องหาที่ 2 อธิบดีอัยการภาค 7 พิจารณามีคำสั่งฟ้องฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยมิได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ร่วมกันล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครองโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครองโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ร่วมกันช่วยซ่อนเร้นช่วยพา เอาไปเสีย หรือ รับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งซากสัตว์ป่าอันได้มาโดยการกระทำความผิดกฎหมาย ร่วมกันเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่

และสั่งไม่ฟ้องฐานร่วมกันเข้าไปในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ร่วมกันนำเครื่องมือสำหรับใช้ในการล่าสัตว์ป่าหรือจับสัตว์ป่าหรือจับสัตว์ป่าหรืออาวุธใดๆ เข้าไปในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ร่วมกันพยายามล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และร่วมกันทารุณกรรมสัตว์โดยไม่มีเหตุอันสมควร

ด้าน นที เรียมแสน ผู้ต้องหาที่ 3 ถูกสั่งฟ้อง ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยมิได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครองโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ร่วมกันช่วยซ่อนเร้นช่วยพา เอาไปเสีย หรือรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งซากสัตว์ป่าอันได้มาโดยการกระทำความผิดกฎหมาย ร่วมกันเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่

และสั่งไม่ฟ้องฐานร่วมกันเข้าไปในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ร่วมกันนำเครื่องมือสำหรับใช้ในการล่าสัตว์ป่าหรือจับสัตว์ป่าหรือจับสัตว์ป่าหรืออาวุธใดๆ เข้าไปในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ร่วมกันล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครองโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ร่วมกันพยายามล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และร่วมกันทารุณกรรมสัตว์โดยไม่มีเหตุอันสมควร

ส่วน ธานี ทุมมาศ ผู้ต้องหาที่ 4 ถูกสั่งฟ้อง ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยมิได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ร่วมกันล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครองโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครองโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ร่วมกันช่วยซ่อนเร้นช่วยพา เอาไปเสีย หรือ รับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งซากสัตว์ป่าอันได้มาโดยการกระทำความผิดกฎหมาย ร่วมกันเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ ร่วมกันพยายามล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

และสั่งไม่ฟ้อง ธานี ในข้อหา ฐานร่วมกันเข้าไปในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ร่วมกันนำเครื่องมือสำหรับใช้ในการล่าสัตว์ป่าหรือจับสัตว์ป่าหรือจับสัตว์ป่าหรืออาวุธใดๆ เข้าไปในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และร่วมกันทารุณกรรมสัตว์โดยไม่มีเหตุอันสมควร

ทั้งนี้ อธิบดีอัยการภาค 7 พิจารณาแล้วให้ผู้ต้องหาทั้ง 4 คนร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวน 462,000 บาท ให้กับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ส่วนข่าวที่ออกมาก่อนหน้าที่ว่ามีการเรียกปรับในจำนวนหลักล้านบาทนั้นเป็นข่าวที่ไม่ได้กรอง หรือไม่ได้ออกมาจากการแถลงของทางสำนักงานอัยการภาค 7 เนื่องจากในเรื่องนี้เราฟ้องค่าเสียหายทางแพ่งไปกับอาญาได้ของพระราชบัญญัติสัตว์ป่าสงวนแห่งชาติเท่านั้น ส่วนที่เกี่ยวกับ พรบ.สิ่งแวดล้อมเกี่ยวข้องกับระบบนิเวศเป็นหน้าที่ที่ต้องไปติดตามเรียกร้องทางแพ่งต่างหาก เพราะฉะนั้นอย่าสงสัยว่าทำไมเราเรียกร้องค่าเสียหายได้เท่านี้

อัยการภาค 7 ยังระบุว่า ในกรณีที่สั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาบางคน บางข้อหา ให้ส่งสำนวนไปให้กับทางผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145/1 เพื่อให้มีความเห็นทางคดีว่ามีความเห็นชอบกับคำสั่งที่ทางอธิบดีอัยการภาค 7 มีคำสั่งไปหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ได้ส่งสำนวนทั้งหมดไปให้ทางผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 แล้ว

ส่วนการเตรียมความพร้อมในเรื่องของการฟ้องขณะนี้เราเตรียมความพร้อมไว้หมดแล้วเหลือเพียงความเห็นชอบของทางผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ว่ามีความเห็นชอบกับทางอธิบดีอัยการภาค 7 หรือไม่ ถ้าเห็นชอบเราก็จะยื่นฟ้องผู้ต้องหา ถ้ามาวันนี้เราก็ยื่นฟ้องได้ทันที แต่ถ้าทางผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 มีความเห็นชอบกับคำสั่งของอธิบดีอัยการภาค 7 แล้ว ทางเราจะส่งสำนวนทั้งหมดไปยังท่านอัยการสูงสุดเป็นผู้ชี้ขาดในคดีนี้ถ้ากรณีเกิดการแย้งกัน แต่ถ้าไม่แย้งก็จะส่งเรื่องมาที่เราและจะยื่นเรื่องส่งฟ้องที่ศาลจังหวัดทองผาภูมิต่อไป

'ศรีวราห์' ยันสำนวนสั่งฟ้องล่าสัตว์ป่าไม่อ่อน

สำนักข่าวไทย รายงานด้วยว่า พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผย หลังอัยการ ภาค 7 มีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง เปรมชัย  ในข้อหาฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต /ร่วมกันเข้าไปในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ /ร่วมกันนำเครื่องมือสำหรับใช้ในการล่าสัตว์ป่าหรือจับสัตว์ป่าหรือจับสัตว์ป่าหรืออาวุธใดๆ เข้าไปในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ /ร่วมกันพยายามล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และ ร่วมกันทารุณกรรมสัตว์โดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยพนักงานสอบสวนภูธรภาค 7 เตรียมทบทวนจะมีความเห็นแย้งหรือมีความเห็นพ้องตามอัยการ จากนั้นจะเป็นดุลยพินิจของอัยการ ในการพิจารณา เพราะพ้นอำนาจการสอบสวนไปแล้ว ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องมีการสอบสวนเพิ่มเติม มั่นใจตำรวจทำสำนวนครบถ้วนอย่างละเอียด เห็นได้จากอัยการ มีความเห็นสั่งฟ้อง เปรมชัย และพวกในข้อหาหลัก แม้จะมีบางข้อหาที่สั่งไม่ฟ้องและก็ไม่ได้ส่งกลับมาให้ตำรวจสอบสวนเพิ่มเติม จึงแสดงให้เห็นว่าสำนวนคดีมีความแน่นหนาพอ
 
ส่วนประเด็นที่อัยการสั่งไม่ฟ้องคดีร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต กับ เปรมชัย นั้น พล.ต.ต.ธวัชชัย เมฆประเสริฐสุข ผู้บังคับการกองพิสูจน์หลักฐานกลาง ยืนยันว่า ปืนที่พบเป็นปืนที่มีทะเบียน และมีชื่อ เปรมชัย เป็นผู้ครอบครองถูกต้องตามกฏหมาย และในชั้นพนักงานสอบสวน ก็มีความเห็นสั่งไม่สั่งฟ้องไปตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว