2 ก.พ. สธ.แถลงมีผู้ป่วยหายแล้วเพิ่มอีก 1 คน ผู้เข้าเกณฑ์สอบสวนโรคต้องเฝ้าระวัง 382 คน

2 ก.พ. 2563 สธ.แถลงยอดผู้ติดเชื้อในไทยรวมยังอยู่ที่ 19 คน แต่หายแล้วเพิ่มอีก 1 คน รวมกลับบ้านแล้ว 8 คน ที่เหลืออีก 11 คนยังรักษาตัวใน รพ. ส่วนยอดเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคต้องเฝ้าระวัง 3 ม.ค.-1 ก.พ. 2563 ทั้งหมด 382 คน - เผย รพ.ราชวิถี ใช้ยาต้าน 'HIV+ไข้หวัดใหญ่' รักษาผู้ป่วยอาการหนัก ผลตรวจเชื้อจากบวกเป็นลบใน 48 ชม.

2 ก.พ. 2563 กระทรวงสาธารณสุขแถลงความคืบหน้ากรณีโรคระบาดจากเชื้อไวรัสโคโรนา โดย นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กล่าวว่าขณะนี้มีผู้ป่วยที่หายแล้วเพิ่มอีก 1 คน คือผู้ป่วยคนที่ 8 ซึ่งให้กลับบ้านแล้ว เท่ากับว่ายังมีผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการรักษา 11 คน และมีผู้ป่วยเข้าเกณฑ์ (PUI) ตรวจวินิจฉัยเพิ่ม 38 คน เท่ากับว่ามีผู้ป่วยเข้าเกณฑ์ทั่วประเทศ 382 คน

ในจำนวนนี้ตรวจพบที่สนามบิน 40 คน และมาโรงพยาบาลด้วยตนเอง 332 คน ส่วนที่โรมแรมและสถานประกอบการแจ้งเข้ามา 10 คน และถึงขณะนี้ยืนยันว่ายังไม่มีผู้ป่วยที่เสียชีวิตในประเทศไทย แต่มีผู้ป่วยได้รับเชื้อจากคนสู่คนรายแรกที่ประเทศฟิลิปปินส์

การทำงานของไทยยังคงระดับมาตรฐานสูงสุด 3 ด้าน 1.การคัดกรองที่สนามบิน นอกจากคัดกรองเที่ยวบินจากจีนทุกเที่ยวบิน ได้เพิ่มการคัดกรองเที่ยวบินจากไทยไปจีนด้วย 2.โรงพยาบาลรัฐและเอกชน มีการรายงานผู้ป่วยเข้าเกณฑ์มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเอกชนที่มีต่างชาติเข้ารับบริการมาก และ 3.โรงแรมและผู้ประกอบการช่วยติดตามสถานการณ์มากขึ้น รวมถึงสหรกรณ์แท็กซี่ที่ให้ความรู้กับคนขับรถมากขึ้น

นพ.โสภณ กล่าวว่า กรณีคนขับรถแท็กซี่ ขอแนะนำให้ดูแลรถและตนเองอย่างง่าย โดยการเช็ดล้างรถบ่อยๆ โดยเฉพาะเบาะที่เป็นพลาสติก สามารถใช้น้ำผสมสบู่เช็ดได้เลยและเช็ดน้ำเปล่าตาม ส่วนกรณีเจอสารคัดหลั่ง เช่นลูกค้านจามหรือมีน้ำมูก-น้ำลาย อาจใช้แอลกอฮอล์ 70% ทำความสะอาดได้ หรืออาจใช้สารละลายคลอรีนผสมน้ำทำความสะอาด ซึ่งเหมาะกับสหกรณ์แท็กซี่ที่มีพื้นที่เช็ดล้างและระบายอากาศ

ส่วนระหว่างที่มีผู้โดยสาร หากมีการไอจาม ก็ควรเปิดหน้าต่างระบายอากาศด้านหน้า-หน้าหลังรถ ซึ่งเชื่อว่าชาวต่างชาติและนักท่องเที่ยวจีนจะเข้าใจ

ส่วนกรณีรับคนไทยในอู่ฮั่นกลับไทย ขอยืนยันตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุข แถลงข่าว คือการสร้างสมดุลระหว่างการรรับคนไทยมาสังเกตอาการ และต้องดูแลคนไทยที่อยู่ในไทยไม่ให้ป่วย ซึ่งตามมาตรฐานต้องกักตัวไว้ 14 วัน ซึ่งไม่เกิน 7 วัน ก็จะเห็นผล

“สำหรับสถานที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหารือกัน ซึ่งโดยหลักการคือคนไทยที่กลับมาจะมีพื้นที่ที่สะดวกสบายระดับหนึ่ง แต่ต้องไม่สัมผัสผู้อื่น ซึ่งการประชุมวันนี้คงมีข้อสรุป”

คาดมีผู้ติดเชื้อแค่ 5% จากผู้เข้าเกณฑ์ 382 คน 

กระทรวงสาธารณสุขแถลงเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2563 (ที่มา: H Focus)

นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ที่ปรึกษากรมการแพทย์และกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ตามตัวเลขผู้ป่วยเข้าเกณฑ์ที่เพิ่มเป็น 382 คน ทำให้มีผลกระทบต่อการทำงานที่ต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้น ดังนั้นคนที่รู้สึกเสี่ยง แต่ถ้าไม่เข้าเกณฑ์ ก็ไม่ขอแนะนำให้ตรวจ เพราะทรัพยากรที่ใช้ในการตรวจมีจำกัด

ทั้งนี้กรณีที่ผู้เข้าเกณฑ์ตรวจพบว่าติดเชื้อ ภาครัฐจะเป็นรับผิดชอบค่าใช้จ่าย แต่ผู้ที่ไม่ได้ติดเชื้อแต่ต้องการตรวจก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง

สำหรับการตรวจผู้ป่วยเข้าเกณฑ์ว่าติดเชื้อหรือไม่ติดเชื้อ สรุปเบื้องต้นส่วนใหญ่มักพบอยู่ที่ 5% ส่วนที่เหลือที่ไม่ได้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา ก็จะตรวจสอบต่อว่าถ้าไม่ใช่เชื้อไวรัสโคโรนา ผู้ป่วยเป็นโรคอะไร ซึ่งจะดำเนินการให้รวดเร็วที่สุด แต่ขอแนะนำว่า ต่อให้ตรวจแล้วแต่หากกลับไปแล้วมีไข้สูงก็ขอให้กลับเข้ามาตรวจซ้ำ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีผู้ป่วยที่ จ.เชียงใหม่ ตรวจ 2 ครั้งแรกไม่พบ แต่พบเมื่อเป็นปอดบวม เป็นเพราะเหตุใด นพ.ทวี ตอบว่า มีความเป็นไปได้ 3 ทาง คือ 1.มีความเป็นไปได้ว่าช่วงแรกผู้ป่วยมีเชื้ออื่นร่วมด้วย แต่ไวรัสโคโรนาอยู่ระหว่างการเพาะตัว แล้วเพิ่งแสดงอาการภายหลัง

2.การเก็บตัวอย่างในตอนแรกอาจไม่ดีพอ เพราะสิ่งที่จะบอกได้ดีที่สุดคือ “เสมหะ” ไม่ใช้น้ำมูก ซึ่งตัวอย่างที่เก็บได้ต้องมีคุณภาพมากพอ และ 3.เชื้ออาจอยู่ระหว่างการฟักตัว เช่น ตอนแรกตรวจแล้วเป็นเนกะทีฟ ตอนหลังเป็นโพสิทีฟ อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงในขณะนี้ยังยืนยันไม่ได้ “ตอบไม่ได้”

นพ.ทวี กล่าวอีกว่า ต้องทำความเข้าใจกลุ่มเสี่ยงในการ “สัมผัส” คำว่า “สัมผัส” ไม่ได้แผลว่าต้องสัมผัสโดยตรงเท่านั้น แต่หมายถึงการอยู่ในสภาวะแวดล้อมเดียวกันกับผู้ป่วยในช่วงระยะเวลามากพอสมควร เช่น ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโครานาเคยอยู่ร่วมกับผู้ป่วยอื่น โดยเฉพาะผู้ป่วยในระยะ 1-2 เมตร ยิ่งมีความเสี่ยงสูง ดังนั้นผู้ป่วยเหล่านี้จะเป็นผู้ป่วยเข้าเกณฑ์ไปด้วย ต้องเฝ้าระวังอย่างน้อย 14 วัน

เช่นเดียวกับบุคลากรทางการแพทย์ ที่เข้าข่ายต้องสงสัยด้วยเช่นกัน ส่วนกรณีผู้ป่วยที่ไม่ได้อยู่ในสภาวะแวดล้อมดังกล่าวจะไม่เข้าสู่ระบบข้างต้น

ส่วนความเป็นไปได้ที่เชื้ออื่น 2 เชื้อขึ้นไป จะอยู่ในตัวผู้ป่วยคนเดียวกันนั้นเป็นไปได้หรือไม่ นพ.ทวี ตอบว่า 2 เชื้อเกิดในช่วงเวลาใกล้เคียงกันเป็นไปได้ เพราะเคสผู้ป่วย 9 คนแรก พบว่ามีเชื้ออื่นรวมอยู่ด้วย ซึ่งเชื้อที่ไม่ก่อโรครุนแรงอาจไม่ออกอาการก็เป็นไปได้

“ฉะนั้นช่วงแรกการคัดกรอง เราตรวจเชื้ออื่น ตอนนี้เพิ่มเยอะแต่ละแล็บ ตรวจแล็บค่าใช้จ่าย 5-6 พันบาท ซึ่งไม่ตอบโจทย์ โจทย์เราคือไวรัสโคโรนา จึงต้องหาเชื้อนั้นก่อน ซึ่งหาตรวจไม่เจอ คุณจะย้อนกลับไปตรวจหาโรคอื่นก็ได้ อย่างกรณีฮ่องก่องที่เกิดขึ้นพร้อมกับเรา ตรวจสอบผู้ป่วยเข้าเกณฑ์ มีอย่างน้อย 30%ที่เป็นไขหวัดใหญ่ เพราะที่จีนก็ระบาดเหมือนกัน แต่ประเทศไทยมีน้อยกว่าจีน”

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าผู้ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่อยู่แล้ว และได้รับเชื้อนี้เข้าไปจะเป็นไปได้หรือไม่ นพ.ทวี ตอบว่า ถ้า 2 เชื้ออยู่ที่เดียวกันจะมีความรุนแรงยิ่งขึ้น แต่หากเกิดขึ้นจริง แพทย์ก็ต้องตั้งข้อสังเกตว่าทำไมโชคร้าย และมองว่าอาจจะมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น ภูมิคุ้มกันไม่ดี รับสเตอรอยด์ มีโรคประจำตัว หรือมีอายุมาก ฯลฯ เพราะยิ่งอายุมากขึ้น ภูมิคุ้มกันยิ่งต่ำ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีการแพร่ระบาดของไข้หวัดนก H5N1 ที่มณฑลหูหนาน (ใกล้กับมณฑลหูเป่ย ที่มีการระบาดของไวรัสโคโรนา) นพ.ทวี กล่าวว่า ไข้หวัดนกต้องงัดตำราเดิม เมื่อเจอเชื้อในสัตว์ปีกต้องทำลายทั้งหมด รวมถึงดูเมืองใกล้เคียง ถ้าพบก็ต้องทำลายทั้งหมด

“เป็นไปไม่ได้ที่ไข้หวัดนกจะผสมกับโคโรนา มันเป็นคนละพวกกัน อยู่คนละกลุ่ม แต่ก่อโรคใกล้เคียงกัน”

ทั้งนี้กรณีของประเทศไทย เคยมีประสบการณ์แล้วเมื่อ 5 ปีก่อน มีอัตรากายเสียชีวิต 66% ซึ่งโรคที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง จะมีการแพร่ระบาดไม่เท่ากับโรคที่มีอัตราเสียชีวิตต่ำ เพราะผู้ป่วยสามารถเดินทางไปในที่ต่างๆ และแพร่เชื้อได้

รพ.ราชวิถี ใช้ยาต้าน 'HIV+ไข้หวัดใหญ่' รักษาผู้ป่วยอาการหนัก ผลตรวจเชื้อจากบวกเป็นลบใน 48 ชม.

นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ตัวเลขผู้ป่วยโรคปอดติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ในประเทศไทยที่ยืนยันแล้วในขณะนี้มี 19 ราย กลับบ้านแล้ว 8 ราย นอนรักษาในโรงพยาบาล 1 ราย และเป็นที่น่ายินดีว่ามีผู้ป่วยที่หายดีอีก 1 ราย การรักษาพยาบาลพบว่าการควบคุมโรคให้ผลดี จำนวนผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นน้อย ยังไม่พบการติดต่อภายในประเทศและยังไม่มีผู้ป่วยเสียชีวิต

นพ.สุขุม กล่าวอีกว่า การรักษาผู้ติดเชื้อเหล่านี้เป็นการรักษาตามมาตรฐาน ทุกรายมีอาการดีขึ้น แต่บางรายที่มีโรคประจำตัวหลายอย่างและมีอายุมาก ทำให้อาการป่วยค่อนข้างหนัก น้ำท่วมปอดและการอักเสบของปอดอย่างรุนแรง แต่ได้รับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรงพยาบาลราชวิถีซึ่งนำยาต้านไวรัส HIV มาศึกษาวิจัยและปรับใช้ พบว่าผู้ป่วยจากเดิมที่มีอาการหนัก มีค่าออกซิเจนในเลือดต่ำ แต่หลังจากได้รับการรักษาแล้วอาการดีขึ้น ถือเป็นความสามารถของบุคลากรโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงพยาบาลราชวิถีที่สามารถทำให้ผู้ป่วยหายได้อย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีไวรัสจากเมืองอู่ฮั่น แต่ในอนาคตอาจมีเทคนิคการรักษาจากราชวิถีโดยอาจใช้ชื่อว่า "ราชวิถีเทคนิค "ก็ได้

นพ.เกรียงศักดิ์ อติพรวณิช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลราชวิถี ซึ่งเป็นผู้รักษาผู้ป่วยอาการหนักรายนี้ กล่าวว่า อาการผู้ป่วยในช่วง 10 วันแรกก่อนเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลราชวิถีมีอาการแย่ลงเรื่อย ๆ ค่าการอักเสบในเลือดสูงขึ้นทุกวันและมีแนวโน้มว่าต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ แต่หลังจากให้ยาไปพบว่าก็มีอาการดีขึ้นอย่างรวดเร็วภายใน 48 ชม. ผลตรวจไวรัสจากบวกกลายเป็นลบซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดี และค่าผลตรวจจากระบบทางเดินหายใจไม่พบเชื้อแล้ว

นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า เทคนิคการให้ยารักษาผู้ป่วยรายนี้เป็นรูปแบบที่ไม่เหมือนประเทศจีน โดยเป็นการให้ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ร่วมกับยาต้านไวรัส HIV เพราะได้ศึกษารายงานทางการแพทย์พบว่ามีรายงานการรักษาไวรัสโคโรนาในกลุ่มที่เป็นกลุ่ม MERS ที่เคยระบาดและได้ผล จึงนำยาต้านไวรัสทั้ง 2 ชนิดนี้มาปรับใช้ร่วมกันจนผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นชัดเจนภายใน 48 ชม. เชื้อจากที่เคยมีผลบวกก็กลายเป็นลบ ซึ่งตัวยาที่ใช้นี้ก็เป็นยาที่ผลิตในประเทศไทยโดยองค์การเภสัชกรรมนั่นเอง

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถ้าสามารถทำสิ่งเหล่านี้ให้มีการรับรองให้เป็นมาตรฐาน เป็นหลักปฏิบัติได้ จะเป็นคุณูปการอย่างใหญ่หลวง เพราะถ้าสูตรการรักษานี้ใช้รักษาคนจีนได้ บุคคลคนที่มีลักษณะเชื้อสายเดียวกัน เช่น คนไทยก็น่าจะรักษาได้เช่นกัน

ที่มาเรียบเรียงจาก สำนักข่าวไทย| Thai PBS | Hfocus

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์