อัพเดทล่าสุดเมื่อ 3 นาที 23 วินาที ที่ผ่านมา

จะให้ ‘เอกชัย’ ลาไปหรืออย่างไร? บุกทำเนียบถาม คสช. มีเอี่ยวดักตีหรือไม่

"เขามาเยี่ยมเยือนถึงเรือนถึงบ้านคุณๆ อย่าเพิ่งรำคาญพี่เอกชัย" เอกชัย หงส์กังวาน แถลงข่าวหน้าทำเนียบ 8 เดือนคดีนาฬิกาประวิตรไม่คืบ ขณะที่ตัวเองมาทวงถามความรับผิดชอบกลับถูกสกัด และคุกคามไปแล้ว 7 ครั้ง พร้อมถาม คสช. มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีถูกตีหน้าบ้านหรือไม่ ย้ำถ้าเกี่ยวให้พูดมาตรงๆ ว่าต้องการให้หยุดพูด ถ้าไม่เกี่ยวช่วยหาผู้ก่อเหตุ อย่าปล่อยให้สังคมเชื่อว่า คสช. เป็นคนทำ

24 ส.ค. 2561 เป็นอีกหนึ่งวันที่ เอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรมทางการเมือง เดินทางมาทำเนียบอีกครั้ง แต่รอบนี้เขามีจุดประสงค์อื่น เพราะนอกจากมาทวงถามความคืบหน้าเรื่องนาฬิกาหรู 25 เรือนมูลค่ากว่า 39.5 ล้านบาท และมองหาท่าทีการแสดงความรับผิดชอบของพล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของรัฐบาลทหาร และหนึ่งในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เขายังมาถามดังๆ ผ่านสื่อมวลชนไปด้วยว่ากรณีการทำร้ายร่างกายที่เกิดขึ้นกับเขาทุกครั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะสองครั้งล่าสุด ที่มีชาย 2 คนดักสาดน้ำปลาร้าใส่ และต่อมาอีกสัปดาห์ที่มีชาย 3 คนรุมทำร้ายร่างกายเขาจนกระดูกนิ้วมือข้างซ้ายแตกนั้น คสช. มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ เพราะทั้งสองเหตุการณ์เกิดขึ้นก่อนหน้า และหลังจากที่เขาเดินทางไปทำเนียบรัฐบาลเพื่อทำตามจุดประสงค์ในข้อแรก

เอกชัย พร้อมด้วยอานนท์ นำภา ทนายความอาสา จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โชคชัย ไพรบูลย์รัชตะ เพื่อนคู่หู่ที่ร่วมทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ทั้งเรื่อง แหวนมารดา และนาฬิกายืมเพื่อน รวมกับลุงๆ ป้าๆ ที่เห็นหน้าคราตากันมาตั้งแต่หลังรัฐประหารปี 2557 ตามเวทีชุมนุม หรือเวทีเสวนาที่ถูกจัดขึ้นโดยกลุ่มคนที่คับข้องใจกับสถานการณ์ และอนาคตของบ้านเมือง บางคนอาจจะเคยพบเจอกันมาตั้งแต่รัฐประหารปี 2549 รวมๆ แล้วประมาณ 10 คน

พวกเขาเดินทางมาถึงบริเวณด้านหน้าทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่สิบโมงครึ่ง แต่ไม่สามารถรวมกันอยู่บริเวณป้ายรถเมลล์ข้างประตู 4 ทำเนียบรัฐบาลได้ ไม่ใช่เพราะแดดออกอากาศร้อน หรือฝนฟ้ากระหน่ำ แต่เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งวันนี้มีขบวนเสด็จผ่าน พวกเขาจึงเดินเข้าไปนั่งรอในโรงอาหารของสำนักงาน ก.พ.ร. เวลาผ่านเลยไปถึงสิบเอ็ดโมงกว่าจึงจะสามารถเดินออกมาที่ประตู 4 ได้

ร่วมชั่วโมงที่ผู้เขียนนั่งรออยู่ตรงนั้น บรรยากาศโดยรอบให้ความรู้สึกเหมือนย้อนกลับไปในช่วงที่การแอบถ่ายดารา นักร้อง คนดังในวงการบันเทิงกำลังเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากผ่านจอแก้ว และหน้าหนังสือพิมพ์ของไทย คนที่ทำหน้าที่แอบถ่ายเรื่องส่วนตัวของบรรดาเซเลปเหล่านั้น ถูกเรียกทับศัพท์ด้วยคำว่า ‘ปาปารัสซี’ (Paparazzi) คำดังกล่าวถูกอธิบายอย่างเป็นระบบไว้ในคอลัมน์ คนสร้างคำ เขียนโดยคอลัมนิสต์นามปากกาว่า คำข้าว ตีพิมพ์ลงในนิตยสารคดีฉบับที่ 248 เดือนตุลาคม 2548

คำข้าว อธิบายว่า ปาปาราซซี เป็นพหูพจน์ของ ปาปาราซโซ (paparazzo) หมายถึงช่างภาพ-ทั้งภาพนิ่งและเคลื่อนไหว-ที่คอยติดตามดาราคนดังไปตามที่ต่างๆ เพื่อถ่ายภาพในยามที่เขาไม่ได้อยากให้ถ่าย โดยเฉพาะในเวลาที่เป็นส่วนตัว คำนี้ปรากฏเป็นครั้งแรกจากหนังเรื่อง La Dolce Vita

หนังพูดถึงชีวิตของนักเขียนคอลัมน์ซุบซิบชื่อ Marcello ที่ต้องใช้ชีวิตกลางคืนในวงสังคมชนชั้นกลางในโรมเพื่อหาข่าวฉาว กับเพื่อนช่างภาพชื่อ Paparazzo เฟเดอรีโค เฟลลีนี ผู้กำกับร่างภาพตัวละครตัวนี้ไว้เป็นภาพลายเส้นให้มีลักษณะ “เหมือนมนุษย์ที่ไม่มีโครงกระดูก” กำลังยกกล้องขึ้นสูงเพื่อกดชัตเตอร์ “ดูเหมือนแมลงดูดเลือด เป็นนัยว่าพวกปาปาราซซีก็เหมือนยุง และเหมือนปรสิต”

ในช่วงเวลาที่เอกชัย กับพวก รวมทั้งช่างภาพ และนักข่าวบางกลุ่มที่ติดตามทำข่าวการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลทหารมาตลอด นั่งรอเวลาอยู่ที่โรงอาหารในสำนักกงาน ก.พ.ร. ผู้เขียนเห็นว่า ปาปารัสซีไม่ทราบสังกัด คอยรบกวนความเป็นส่วนตัวตลอดเวลา และเมื่อพวกเขาเดินออกจากที่นั่นมาปาปารัสซีที่ว่าก็ได้เดินตามมาที่ทำเนียบรัฐบาลด้วย

เอกชัยใช้เวลาแถลงข่าวคนเดียวประมาณ 20 นาที และเมื่อเขาพูดจบนักข่าวจากสื่อหัวต่างๆ ก็ไม่มีคำถามที่จะถามเพิ่มเติม นั่นอาจเป็นเพราะเขาคือ เอกชัย ไม่ก็อาจเป็นเพราะเขาอธิบายทุกอย่างครบถ้วนหมดแล้ว

หากย่อเรื่องราวคับข้องใจจากการแถลงข่าวของเอกชัย ให้เหลือเพียงคำไม่กี่คำ ก็คงพูดได้ว่า เขามาที่นี่เพราะต้องการยืนยันถึงสิทธิของตนเองในฐานะประชาชนหนึ่งคน ที่มีความเป็นเจ้าของประเทศนี้เท่ากับคนอื่นๆ อะไรไม่ถูกต้อง ประชาชนต้องมีสิทธิพูด และไม่ควรถูกปิดปากด้วยการสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว แม้จะไม่มีคำว่า 'ไม่กลัว' ออกมาจากปากเอกชัยแม้แต่คำเดียว แต่คำว่า 'ไม่หยุด' ก็ใช้แทนได้ในความหมายเดียวกัน

ขณะที่เอกชัยแถลงข่าว เขาใช้มือซ้ายที่ใส่เฝือกอ่อนประคองกระดาษ กระดาษซึ่งก่อนหน้านี้เขาใช้มือขวาจดเรื่องที่ต้องการพูดไว้ และนี่คือเรื่องราวทั้งหมด

อ่านเรื่องราวของเอกชัยในมิติอื่นๆ

Realfame: รักเธอน้อยกว่าประชาธิปไตย 'เอกชัย หงส์กังวาน'

000000

เอกชัย เริ่มต้นว่า ทหารไม่มีความเหมาะสมในการบริหารประเทศ เนื่องจากความเป็นผู้บัญชาการ กับความเป็นผู้บริหารมีลักษณะแตกต่างกัน เมื่อทหารเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีจะมีความเป็นผู้บัญชาการสูง ซึ่งจะมีลักษณะของการใช้อำนาจสั่งการ และมองดูว่ามีผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่กี่คน ไม่ประเมินศักยภาพ และความเหมาะสมของลักษณะงานที่มอบหมายให้ผู้ใต้บังคับบัญชา ในขณะที่ผู้บริหารจะเริ่มต้นด้วยการมองว่าในจำนวนคนที่มีอยู่ใครสามารถทำอะไรได้บ้าง เพราะเห็นว่ามนุษย์แต่ละคนมีศักยภาพแตกต่างกัน และมีความถนัดในแต่ละด้านไม่เหมือนกัน

“เราจึงไม่แปลกใจเลยว่า เวลา 4 ปี ที่ผ่านมาการบริหารงานของทหารทำไมถึงออกมาไม่ได้เรื่อง” เขากล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่เน้นเสียงที่คำว่าไม่ได้เรื่อง เอกชัยพูดต่อไปว่า ผู้นำประเทศในเวลานี้เคยชินกับการเป็นผู้บัญชาการ ที่ไม่ว่าจะสั่งอะไรทุกคนก็ต้องทำตาม สั่งทหาร 100 คนให้ซ้ายหันก็ต้องหันตามกันหมด ถ้ามีใครสักคนไม่หันตาม จะถือว่าเป็นความผิด และจะถูกลงวินัย เมื่อผู้บัญชาการทหารมาเป็นนายกรัฐมนตรีก็เห็นประชาชนไม่ต่างไปจากทหารใต้บังคับบัญชา 

เขากล่าวต่อไปว่า สิ่งที่ทหารทำหลังจากการรัฐประหารปี 2557 คือ การประกาศเรียกแกนนำกลุ่มการเมือง รวมทั้งผู้ที่ถูกกล่าวหาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่พ้นโทษมาแล้ว เข้ามาปรับทัศนคติ เพราะทหารมองว่าคนเหล่านี้เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐบาล และ คสช. แม้บางคนจะไม่ได้เคลื่อนไหวทางการเมืองแล้วก็ตาม

นอกจากนี้ เอกชัยเห็นว่า คสช. ยังมีการประยุกต์ใช้กฎหมายต่างๆ เพื่อปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมือง โดยการตีความกฎหมายที่เกินเลย ยกตัวอย่างกรณีการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ก็มีการแจ้งข้อหายุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 และถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่าฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2558 ที่ห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน ทั้งที่การเคลื่อนไหวที่ผ่านเป็นการใช้สิทธิในการชุมนุมตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังมีการใช้อำนาจตามมาตรา 44 อุ้มคนเข้าค่ายทหาร ทั้งที่ยังไม่ได้มีการทำอะไรผิดกฎหมาย โดยทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้เป็นสิ่งที่ขัดกับหลักนิติรัฐ

เอกชัย กล่าวต่ออีกประเด็นว่า คสช. อ้างสาเหตุที่ทำรัฐประหารว่า รัฐบาลในชุดก่อนหน้านี้มีการทุจริตคอร์รัปชัน คสช. ต้องการเข้ามากวาดล้างทำความสะอาด ที่ผ่านมามีการดำเนินคดีหลายคดีกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ รวมถึงสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ในคดีทุจริตโครงการก่อสร้างสถานนีตำรวจ หากดูผิวเผินอาจจะเห็นมีความพยายามในการจัดการปัญหาอย่างจริงจัง แต่สิ่งที่น่าสงสัยคือ เพราะเหตุใดการทุจริต  หรือกระทำความผิดของทหารในหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นการเสียชีวิตของทหารเกณฑ์จากการซ่อม  หรือกรณีทุจริตคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่าน ทหารมักจะพยายามปกปิดความผิด

สำหรับประเด็นเรื่องนาฬิกาหรู 25 เรือน ไม่ได้มีการชี้แจงไว้ในบัญชีทรัพย์สินแม้แต่รายการเดียว ของพล.อ.ประวิตร ซึ่งมีการประเมินราคาได้กว่า 39.5 ล้านบาท เป็นเรื่องที่เด่นชัดที่เอกชัยเห็นว่า เป็นกรณีสร้างความสงสัยให้กับสังคมว่า เพราะอะไรจึงยังไม่มีการดำเนินการใดๆ เลย และทำไมยังปล่อยให้พล.อ.ประวิตร ดำรงตำแหน่งต่อไป ในขณะที่กรณีอื่นๆ จะมีการปลดผู้ถูกกล่าวหาเรื่องทุจริตออกจากตำแหน่งโดยทันที ในขณะที่การทำงานเผื่อตรวจสอบทุจริตกรณีนี้ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาก็ยังไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย

ราคาที่ถูกบังคับจ่าย จากทวงถามเรื่องคอร์รัปชันของทหารในรัฐบาลเผด็จการ

“ผมเคลื่อนไหวเรื่องนี้มาตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม ปีที่ผ่าน ครั้งแรกไปบ้านสี่เสาเทเวศร์ของคุณเปรม ติณสูลานนท์ (ประธานองคมนตรี) ในงานเข้าอวยพรปีใหม่ ปรากฎว่าผมไปถึงยังไม่ทันได้เข้าบ้านก็ถูกเจ้าหน้าที่ที่อยู่หน้าบ้านอุ้มเข้าไปในป้อมตำรวจ และไม่ยอมให้ผมทำอะไรทั้งนั้น นั่นคือครั้งแรกที่ผมเจอ

หลังจากนั่นผมก็ยังเคลื่อนไหวตลอดมาจนกระทั่งวันที่ 9 มกราคม (2561) ผมก็มาที่ทำเนียบรัฐบาลก็ถูกพาตัวไปที่ห้องประชุมชั้นบนของ ก.พ.ร. และก็มีนายพล 3 คน เป็นตำรวจ 1 คน เป็นทหาร 2 คน เข้ามาบอกว่าจะขอรับมอบนาฬิกานี้เพื่อหวังให้ผมหยุดเคลื่อนไหว แต่ผมไม่ยอมเพราะผมรู้ว่านาฬิกานี้จะไม่ถึงมือประวิตร แน่นอน ผมจึงปฏิเสธ หลังจากนั้นเพียงแค่ 3 วัน คุณศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล (รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ) ก็ไปขอให้ศาลอาญาออกหมายจับผม โดยอ้างความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากการโพสต์เฟสบุ๊กในปีที่ผ่านมา ทั้งที่ผ่านไปเกือบปีแล้วเพิ่งจะมาฟ้องร้อง มันชัดเจนว่านี่คือ การใช้กฎหมายเพื่อปิดปาก แต่โชคดีที่ศาลปฏิเสธการออกหมายจับ และให้เป็นหน้าที่ ปอท. ดำเนินการออกหมายเรียก ซึ่งคดีนี้จนถึงตอนนี้ก็ยังคาอยู่ที่ ปอท. ยังไม่มีการส่งสำนวนให้อัยการแต่อย่างใด นี่คือการคุกคามช่วงแรก เขาพยายามใช้ไม้น่วมมากล่อม พอไม้น่วมใช้ไม่ได้ผลก็เอาเรื่องคดีมากล่อมแทน

หลังจากกรณีของคุณศรีวราห์ ไม่ได้ผล สัปดาห์ต่อมาเท่านั้น คุณฤทธิไกร ชัยวรรณศานส์ ก็เข้ามาทำร้ายร่างกายผมที่ป้ายรถเมลล์ พอผมลงรถเมลล์ยังไม่ทันจะได้ทำอะไรเลย แค่จะเดินไปที่ประตูเท่านั้น คุณฤทธิไกร ก็โผล่มาจากไหนไม่รู้เอาแก้วน้ำ ขว้างมาที่ผม แต่โชคดีที่ถูกตำรวจรวบตัวได้ก่อนแล้วก็ถูกจับส่งไปที่สถานีตำรวจ และถูกสั่งปรับ แต่หลังจากนั้นอีก 1 สัปดาห์เขาก็ไปดักรอผมที่ป้ายรถเมลล์ลาดพร้าว 107 ซึ่งครั้งนี้ไม่มีตำรวจกันไว้เหมือนคราวที่แล้ว เขาก็อาศัยจังหวะที่ผมไม่ทันระวังตัว ต่อยผมที่ปาก แต่โชคดีที่ผมจำหน้าเขาได้ ผมเลยไปแจ้งความ เขาก็ถูกดำเนินคดีในที่สุด ซึ่งนี่ถือเป็นการคุกคามครั้งแรกที่ถือว่ารุนแรง เพราะเป็นการปองร้ายต่อผม

หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็เริ่มเบาลง แต่ล่าสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างที่ผมลงรถเมลล์ที่ถนนสวรรคตโลกจะเดินมาทำเนียบรัฐบาล ก็มีชายวัยรุ่น 2 คนขีมอเตอร์ไซด์มา ชายที่ซ้อนท้ายเขาก็เอาถังที่ใส่น้ำปลาร้าสาดใส่ผม อันนี้คือการคุกคามครั้งที่สองที่เป็นการทำร้ายร่างกาย เรื่องนี้ผมได้แจ้งความไปแล้ว สน.นางเลิ้งก็กำลังดำเนินการอยู่

แต่สุดท้ายที่ผมโดนคือ วันพุธที่ผ่านมา (22 ส.ค.) หลังจากผมมาเรียกร้องให้คุณประวิตร รับผิดชอบด้วยการลาออก แม้จะอ้างว่านาฬิกายืมเพื่อนมาแต่คืนแล้วมันไม่มีความผิด แต่ผมคิดว่ามันไม่ถูกต้อง ปรากฎว่าพอผมกลับก็มีวัยรุ่น 2 คนดักรอผมอยู่ที่หน้าปากซอยลาดพร้าว 107 ซึ่งตอนเดินผ่านผมก็สังเกตว่าชายคนนั้นเขามาผมแปลกๆ ผมก็รู้สึกว่าจะมีอะไรหรือเปล่า แต่เขาก็ไม่ได้อะไร จนกระทั่งผมเดินผ่านไปเข้าในซอย 2 คนนั้นก็ตามเข้ามา แล้วก็เขามาทำร้ายร่างกาย ซึ่งตรงข้ามบ้านผมเขาก่อสร้างกันอยู่ก็เลยมีเศษไม้ ก็มีชายอีกคนไปเอาไม้มาฟาด ผมหลบไม่ทันเลยเอาแขนกัน จริงๆ เขาตั้งใจจะฟาดที่หัว แต่ผมเอาแขนกันจนได้รับบาดเจ็บ เอ็กซเรย์แล้วแพทย์บอกว่า กระดูกนิ้วนาง กับกระดูกนิ้วก้อยข้างซ้ายแตก จึงต้องใส่เฝือกอย่างน้อย 1 เดือน” เอกชัยเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดออกมาอย่างไม่ติดขัด

ถ้า คสช. ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องช่วยเร่งรัดหาตัวผู้ก่อเหตุด้วย หลักฐานมีพร้อม อย่าปล่อยให้สังคมเถอะว่า คสช. อยู่เบื้องหลัง

เขา พูดต่อไปว่า การคุกคามที่เกิดขึ้นกับคนอื่นๆ ที่วิพากษ์วิจารณ์ คสช. ผ่านทางโซเชียลมีเดียนั้นส่วนมากจะโดนแจ้งความดำเนินคดีทั้งข้อหายุยงปลุกปั่น และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ แต่กรณีของเขาเองนั้น เจ้าหน้าที่ซึ่งติดตามการใช้โซเชียลมีเดียของเขาอยู่ตลอดไม่สามารถที่จะเอาผิดเขาในทางกฎหมายได้ จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่าได้มีการเปลี่ยนวิธีการมาใช้ความรุนแรงแทนหรือไม่

“ผมอยากจะถามกรณีที่เกิดขึ้นกับผมนี้ คสช. มีส่วนรู้เห็นหรือเปล่า หากมีส่วนรู้เห็นก็ยอมรับมาเถอะว่า สิ่งที่พวกคุณทำเป็นไปเพราะต้องการให้ผมหยุด แต่ถ้า คสช. เห็นว่าตัวเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ช่วยสอบสวนหน่อย เพราะอาจจะเป็นไปได้ว่าเป็นเพียงคนบางคนที่อยากทำงานเพื่อเอาใจนาย หรืออาจจะเป็นมือที่ 3 ที่ตั้งใจมาสร้างสถานการณ์เพื่อหวังผลอะไรบางอย่าง และที่แน่ๆ ทั้งสองกรณีที่เกิดขึ้นหลังสุดมีภาพจากกล้องวงจรปิด และมีหลักฐานคือลายนิ้วมือ.... ทั้งที่มีหลักฐานมากมายขนาดนี้ผมก็ยังเห็น คสช. เพิกเฉย และตอนนี้ก็มีการพูดกันไปว่า คสช. อยู่เบื้องหลังบ้างแหละ เป็นลูกน้องของคนใน คสช. ทำเพราะต้องการเอาใจนาย หรือเป็นการกระทำของมือที่ 3 หาก คสช. จริงใจ... ไม่เพียงกรณีของผมเพียงคนเดียว ในกรณีของคนที่ถูกคุกคาม คสช. จะต้องดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาโดยเร็ว อย่าปล่อยให้มันเงียบหายไป เพราะไม่งั้นสังคมจะตั้งข้อสังเกตุว่า คุณอาจจะมีส่วนรู้เห็นกับการทำร้ายร่างกายผมครั้งนี้” เอกชัยทิ้งทาย

ตารางรวมกรณีปฏิกริยาต่างๆ หลังเอกชัยเคลื่อนไหวเรื่องนาฬิกาหรู

วันเดือนปี

สิ่งที่เอกชัยทำ

สิ่งที่เกิดขึ้น

4 ธ.ค. 2560 – 17 ม.ค. 2561

เริ่มโพสต์เฟซบุ๊กวิพากษ์วิจารณ์ พล.อ. ประวิตร

4 ธ.ค. 2560 พล.อ.ประวิตร ยกมือขึ้นมาบังแดดระหว่าง ถ่ายรูปกับคระรัฐมนตรีชุดที่ 5 ภาพปรากฎออกมามีผู้สังเกตเห็นนาฬิกา Richard Mille จากนั้นมีการไล่เช็คภาพถ่ายพล.อ.ประวิตรในวาระต่างๆ ว่าในช่วงนั้นใส่นาฬิกาแบรนด์อะไรบ้าง โดยเพจ CSI LA

 

17 ม.ค. 2561 พบว่ามีทั้งหมด 25 เรือนประเมินมูลค่าได้ 39.5 ล้านบาท

16 ม.ค. 2561

-

พล.อ.ประวิตร ยอมรับกับสื่อครั้งแรกว่า นาฬิกา ที่เป็นประเด็น ยืมเพื่อนมา

28 ธ.ค. 2560

เอกชัย เดินทางไปที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ ขณะที่มีการเปิดบ้านต้อนรับคณะรัฐบาล เพื่อที่จะมอบนาฬิกาที่ตนเองใช้มาสิบปีให้ พล.ประวิตร เนื่องจากสงสารและอายแทน ที่ต้องยืมนาฬิกาจากเพื่อน เลยอยากจะมอบนาฬิกาให้ฟรีๆ

เจ้าหน้าที่กักตัวเอกชัยไว้ในป้อมตำรวจหน้าบ้านสี่เสาฯ เกือบสองชั่วโมง ก่อนนำตัวไปส่งขึ้นรถเมลล์ที่อนุสารีย์ชัย

3 ม.ค. 2661

เอกชัย เดินทางไปทำเนียบเพื่อจะมอบของขวัญปีใหม่คือ นาฬิกา ให้ พล.อ.ประวิตร

เจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบกว่า 10 นายเข้าควบคุมตัวเอกชัยมาไว้ที่อาคารสำนักงาน และขอให้เอกชัยร้องเรียนที่ศูนย์ดำรงธรรม

9 ม.ค. 2561

เอกชัย เดินทางไปทำเนียบเพื่อจะมอบของขวัญปีใหม่คือ นาฬิกา ให้ พล.อ.ประวิตร อีกเช่นเคย

เพียงแค่เอกชัยก้าวลงรถเมลล์ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจคุมตัวไปคุยที่ห้องประชุมสำนักงาน ก.พ.ร. ในห้องประชุมนั้นเขาได้พบกับพล.ต.ท.สราวุฒิ การพานิช ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ซึ่งพูดกับเขาว่า การที่มีนายทหาร ตำรวจ ระดับนายพลมารับของขวัญจากเอกชัย ซึ่งเป็นการมอบหมายโดยตรงจาก พล.อ.ประวิตร นั้นถือว่าเจ้าหน้าที่รัฐได้ให้เกียรติกับเอกชัยมาก แล้ว

12 ม.ค. 2561

-

พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยื่นคำร้องขอศาลอาญาออกหมายจับ เอกชัย ข้อหาโพสต์เฟสบุ๊คเข้าข่ายลามกอาณาจาร แต่ศาลไม่ออกหมายจับให้ เนื่องจากเห็นควรมีการออกหมายเรียก เอกชัย มารับทราบข้อกล่าวหาตามขั้นตอนก่อน

16 ม.ค. 2561

-

เวลา 14.00 น. มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน 4 นายเดินทางไปที่บ้านของเอกชัยเพื่อส่งหมายเรียกรับทราบข้อกล่าวหานำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนเข้าถึงได้ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (4) ที่ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าของคดี

19 ม.ค. 2561

เอกชัย และโชคชัย เดินทางไปทำเนียบรัฐบาล เพื่อนำนาฬิกาจำนวน 3 เรือน และโปสเตอร์คอลเล็คชั่นนาฬิกา 25 เรือน มาให้ พล.อ.ประวิตร

เอกชัยถูกฤทธิไกร ชัยวรรณศาสน์ ปาแก้วน้ำใส่ หลังจากเขาเพิ่งลงจากรถเมลล์แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจรวบตัวได้ทัน ภายหลังพบตรวจพบว่าฤทธิไกร พบมีดพับความยาว 3 นิ้วไว้ที่ตัว

23 ม.ค. 2561

เวลา 10.00 น. เอกชัย และโชคชัยเดินทางไปทำเนียบรัฐบาลเพื่อจัดกิจกรรมมอบนาฬิกา 3 เรือน ให้ พล.อ.ประวิตร อีกครั้ง โดยครั้งนี้มีป้ายไวนิลที่ใส่เนื้อหาข่าวเรื่องนาฬิกาของ พล.อ.ประวิตร ซึ่งถูกสื่อต่างประเทศนำเสนอมาประกอบด้วย

14.00 น. ฤทธิไกร ชัยวรรณศานส์ ดักชกปากเอกชัย หลังจากเดินทางกลับมาที่บ้านในซอยลาดพร้าว 107

5 มี.ค. 2561

เอกชัย และโชคชัยเดินทางไปสำนักงาน ป.ป.ช. ยื่นหนังสือของให้เรียกตัว พล.อ.ประวิตร เข้าชี้แจงกรณีนาฬิกาหรู

ในขณะที่เอกชัย กำลังจะจุดธูป 36 ดอก เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการขับไล่เสนียดจัญไรออกไป เขาถูกทางเจ้าหน้าที่หิ้วปีกออกมาเนื่องจากไม่ได้ขออนุญาตก่อน ในครั้งนี้เขามีแผลถลอกนิดหน่อยที่นิ้วมือ อันเกิดจากเล็บของเจ้าหน้าที่

16 เม.ย. 2561

เอกชัย และโชคชัยนัดเจอกันที่ป้ายรถเมลล์ พร้อมอุปกรณ์คือปืนฉีดน้ำ ป้ายคอลเลคชั่นนาฬิกาหรู ขันแดง และธูป 36 ดอกเพื่อจะไปร่วมกิจกรรมรดน้ำดำหัว พล.อ.ประวิตร ที่บ้านพักในซอยลาดพร้าว 71

พวกเขาถูกเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบกว่า 10 นาย เข้าจับกุมตัวพาขึ้นรถตู้ เจ้าหน้าที่ให้เหตุผลว่าผู้ใหญ่ไม่สบายใจ

 

ก่อนหน้าที่จะถูกจับกุมได้มีการเจรจาต่รองเจ้าหน้าที่ได้แสดงโทรศัพท์ที่มีชื่อและเบอร์โทรของพล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ให้คนทั้งสองดูพร้อมกับบอกว่า "พี่โจ๊กไม่ยอม"

 

ในขณะที่ทั้งสองถูกนำตัวขึ้นรถเจ้าหน้าที่ได้เอาผ้าคลุมหัว จับให้นั่งขดตัวในรถตู้ เอาเข่ากดตัวและศีรษะแนบกับเบาะ และยึดโทรศัพท์มือถือ นำไปควบคุมตัวที่ สน.โชคชัย สุดท้ายไปปล่อยตัวโดยไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา

14 ส.ค. 2561

เอกชัย เดินทางไปทำเนียบรัฐบาล เพื่อทวงถามความรับผิดชอบของพล.อ.ประวิตร เรื่องนาฬิกาหรู

เมื่อเอกชัย ลงรถเมลล์ด้านข้างโรงพยาบาลมิชชัน เขาถูกชายนิรนาม 2 ราย คาดว่าขับรถตามมาจากบ้าน เข้ามาสาดน้ำปลาร้าใส่ ก่อนที่เร่งรีบหลบหนีไป

22 ส.ค. 2561

เอกชัย ยังคงทำในสิ่งที่เคยว่าเป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกเช่นเดิม

หลังเดินทางกลับจากทำเนียบรัฐบาลเพื่อกลับเข้าบ้าน เขาถูกรุมทำร้ายร่างกายโดยชายนิรนาม 3 ราย ถูกไม้ตีจนกระดูกนิ้วมือแตกสองจุด

หมายเหตุ: เมื่อเวลา 20.00 น วันที่ 25 ส.ค.2561 ผู้เขียนดำเนินการแก้ไขเนื้อหาบางส่วน

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai