สั่งฟ้อง 19 ปชช.-นักข่าว ข้อหาหลัก 'พ.ร.ก.ฉุกเฉิน-ต่อสู้ขัดขวาง จนท.' เหตุชุมนุม #ม็อบ28กุมภา

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเผยอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องคดี 19 ประชาชน-นักข่าว เหตุชุมนุม #ม็อบ28กุมภา ที่หน้ากรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ข้อหาหลัก 'พ.ร.ก.ฉุกเฉิน-ต่อสู้ขัดขวาง จนท.' 

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่าเมื่อวันที่ 16 เม.ย. 2564 ที่ศาลอาญา รัชดาฯ หลังพนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 มีความเห็นสั่งฟ้องคดี 19 ประชาชน เหตุชุมนุม #ม็อบ28กุมภา ที่หน้ากรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ในข้อหาหลัก ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, “ร่วมกันมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 และ “ร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน” ได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลอาญา โดยศาลรับไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่ 884/2564 

อย่างไรก็ตามมีเพียงบัญชา (สงวนนามสกุล) นักข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้าเท่านั้น ที่เดินทางมาตามนัดฟังคำสั่งอัยการ หลังพนักงานสอบสวนส่งตัวให้อัยการเมื่อวันที่ 9 เม.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากบัญชาได้รับการประกันตัวในชั้นตำรวจ และได้รับการปล่อยตัวที่กองบัญชาการตำรวจตระเวณชายแดนภาค 1 จ.ปทุมธานี หลังถูกจับกุมเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2564

ส่วนอีก 17 คน ซึ่งศาลให้ประกันตัวในชั้นฝากขัง เจ้าหน้าที่นัดมารายงานตัวต่อศาลในวันจันทร์หน้า (19 เม.ย. 2564) ก็จะเป็นการมารับทราบคำฟ้องในวันนั้น ขณะที่อีกคนคือ “แซม สาแมท” ผู้ต้องหาชาวไทย-กัมพูชา ปัจจุบันถูกขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลังถูกจับกุมเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2564 ในข้อหาเดียวกันและข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” 

หลังศาลรับฟ้อง ทนายได้ยื่นประกันตัวบัญชาด้วยเงินสดจำนวน 35,000 บาทจากกองทุนราษฎรประสงค์ ต่อมา ศาลให้ประกันตัว ทำให้เขาไม่ถูกควบคุมตัวในชั้นพิจารณาคดี

วันเดียวกันนี้ มีรายงานว่า พนักงานอัยการยังได้ยื่นฟ้อง ธีรยุทธ (สงวนนามสกุล) พนักงานส่งของ ซึ่งถูกจับบริเวณเซเว่น ใกล้ สน.ดินแดง ในเวลาประมาณ 01.40 น. ของวันที่ 1 มี.ค. 2564 ภายหลังเหตุการณ์ชุมนุมบริเวณ สน.ดินแดง โดยแยกฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำที่ 883/2564 ธีรยุทธจะเข้ารายงานตัวต่อศาลในวันจันทร์ที่ 19 เม.ย. 2564 เช่นกัน

เปิดคำฟ้องชุมนุม #ม็อบ28กุมภา ชี้ผู้ร่วมกันชุมนุมมั่วสุม ไม่มีมาตรการป้องกันโควิด-19

คำฟ้องบรรยายพฤติการณ์คดี โดยท้าวความการประกาศใช้พระราชกำหนดว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ของนายกรัฐมนตรี เพื่อควบคุมสถานการณ์แพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส หรือ โควิด-19 พร้อมกับการใช้อำนาจตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ออกข้อกำหนด ห้ามการชุมนุม การทำกิจกรรม การมั่วสุมในลักษณะแพร่เชื้อโรค เว้นแต่เป็นการจัดโดยเจ้าพนักงานที่ได้รับอนุญาตและเว้นระยะห่างทางสังคมระหว่างผู้เข้าร่วมกิจกรรม และจัดในสถานที่ที่ไม่แออัด มีมาตรการป้องกันโรคตามที่ราชการกำหนด ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจำเลยทั้งหมดซึ่งได้แยกดำเนินคดีต่างหากแล้ว ได้ทราบประกาศดังกล่าว  

เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2564 เวลากลางวันถึงกลางคืนหลังเที่ยงต่อเนื่องกัน มีผู้ชุมนุมประมาณ 600-700 คน นัดหมายมาร่วมกันชุมนุมที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อเดินขบวนไปขับไล่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ออกจากบ้านพักที่กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนวิภาวดีรังสิตด้านขาออก

จำเลยทั้ง 19 พร้อมกับเยาวชนอีก 4 ราย ได้เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองดังกล่าว อันเป็นการชุมนุม การทํากิจกรรม หรือการมั่วสุมกัน ณ สถานที่ใดๆ ที่แออัด และมีโอกาสติดต่อสัมผัสกันได้ง่ายในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรคในเขตพื้นที่ที่หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคงประกาศกําหนด 

โดยจําเลยกับพวกไม่ได้จํากัดทางเข้า-ออกในการเข้าร่วมชุมนุม และไม่จัดให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า และไม่จัดให้มีการเว้นระยะนั่ง หรือยืนห่างทางสังคมระหว่างกันอย่างน้อย 1 เมตร เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรคทางฝอยละอองน้ำลาย อันเป็นการจัดชุมนุมทางการเมืองโดยไม่มีมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 

จําเลยทั้งหมดยังได้ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ขู่เข็ญว่าจะใช้กําลังประทุษร้ายและกระทําการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง กล่าวคือ ขณะจำเลยกับพวกเคลื่อนขบวนไปทางกรมทหารราบที่ 1 ได้มีเจ้าหน้าที่ตํารวจคุมฝูงชนขัดขวางไม่ให้เคลื่อนขบวน จําเลยทั้งหมดจึงได้ขู่เข็ญว่าจะใช้กําลังประทุษร้ายและใช้กําลังประทุษร้ายด้วยการด่าทอ ตําหนิ และขว้างปาประทัดยักษ์ ก้อนหิน ขวดแก้ว และของแข็งต่างๆ ใส่เจ้าหน้าที่ตํารวจคุมฝูงชน อันเป็นการกระทําให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง และเมื่อเจ้าหน้าที่สั่งให้ยุติการชุมนุม กลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานแล้ว ก็ยังคงขัดขืนไม่เลิกการกระทำดังกล่าว 

นอกจากนี้ จําเลยทั้งหมดยังได้ร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติตามหน้าที่ กล่าว คือ เมื่อจําเลยทั้งสิบเก้ากับพวกผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนไปถึงแนวกั้นของเจ้าหน้าที่ตํารวจคุมฝูงชนที่เข้าปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการชุมนุม จําเลยทั้งหมดได้ใช้กําลังประทุษร้ายเจ้าหน้าที่ด้วยการขว้างปาก้อนหิน ขวดแก้ว และของแข็งต่างๆ ใส่ เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ที่เข้าปฏิบัติหน้าที่คุมฝูงชนดังกล่าวได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กาย อันเป็นการร่วมกันต่อสู้ ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติตามหน้าที่ โดยใช้กําลังประทุษร้าย โดยร่วมกันกระทําความผิดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป และร่วมกันทําร้ายร่างกายเจ้าพนักงานผู้กระทําการตามหน้าที่ 

โดยคำฟ้องยังบรรยายพฤติการณ์คดีของแซมไว้ด้วยว่า แซม สาแม็ท (จำเลยที่ 19) ซึ่งเป็นบุคคลเชื้อชาติกัมพูชา ไม่ปรากฏสัญชาติ ได้บังอาจเดินทางจากประเทศราชอาณาจักรกัมพูชา เข้ามาในราชอาณาจักรไทยที่ชายแดนอําเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว จากนั้นเดินทางต่อมาที่ เขตดินแดง กรุงเทพฯ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่, ไม่ได้ผ่านการตรวจอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองประจําเส้นทางนั้นตามกฎหมาย, ไม่ได้ยื่นรายการตามแบบที่กําหนดในกฎกระทรวง ตามช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง และไม่ได้ไปรายงานต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ ที่ทําการด่านตรวจคนเข้าเมืองที่ใกล้ที่สุดในทางที่เข้ามา ขณะเมื่อเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร รวมทั้งพักอยู่ที่ห้องเช่าในเขตดอนเมือง โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

อัยการระบุฐานความผิดที่ฟ้องจำเลย 18 คน รวม 4 ข้อหา ขณะที่แซมถูกฟ้องในฐานความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ อีก 1 ข้อหา ดังนี้ 

1. “ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง” 
2. เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกกระทำความผิดตามมาตรา 215 แล้วไม่เลิก 
3. ร่วมกันต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติตามหน้าที่ โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย โดยได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธ หรือร่วมกระทำความผิดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป 
4. ร่วมกันชุมนุมสาธารณะ ฝ่าฝืนข้อกำหนดและประกาศตามมาตรา 9 ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ 
5. เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ คำขอท้ายฟ้องระบุว่า อัยการถือว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215, 216, 138, 140, 295, 296, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ และ พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ

ศาลอาญาให้ประกันตัว “บัญชา”​ ในวงเงิน 35,000 บาท 

ทั้งนี้พนักงานอัยการได้แจ้งบัญชา ซึ่งมารายงานตัวต่อศาลตามนัดหมาย และทนายความว่า มีความเห็นสั่งฟ้องคดีแก่บัญชาและผู้ต้องหาคนอื่นอีก 18 คน 

หลังพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลเวลาประมาณ 14.40 น. และศาลรับฟ้อง บัญชาถูกควบคุมตัวไปยังห้องเวรชี้ ส่วนทนายความได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวระบุว่า จำเลยมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่ถูกควบคุมตัวไว้ในชั้นสอบสวน และไม่มีพฤติการณ์หลบหนี ทั้งในวันดังกล่าว จำเลยได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้สื่อข่าวสำนักพิมพ์แนวหน้า พร้อมกับใช้เงินสดจำนวน 35,000 บาท จากกองทุนราษฎรประสงค์วางเป็นหลักประกัน

เวลา 18.00 น. ศาลอาญาให้ประกันตัวบัญชาในวงเงิน 35,000 บาท ทำให้เขาไม่ถูกควบคุมตัวไว้ในชั้นพิจารณาคดี ศาลนัดสอบคำให้การในวันที่ 19 เม.ย. 2564 เวลา 09.00 น. 

ย้อนอ่านวินาทีสลายการชุมนุม #ม็อบ28กุมภา จากปากผู้ถูกจับกุม 

เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2564 กลุ่ม RESTART DEMOCRACY หรือ REDEM ได้นัดหมายเดินขบวนจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิมาที่บ้านพักของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งอยู่ภายในกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ก่อนที่จะถูกเจ้าหน้าที่ชุดควบคุมฝูงชนเข้าสลายการชุมนุมด้วยแก๊สน้ำตา และกระสุนยาง พร้อมกับเข้าจับกุมผู้ชุมนุมในคืนนั้นรวม 23 ราย โดยแบ่งเป็นประชาชนทั่วไป 19 ราย และเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีอีก 4 ราย  ทั้งหมดได้รับอนุญาตให้ประกันตัว หลังศาลอนุญาตฝากขัง ส่วนบัญชาได้รับอนุญาตให้ประกันตัวในชั้นตำรวจ

คำบอกเล่าของผู้ถูกจับกุมในเหตุการณ์นี้ระบุตรงกันว่า ถูกเจ้าหน้าที่ชุดควบคุมฝูงชนเข้าทำร้ายร่างกายขณะเข้าจับกุม บางส่วนถูกยิงด้วยกระสุนยาง ก่อนถูกนำตัวไปแจ้งข้อกล่าวหาที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 (บก.ตชด.ภาค 1) จังหวัดปทุมธานี

สำหรับบัญชาซึ่งถูกฟ้องคดีในวันนี้ยังเผยอีกว่า ในวันนั้นตนไปแค่ปฏิบัติหน้าที่ผู้สื่อข่าว มีอุปกรณ์ติดตัวเพียงโทรศัพท์มือถือ แว่นกันน้ำ หมวกนิรภัย แต่กลับถูกดำเนินคดีถึง 4 ข้อหา โดยอัยการระบุว่าเขา “ร่วมกันทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงาน” ด้วย

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ข่าวรอบวัน

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์