บันทึกการต่อสู้ครั้งสุดท้าย : 'ดา ตอร์ปิโด' เสียชีวิตแล้ว

ภาพ ดารณี ร่วมรำลึก 9 ปี เหตุสลายการชุมนุมเสื้อแดงที่สี่แยกราชประสงค์ ภาพโดย เป็ด โลตัส

7 พ.ค.2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดา ตอร์ปิโด หรือ ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล อายุ 58 ปี อดีตแกนนำกลุ่มสภาประชาชน แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) อดีตนักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ  รวมทั้งอดีตผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย และสถานีโทรทัศน์เคเบิลไทยสกายทีวี เสียชีวิตอย่างสงบที่โรงพยาบาลศิริราช ระหว่างเข้ารับการรักษาแบบประคับประคอง(Palliative Care)จากโรคมะเร็งระยะสุดท้าย

อัจฉรา รักยุติธรรม และมุทิตา เชื้อชั่ง ผู้รับมอบหมายจากพี่ดาให้จัดการพิธีศพ แจ้งผ่านเพจ 'ในนามของความสงบเรียบร้อย' ด้วยว่า ตั้งศพบำเพ็ญกุศล ณ วัดเทวสุนทร (ลาดยาว จตุจักร) ศาลา 1 กำหนดการ พิธีรดน้ำ 7 พ.ค. 2563 เวลาประมาณ 16.00 น. สวดอภิธรรม วันที่ 7-9 พ.ค. 2563 เวลา 18.00 น.  วันอาทิตย์ที่ 10 พ.ค. 13.30 น. สวดพระพุทธมนต์ และ เวลา 15.00 น. ประชุมเพลิง

เพจ ในนามของความสงบเรียบร้อย ยังได้เปิดบัญชีสำหรับผู้ที่ประสงร่วมทำบุญ งานสวดอภิธรรมและฌาปนกิจ
ดารณี ครั้งนี้ด้วย ว่า สามารถโอนเงินเข้าบัญชี ธนาคาร ไทยพาณิชย์ เลขที่บัญชี 0-16 -45875-46 ชื่อบัญชี น.ส.อัจฉรา รักยุติธรรม และ/หรือ น.ส.มุทิตา เชื้อชั่ง 

รายละเอียด : 

เมตตา วงศ์วัด เขียนถึงดารณีไว้เมื่อปี 2557 เผยแพร่ในประชาไท ว่า ดารณี เรียนจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ไม่ทันจบเพราะทะเลาะกับอาจารย์ จึงมาเรียนโทต่อที่มหาวิทยาลัยเกริก โดยเส้นทางที่ผ่านมาเธอล้วนเลือกเรียนเกี่ยวกับรัฐศาสตร์ทั้งสิ้น

พี่ชายของดารณีเคยเล่าว่า น้องสาวเป็นหนอนหนังสือ ถึงกับต้องเช่าห้องพักไว้ 2 ห้อง ห้องหนึ่งเอาไว้พักและอีกห้องหนึ่งเอาไว้เก็บหนังสือ

“ชอบอ่านและชอบซื้อหนังสือ บางทีเห็นก็ซื้อไว้ก่อน มีเป็นพันเล่ม แต่ตอนนี้ไม่รู้มันไปไหนแล้ว” ดารณีเล่าหลังผ่านไป 6 ปีในเรือนจำ

“เมื่อก่อนชอบอ่านงานวิชาการทั่วไป เรื่องเกี่ยวกับการเมือง ประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์ แต่ช่วงหลังๆ ก่อนขึ้นเวที อ่านงานของสุพจน์ ด่านตระกูล ไม่ได้อ่านทุกเล่ม อ่านแค่บางเล่ม” ดากล่าว

ในเรือนจำหญิง จากมนุษย์พันธุ์ฮาร์ดคอร์การเมือง ดารณีต้องกลายเป็นผู้ไม่รู้ข่าวสารบ้านเมือง ช่องทางในการรับรู้คือการได้รับฟังจากนักโทษที่เข้ามาใหม่หรือการพูดคุยกันของผู้คุม เนื่องจากเรือนจำหญิงมีกฎระเบียบห้ามนักโทษดูข่าว รับชมได้เพียงซีรี่ส์หนังเกาหลี หนังไทย ครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อนเธอเคยเล่าว่า ถูกทำโทษงดเยี่ยมญาติเป็นสัปดาห์เนื่องจากไปแอบจูนหาช่องข่าวในทีวีของเรือนจำ

ขณะเดียวกันหนังสือนิตยสารที่มีเรือนจำก็มีอย่างจำกัด เป็นนิตยสารผู้หญิงฉบับย้อนหลังไปหลายปี เหล่านี้คือเสียงสะท้อนที่เธอมักบอกกล่าวผู้ไปเยี่ยมเยียน ไม่นับรวมถึงคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังหญิงที่ไม่ได้มาตรฐานเนื่องจากความแออัด ปัญหาการจัดการ กฎระเบียบที่เข้มงวดเกินไป และปัญหาการขาดแคลนงบประมาณ

เรื่องราวปัญหาเชิงระบบเป็นสิ่งที่มักได้ยินจากปากของนักเรียนรัฐศาสตร์คนนี้เสมอ ไม่เพียงปัญหาในเรือนจำ แต่รวมถึงปัญหาการเมืองของประเทศด้วย

นอกจากนี้ระหว่างอยู่ในเรือนจำ ดารณี ได้รับแต่งตั้งเป็นบรรณารักษ์ดูแลมุมห้องสมุดเล็กๆ ในแดนแรกรับด้วย

เกี่ยวกับคดีหมิ่นฯ

เกี่ยวกับคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ 22 ก.ค.2551 ดารณี สมัยที่เป็น นักเคลื่อนไหวทางการเมืองซึ่งมักขึ้นปราศรัยต่อต้านการรัฐประหาร คมช. ถูกจับกุมที่บ้านและถูกตั้งข้อกล่าวหาจากการปราศรัยที่เจ้าหน้าที่เห็นว่าเข้าข่ายเป็นการหมิ่นฯ 3 ครั้ง 

ข้อมูลจากไอลอว์ ระบุว่า ดารณี ถูกควบคุมตัวตั้งแต่ชั้นจับกุมจนถึงชั้นศาลโดยไม่ได้รับการประกันตัว ศาลนัดดารณีสอบคำให้การในวันที่ 1 ธ.ค. 2551 ก่อนที่ต่อมาจะนัดสืบพยานโจทก์นัดแรกในวันที่ 23 มิ.ย. 2552 เท่ากับว่าดารณีต้องถุกคุมขังเป็นเวลาเกือบหนึ่งปีก่อนจะเริ่มมีการสืบพยาน

ธ.ค.2554 ศาลอาญาพิพากษาว่าดารณีมีความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ด้วยการปราศรัยรวม 3 กรรม ลงโทษจำคุกความผิดกรรมละห้าปีรวม 15 ปี ดารณีอุทธรณ์คดี ใน มิ.ย. 2556 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนจำคุกดารณีเป็นเวลา 15 ปี ดารณีตัดสินใจไม่สู้คดีในศาลฎีกาคดีจึงเป็นที่สิ้นสุด

จนเมื่อ ส.ค. 2559 มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ 2559 ดารณีมีชื่ออยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับการการปล่อยตัวก่อนครบกำหนดโทษและได้รับการปล่อยตัวในวันที่ 27 ส.ค. 2559 รวมเวลาที่ถูกคุมขังทั้งสองคดี 2,958 วัน

ขณะที่ สนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ซึ่งถูกดำเนินคดีหมิ่นประมาทกษัตริย์จากกรณีปราศรัยบนเวทีปราศรัยกลุ่มผู้ชุมนุม เมื่อปี 51 โดยเนื้อหาเป็นการนำเอาคำปราศรัยของ ดารณี มากล่าวซ้ำนั้น ศาลชั้นต้น ยกฟ้องเนื่องจากเห็นว่า สนธิ มีเจตนาที่จะเรียกร้องให้มีการดำเนินคดีต่อ ดารณี การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการขยายคำพูดของ ดารณี ส่วน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ลงโทษจำคุก สนธิ เป็นเวลา 3 ปี คำให้การเป็นประโยชน์ลดโทษ 1 ใน 3 คงจำคุก 2 ปี เนื่องจาก เห็นว่า สนธิ นำคำพูดของ ดารณี มาปราศรัยที่เวทีพันธมิตรฯ ซึ่งเป็นการนำคำพูดมาหมิ่นประมาทซ้ำ ซึ่ง สนธิ ไม่มีความจำเป็นต้องเอาเนื้อหามาถ่ายทอดพูดซ้ำในที่สาธารณะ เพราะประชาชนบางส่วนไม่ทราบว่า ดารณี หรือดา ตอร์ปิโด พูดอย่างไร ก็มาทราบจากการที่ สนธิ พูด ขณะที่ ศาลฎีกาพิพากษากลับให้ยกฟ้อง

Time line คดีดารณี ก่อนได้รับการปล่อยตัว ส.ค. 2559

22 ก.ค.51

ถูกจับกุมที่บ้านพัก ไม่ได้ประกันตัว

25 ก.ค.51

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ยื่นอุทธรณ์คำร้องขอประกันตัว เจ้าหน้าที่ศาลอาญารับคำอุทธรณ์ไว้

1 ส.ค.51

ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องการขอปล่อยตัวชั่วคราว พิเคราะห์แล้วเห็นว่าความผิดมีอัตราโทษสูง เป็นความผิดร้ายแรง และกระทบกระเทือนจิตใจของประชาชน หากปล่อยตัวไปเกรงว่า ผู้ต้องหาจะไปกระทำผิดซ้ำอีก

9 ต.ค.51 

ศาลรับคำฟ้องจากพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด (สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7) เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.3959/2551

16 ต.ค.51

สุธาชัย ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวอีกครั้ง ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกคำร้องในวันเดียวกัน

1 ธ.ค.51

ศาลอาญานัดตรวจสอบหลักฐาน สอบคำให้การจำเลย โดยสั่งให้เลื่อนการนัดไปเป็นวันที่ 15 ธ.ค. เนื่องจากจำเลยเพิ่งแต่งตั้งทนายเมื่อปลายเดือนพ.ย. ประเวศ ประภานุกูล ทนายความยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ศาลชั้นต้นยกคำร้องโดยให้เหตุผลว่าไม่มีเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม

4 ธ.ค.51

 

ทนายยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว โดยโต้แย้งว่า การสั่งไม่ปล่อยชั่วคราวตาม ม.108/1 นั้น ต้องเข้าข่ายผู้ต้องหา/จำเลยจะหลบหนีจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน จะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น ผู้ร้องขอประกันไม่น่าเชื่อถือ จะไปก่อความเสียหายต่อการสอบสวนหรือดำเนินคดี ซึ่งคดีนี้ไม่ปรากฏว่าจำเลยจะไปยุ่งกับพยานหลักฐานเพราะพนักงานสอบสวนได้ ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว ส่วนการหลบหนีนั้นเป็นเพียงข้อสันนิษฐานโดยไม่ปรากฏเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี ส่วนที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีนี้เป็นเรื่องร้ายแรงนั้นเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกสำนวน และขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 39 วรรค 2 และ 3 เพราะคดีนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา ยังไม่แน่ว่าจำเลยได้กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ จึงต้องถือว่าจำเลยบริสุทธิ์

ต่อมาราวกลางเดือนธันวาคม ศาลอุทธรณ์ได้ยืนยันเหตุผลเดิมของศาลชั้นต้น กล่าวคือ ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว และยกคำร้อง

15 ธ.ค.51 

ศาลนัดสืบพยาน สืบพยานโจทก์ 23-25 มิ.ย.52 สืบพยานจำเลย 26-30 มิ.ย.52

23 มิ.ย.52  

ศาลอาญา โดยผู้พิพากษาพรหมาศ ภู่แสง มีคำสั่งให้พิจารณาคดีดังกล่าวเป็นการลับ อาศัยอำนาจตามมาตรา 177 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

24 มิ.ย.52  

ดารณี เผยแพร่คำแถลงถึง 'สื่อมวลชนและพี่น้องผู้รักความเป็นธรรม' โดยในคำแถลงดังกล่าว ดารณีได้ระบุว่า ตนตกเป็นจำเลยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาตั้งแต่ 22 ก.ค. 51 และถูกขังมาเกือบ 1 ปี โดยไม่เคยได้รับการประกันตัวจนถึงทุกวันนี้ ทั้งที่ผู้ต้องคดีในข้อหาเดียวกันหลายคนได้รับการประกันตัว

ในคำแถลงดังกล่าว ดารณีตั้งคำถามต่อการพิจารณาคดี ซึ่งศาลมีคำสั่งให้พิจารณาเป็นการลับ ห้ามมิให้สื่อมวลชนและประชาชนเข้ารับฟังว่า เหตุใดในคดีอื่นๆ "ในข้อหาเดียวกันประเภทเดียวกัน" การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกรณีอื่นๆ จึงไม่มีการใช้กฎเกณฑ์เช่นนี้ ซึ่งตนเห็นว่าการพิจารณาคดีโดยลับเป็นการปิดบังข้อเท็จจริงมิให้ประชาชนได้รับรู้ และเป็นการทำลายหลักการยุติธรรมของกฎหมายโดยสิ้นเชิง

25 มิ.ย.52

 

ที่ห้องพิจารณาคดี 904 ศาลอาญา ทนายความยื่นคำร้องต่อศาลให้รอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวตามมาตรา 211 ของรธน. โดยระบุว่าการที่ศาลอาญามีคำสั่งพิจารณาเป็นการลับ ห้ามมิให้ประชาชนทั่วไปเข้าฟังการพิจารณา เป็นการใช้บทบัญญัติกฎหมาย ขัดหรือแย้งกับรธน.50 มาตรา40 (2) ที่ระบุสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการพิจารณา และขัดรธน.มาตรา 29 ที่บัญญัติเรื่องการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้

ฝ่ายจำเลยเห็นว่าบทบัญญัติมาตรา 177 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่ศาลอาศัยอำนาจสั่งให้การพิจารณาคดีลับนั้นขัดและแย้งกับรธน. และศาลรัฐธรรมนูญยังไม่เคยมีการวินิจฉัยเรื่องนี้ จึงขอให้ศาลส่งความเห็นของจำเลยไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรธน.มาตรา 211 โดยขอให้ศาลอาญารอการพิพากษาคดีนี้ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

 ต่อมาในวันเดียวกัน ศาลได้พิจารณายกคำร้องดังกล่าวของทนายจำเลย โดยระบุว่า การพิจารณาลับไม่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 211 เนื่องจากจำเลยมีทนายแก้ต่าง และสามารถนำพยานหลักฐานมายังศาลได้อย่างครบถ้วน การพิจารณาคดีจึงดำเนินต่อไป

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากไต่สวนพยานโจทก์แล้ว ทนายของดารณีแถลงต่อศาลขอยกเลิกการไต่สวนพยานจำเลยตามกำหนดเดิมคือวันที่ 26 และ 30 มิ.ย. โดยขอนัดไต่สวนในวันที่ 28 ก.ค. และ 5 ส.ค. 52 ซึ่งศาลอนุญาต

28 ส.ค.52

 

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง ซึ่งกระทำผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม จำคุก 3 กระทงๆ ละ 6 ปีรวมจำคุก 18 ปี

จำเลยยื่นอุทธรณ์ ขอให้ศาลส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่า บทบัญญัติตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 177 ที่ศาลชั้นต้นสั่งพิจารณาคดีลับขัดหรือแย้งสิทธิการเข้าถึงกระบวนการ ยุติธรรม ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550 มาตรา 29 และ 40 หรือไม่ ซึ่งจำเลยเคยยื่นคำร้องให้ศาลชั้นต้นส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว แต่ศาลชั้นต้นยกคำร้อง

9 ก.พ.54

ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ตรวจดูแล้ว พบว่าไม่เคยมีการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีดังกล่าวมาก่อน จึงชอบที่จะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ และที่ศาลชั้นต้นไม่รอการพิพากษาคดีไว้ก่อนเพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ศาลอุทธรณ์จึงให้ยกคำพิพากษาที่ศาลชั้นต้นสั่งจำคุก 18 ปี และให้ส่งเรื่องศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก่อนและเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแล้ว ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีใหม่แล้วแต่กรณี

17 ต.ค.54

 

ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า บทบัญญัติตาม ป.วิ อาญา มาตรา 177 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ปี 2550 มาตรา 29 และ 40(2) ศาลอาญาจึงได้นัดพิพากษาคดีใหม่

15 ธ.ค.54

 

ศาลอาญาพิพากษาว่า จำเลยกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 15 ปี (โดยไม่ได้บอกเหตุผลว่าเหตุใดจึงลดโทษลงจากครั้งแรกจำคุก 18 ปี)

16 มี.ค.54

ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องขอประกันตัวชั่วคราวด้วยเงินสด 1.44 ล้านบาทของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม

12 มิ.ย.56

 

ศาลอุทธรณ์นัดอ่านคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น  โดยไม่ได้อ่านทั้งหมดอ่านเพียงคำสั่งล

โทษ มีเนื้อหาว่า “ยังเชื่อว่าจำเลยดูหมิ่น หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศ สมควรให้ลงโทษสถานหนักเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง และที่จำเลยอุทธรณ์มาฟังไม่ขึ้น  พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จำคุก 15 ปี”

9 ก.ย.56

วันครบกำหนดเวลาที่ขอขยายระยะเวลาการยื่นฎีกา จำเลยไม่ได้ยื่นฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีจึงถึงที่สุด ไม่สามารถฎีกาเป็นอย่างอื่นได้อีก

 

หมายเหตุ : ประชาไทปรับแก้ข้อมูลบางส่วน

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์