อัพเดทล่าสุดเมื่อ 9 นาที 6 วินาที ที่ผ่านมา

ป่าตะนาวศรีกลายเป็นที่ปะทะขององค์กรสิ่งแวดล้อมต่างชาติ-ชาวบ้านในพื้นที่

รายงานในเดอะการ์เดียนระบุถึงปัญหาความขัดแย้งระหว่างเรื่องแนวคิดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจากภายนอกกับการดูแลพื้นที่ป่าในแบบของชาวบ้านปกาเกอะญอ โดยที่แนวคิดอนุรักษ์จากหน่วยงานการกุศลของอังกฤษเริ่มส่งผลกระทบต่อชาวบ้านที่กลายเป็นผู้พลัดถิ่นจากสงครามในพม่า 

ภาพกลุ่มสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) จัดงานรำลึกวันจับอาวุธลุกสู้กับกองทัพพม่า ภาพถ่ายเมื่อปี 2557 (ที่มา: แฟ้มภาพ)

เมื่อ 2 พ.ย. 2561 เดอะการ์เดียนรายงานว่า กลุ่มเฟานาแอนด์ฟลอราอินเตอร์เนชันแนล (FFI) กลุ่มสิ่งแวดล้อมที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการพัฒนาขององค์การสหประชาชาติ (UN) กำลังพยายามดำเนินการคุ้มครองพื้นที่ราว 3,200 ตร.กม. ในเขตตะนาวศรีทางตะวันออกเฉียงใต้ของพม่า แต่โครงการดังกล่าวถูกต่อต้านจากกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอที่ต้องอาศัยพื้นที่ป่าในการดำรงชีวิต พวกเขากลัวว่าถ้าหากมีการทำให้พื้นที่ป่ากลายเป็นเขตป่าสงวนแล้วจะทำให้พวกเขาปลูกพืช, สร้างบ้าน หรือหาอาหารในพื้นที่เหล่านั้นไม่ได้

นอกจากนี้ องค์กรที่่ชื่อสหพันธ์อนุรักษ์แห่งตะนาวศรี (CAT) ซึ่งเป็นองค์กรอนุรักษ์ในท้องถิ่นของพม่ายังระบุอีกว่าการตั้งพื้นที่คุ้มครองของ FFI จะทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ที่พลัดถิ่นเพราะความขัดแย้งหาที่อยู่อาศัยใหม่ไม่ได้ นอกจากนี้ยังเป็นแผนการที่จะไปรบกวนข้อตกลงหยุดยิงเมื่อปี 2555 ระหว่างกลุ่มกบฏสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงหรือเคเอ็นยู (KNU) กับกองทัพพม่า ข้อตกลงดังกล่าวระบุให้พื้นที่ๆ กลุ่มกบฏยึดครองอยู่จะตกไปอยู่ในการควบคุมของรัฐบาลเป็นข้อตกลงที่ถูกมองว่ามีความเปราะบาง

อย่างไรก็ตาม แฟรงค์ มัมเบิร์ก ผู้อำนวยการโครงการของ FFI ในพม่าก็ชี้แจงว่า "มีการตีความผิดๆ และได้รับข้อมูลที่ผิด" เกี่ยวกับโครงการ โดยบอกว่าทาง FFI จะไม่กำหนดให้พื้นที่หมู่บ้านของชาวบ้านกลายเป็นพื้นที่คุ้มครองโดยที่ไม่ได้รับการยินยอมจากชนชาติพันธุ์ แต่ทว่าคนในพื้นที่หลายคนก็ยังคงกังขาและรู้สึกไม่พอใจที่ไม่มีความโปร่งใสในเรื่องนี้ ชาวบ้านบางคนบอกว่าพวกเขาไม่ต้องการโครงการนี้ตั้งแต่แรกและอยากให้ผู้ให้ทุน FFI ในอังกฤษมาดูสถานการณ์ในพื้นที่ด้วยตนเอง

ในแง่ของข้อวิจารณ์เรื่องความโปร่งใสนั้นมีการยกตัวอย่างกรณีหมู่บ้านเฮนไล (Hein Lai) ซึ่งไม่ได้รับข้อมูลทั้งหมดจาก FFI แต่พวกเขารับรู้ข้อมูลวัตถุประสงค์การสำรวจพื้นที่เพื่อจัดวางเขตป่าสงวนจากองค์กร CAT ซึ่งทาง CAT บอกว่าถือเป็น "การละเมิดสิทธิของชาวบ้านอย่างร้ายแรง" ที่ไม่ได้ให้ชาวบ้านมีโอกาสพิจารณาและให้ความยินยอมจากข้อมูลที่ครบถ้วน ทางด้านมาร์ค ไกรนด์ลีย์ จาก FFI ระบุว่าการขอความยินยอมจากชาวบ้านทั้งหมดเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติภายใต้ระยะเวลาของโครงการ พวกเขาคิดว่านับจากนี้ไปเจ้าหน้าที่ของ FFI จะไม่ได้รับการต้อนรับจากกลุ่ม KNU ให้เข้าไปในพื้นที่

ความขัดแย้งในเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของการที่ชุมชนผู้อาศัยอยู่ร่วมกับป่าพยายามต้านทานแนวทางแบบอนุรักษ์ธรรมชาติจากต่างชาติ วิกตอเรีย เทาลี-คอร์ปัซ เจ้าหน้าที่รายงานพิเศษด้านสิทธิของชนพื้นเมืองจาก UN เปิดเผยในรายงานเมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมาว่า องค์กรด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไม่เคารพในสิทธิชนพื้นเมืองเท่าที่ควร จากการสำรวจในช่วงระหว่างปี 2533-2557 มีชนพื้นเมืองราว 250,000 ราย ถูกบีบให้ต้องออกจากบ้านของตัวเอง บางครั้งก็ถูกบังคับด้วยกำลังเพื่อทำให้พื้นที่นั้นๆ เป็นพื้นที่อนุรักษ์

นอกจากนี้ ฝ่ายการป่าไม้ของ KNU ยังวิจารณ์ว่าโครงการของ FFI จะทำให้เกิดการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกลุ่มติดอาวุธกับกองทัพพม่าในพื้นที่นั้นๆ ในแง่นี้โครงการอนุรักษ์ธรรมชาติจะยิ่งกลายเป็นการกระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งในพื้นที่พิพาทและส่งผลกระทบต่อพลเรือนอย่างใหญ่หลวง

เรียบเรียงจาก

Displaced villagers in Myanmar at odds with UK charity over land conservation, The Guardian, Nov. 2, 2018

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai