โคโรน่า โรคทางการเมือง

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

การระบาดไวรัสโคโรน่าที่กำลังโด่งดังอยู่ขณะนี้เป็นปรากฏการณ์ที่สามารถสะท้อนการเมืองของโลกยุคใหม่ได้อย่างดี นั่นคือพรมแดนของรัฐในโลกยุคใหม่ที่มีภาวะพร่ามัวจากความทันสมัยของเทคโนโลยีการเดินทางที่สามารถนำคนจำนวนมากซึ่งเป็นพาหะโรคจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว อันเป็นเรื่องน่ากลัวยิ่งกว่าการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ เพราะไวรัสสามารถฟักตัวอยู่ในตัวคนได้นานๆ และมีการปรับตัวเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับของเครื่อง ยิ่งทำให้การตรวจจับยากขึ้น เสียยิ่งกว่าการก่อการร้ายแบบ Lonewolf ที่ผู้กระทำวางแผนอยู่คนเดียว

อย่างไรก่อตาม ไวรัสยังสะท้อนถึงการเมืองอีกแบบหนึ่งคือ mediated politics หรือการเมืองที่อิงอยู่กับสื่อ อันนำไปสู่ภาวะความตื่นตระหนก หรือ panic ที่ไม่ได้เกิดจากตัวไวรัสเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากสื่อมวลชนที่ทวีความซับซ้อนยิ่งขึ้นจากความทันสมัยและบทบาทของโซเชียลมีเดียเองที่รัฐไม่สามารถคุมได้ จากเดิมในอดีตรัฐเป็นผู้มีอำนาจเหนือวาทกรรมเรื่องโรคระบาดได้แต่เพียงผู้เดียว ความมีอิทธิพลของโซเชียลมีเดียแสดงออกในหลายด้านไม่ว่าข่าวจริง ข่าวปลอมหรือข้อมูลหลอก ๆ ทั้งหมดมักถูกนำเสนออย่างเป็นเสี้ยว ๆ และมีการปรุงแต่งอย่างภาพของโรงพยาบาลและสภาพการเป็นเมืองร้างของเมืองอู่ฮั่นซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของโรคถูกนำเสนอครั้งแล้วครั้งเล่าผ่านฟีดของเฟซบุ๊คและการแชร์ข้อมูลของมวลชนจนดูทรงพลัง แม้จะเป็นภาพไม่กี่ภาพ หรือภาพเคลื่อนไหวไม่กี่นาที ขอบเขตการนำเสนอไม่ถึงเสี้ยวของตัวเมืองทั้งหมด แม้แต่สื่อดั้งเดิมเช่นโทรทัศน์ยังกระพือสารเช่นนี้ต่อเพราะอาศัยโซเชียลมีเดียเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญ

จินตนาการของมวลชนถูกปลุกขึ้นจากภาพเหล่านั้น ผสมกับคำบรรยายแบบโน้มน้าวของผู้บรรยายแม้แต่ในโทรทัศน์ พิธีกรยังทำให้ความรู้สึกของมวลชนเป็นในด้านตื่นตระหนกมากขึ้นเช่นในรายการหนึ่งบอกว่าบรรยากาศในเมืองดูรกร้างเหมือนในหนังซอมบี้ อันเป็นผลจากการที่สื่อดั้งเดิมพยายามแข่งกับโซเชียลมีเดีย พิธีกรจึงต้องแสดงตัวเองคล้ายกับนักแสดงยิ่งขึ้น มีการกล้าแสดงอารมณ์และความคิดส่วนตัวมากขึ้นเพื่อเรียกร้องเร็ตติ้งอันส่งผลถึงรูปแบบการนำเสนอข่าวในเชิงดราม่ายิ่งขึ้น แน่นอนว่ามวลชนย่อมรู้สึกว่าเมืองตนอาจเป็นแบบอู่ฮั่นในไม่ช้า

การกล่าวถึงภาพยนตร์ซอมบี้ยังสะท้อนให้เห็นว่าทำไมภาพยนตร์ซอมบี้ยังขายดิบขายดีจนถึงทุกวันนี้ (อันเป็นเหตุว่าทำไม The Walking Dead และ Resident Evil จึงถูกสร้างมาได้เรื่อยๆ ไม่จบสักที) ก็เพราะอิงอยู่กับชุดความเชื่อของมนุษย์ที่ว่าสังคมโลกกำลังดำเนินไปในทางที่กำลังทำลายล้างตัวเอง เข้าสู่จุดจบ หรือ apocalypse สำหรับคนที่เชื่อว่าธรรมชาติมีตัวตนอยู่จริง และกำลังล้างแค้นมนุษย์อย่างสาสมจากการย่ำยี กอบโกยผลประโยชน์จากโลกจนกลายเป็นโรคที่ทำให้คนเป็นผีดิบแม้ว่าความจริงโรคระบาดเหล่านี้ก็เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ และไวรัสโคโรน่านี้อาจไม่แตกต่างจากซาร์สที่เคยระบาดเมื่อสิบกว่าปีก่อนด้วยซ้ำ แต่ในความคิดระดับเหนือเหตุผล คนจำนวนไม่น้อยไปโยงไวรัสโคโรน่าเข้ากับไวรัสซอมบี้

มุมมองเช่นนี้ผสมกับความเบื่อหน่ายสังคมตัวเองที่เต็มไปด้วยอาชญากรรมและการเอารัดเอาเปรียบกันโดยเฉพาะจากชนชั้นสูง เช่นเดียวกับไม่ไว้วางใจรัฐบาลซึ่งไม่ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาฝุ่นมาแล้ว คนจำนวนมากเช่นคนไทยจึงมองว่ารัฐได้ทอดทิ้งตน แม้ข่าวหลายแหล่งจะแสดงว่ารัฐได้เตรียมตัวรับมืออย่างดีแล้ว แต่การให้สัมภาษณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขซึ่งดูตื้นเขิน ขาดวิสัยทัศน์ในระดับเดียวกับนายกรัฐมนตรีที่บอกว่าให้ประชาชนซื้อหน้ากากอนามัยเองยิ่งทำให้คนมองรัฐบาลในด้านลบยิ่งขึ้น นอกจากนี้การให้คำสัมภาษณ์ของข้าราชการหรือผู้เชี่ยวชาญถึงการจัดการกับโรคในด้านดีไม่น่าจะช่วยให้มวลชนรู้สึกดีด้วยเพราะระแวงว่าเป็นการโกหก กลบเกลื่อนเพื่อให้ตัวเองดูดีตามแบบข้าราชการไทยที่ทำงานแบบขอไปที ทั้งที่คนเหล่านั้นอาจกำลังพูดความจริงก็ได้ ทั้งนี้ข่าวการจัดการกับการระบาดของโรคโดยรัฐบาลจีนยังถูกนำมาเปรียบเทียบกับไทย ถึงแม้คนไทยจำนวนมากจะมองต่างมุมกันต่อการทำงานของรัฐบาลจีนว่ามีประสิทธิภาพจริงๆ เหมือนภาพพจน์ของตัวเองหรือไม่

ด้วยความไร้ความเชื่อถือดังกล่าวสะสมมาจากภัยแล้งและหมอกควันทำให้มวลชนทวีความรู้สึกเป็นปรปักษ์ต่อรัฐบาลและพร้อมจะแสดงออกมาในรูปแบบต่าง ๆ เช่นไม่เคารพ ไม่สนใจ ไม่ให้ความร่วมมือกับความพยายามของรัฐในการระดมมวลชน (ผ่านคำว่าขอความร่วมมือ) รวมไปถึงการใช้ถ้อยคำรุนแรง หยาบคายผ่านโซเชียลมีเดียซึ่งอาจนำไปสู่การประท้วงก่อจลาจลในที่สุด อันสะท้อนถึงความเปราะบางของโครงสร้างทางสังคมและรัฐซึ่งพยายามใช้พิธีกรรมและอุดมการณ์อันสวยงามเพื่อกลบเกลื่อนความอ่อนแอและความไร้ประสิทธิภาพของตน แต่นั่นก็สามารถบ่งบอกถึงความคงทนหรือ durability ของรัฐที่มีโครงสร้างเผด็จการไม่ได้นัก ดังตัวอย่างเช่นเกือบ 2 ทศวรรษก่อนรัฐบาลจีนภายใต้นายหู จินเทาก็ถูกโจมตีอย่างหนักจากความพยายามปกปิดและรับมือกับโรคซาร์สอย่างไม่มีประสิทธิภาพนัก แต่พรรคคอมมิวนิสต์ยังคงอยู่ได้ถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ไวรัสโคโรน่ายังเกี่ยวข้องกับมุมมองของคนไทยที่มีต่อนักท่องเที่ยวจีนซึ่งมาเที่ยวที่ไทยเป็นจำนวนมาก สื่อโซเชียลมีเดียมักนำเสนอพฤติกรรมอันไม่ดีไม่งามของคนจีนในเมืองไทยจนป็นตัวชี้นำให้คนตีความพฤติกรรมและมารยาทของคนจีนในด้านลบไปทั้งหมด จนกลายเป็น stereotype ไป คำด่าเหล่านี้ย่อมเป็นการละเว้นไม่กล่าวถึงมารยาทอันดีของคนจีนซึ่งผมเองก็ได้พบอยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งพฤติกรรมเแย่ ๆ เหล่านั้นเป็นของคนจำนวนหนึ่งในขณะจีนมีประชากรถึงพันกว่าล้านและแต่ละท้องถิ่นก็มีมารยาทหรือนิสัยต่างกัน แต่คนไทยจำนวนมากก็โยงพฤติกรรมคนจีนเข้ากับการระบาดของไวรัส

ล่าสุดภาพของคนจีนไม่กี่คนกำลังเปิบพิสดารงับหัวค้างค้าวในเมืองอู่ฮั่นซึ่งเป็นแหล่งค้าเนื้อสัตว์ป่าแปลก ๆ ยิ่งทำให้เกิดอาการ Sinophobia หรือการเกลียดคนจีนซึ่งฝังลึกมานานในสังคมไทยแสดงตนชัดเจนมากผ่านความเห็นทางโซเชียลมีเดีย ทั้งที่คนไทยเองจำนวนไม่น้อยก็เปิบพิสดารไม่แพ้คนจีนในภาพ สิ่งนี้ตอกย้ำถึงมุมมองของคนไทยต่อจีนแบบขัดแย้งในตัวเองที่มีมานานนั่นคือชื่นชมว่าจีนยิ่งใหญ่ กำลังจะแซงหน้าสหรัฐ ท่านสี จิ้นผิงเป็นผู้นำที่สุขุมชาญฉลาดกว่าทรัมป์ แต่ขณะเดียวกันก็ดูถูกคนจีนว่าถ่อย มารยาททราม ปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนทุกด้านในอนาคตไม่มากก็น้อยโดยเฉพาะการเมือง

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง: วิเคราะห์ 4 คำพยากรณ์ เข้าใจวิธีรับมือไวรัสโคโรนาของรัฐบาลจีนผ่าน ‘ซอมบี้’

 

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์