Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เผย 'ไผ่ จตุภัทร์' ยื่นฟ้องราชทัณฑ์ต่อศาลปกครอง เหตุเห็นว่าคำสั่งลงโทษวินัย-งดเยี่ยมญาติใกล้ชิดไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2569 ที่ศาลปกครองกลาง ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ได้เข้ายื่นฟ้องคดีต่อ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพ, อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และกรมราชทัณฑ์ กรณีออกคำสั่งจากการลงโทษทางวินัย เนื่องจากในช่วงเดือนกันยายน 2568 จตุภัทร์ทำการประท้วงโดยนำผ้าไปปิดกล้องวงจรปิดในห้องขังและนำกาแฟผสมน้ำไปเขียนข้อความบนกำแพง เนื่องจากเห็นว่าเมื่อถูกกักตัวป้องกันโรคหลังเข้าเรือนจำครบตามกำหนดแล้ว แต่ไม่ได้ถูกจำแนกแดนไป และไม่มีคำชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ จึงได้ดำเนินการประท้วงดังกล่าว ต่อมาทางเรือนจำลงโทษโดยให้ภาคทัณฑ์และไม่สามารถเยี่ยมญาติแบบใกล้ชิดได้ แต่เขาเห็นว่าคำสั่งลงโทษดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงได้ยื่นฟ้องคดีขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว

ความเป็นมา: ไผ่ประท้วงการถูกกักตัวเกินกำหนด เรือนจำสอบวินัยและลงโทษภาคทัณฑ์

เหตุในกรณีนี้โดยสรุป ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2568 จตุภัทร์ถูกย้ายจากเรือนจำอำเภอภูเขียว มาที่แดนแรกรับของเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยต้องถูกกักตัวเพื่อเฝ้าระวังโรค ตามนโยบายของเรือนจำ เป็นเวลา 5 วัน โดยการกักโรคดังกล่าวคือการกักตัวในห้องขังตลอดระยะเวลา 24 ชั่วโมง กำหนดจำนวนผู้ต้องขังในห้องกักกันโรคแต่ละห้องให้ได้จำนวนน้อยที่สุด เช่น ห้องละ 5 – 10 คน

จตุภัทร์ครบกำหนดกักโรคในวันที่ 28 ก.ย. 2568 และควรได้รับการจำแนกแดนในวันถัดมา แต่ปรากฏว่าถูกกักตัวต่อไปในวันที่ 29 ก.ย. 2568 โดยผู้ต้องขังที่ถูกย้ายมาพร้อมกันในห้องกักอื่นได้ถูกจำแนกหรือย้ายแดนไปแล้ว จึงรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม และพยายามสอบถามถึงสาเหตุ แต่ไม่ได้รับคำตอบใด จึงได้ประท้วงโดยนำเสื้อไปคลุมกล้องวงจรปิดและนำกาแฟผสมน้ำเขียนข้อความบนกำแพง

โฆษณา - Advertising

ต่อมา ในช่วงบ่ายวันที่ 29 ก.ย. จตุภัทร์ถูกเจ้าหน้าที่บังคับใส่กุญแจมือไพล่หลัง ใช้ถ้อยคำหยาบคายต่อว่า และพยายามนำเอกสารบันทึกจับกุมมาให้ลงชื่อ แต่เขาปฏิเสธ จากนั้น เขาถูกนำตัวกลับไปห้องกักโรคต่อไป จนวันที่ 1 ต.ค. 2568 จึงถูกจำแนกแดน ล่วงเลยระยะเวลากักโรคไปอีก 3 วัน โดยไม่มีการชี้แจงเหตุผลให้เข้าใจได้

วันที่ 2 ต.ค. 2568 จตุภัทร์ถูกเจ้าหน้าที่นำตัวไปสอบสวนทางวินัย โดยให้อานนท์ นำภา เพื่อนผู้ต้องขัง มาช่วยเป็นผู้บันทึกในการสอบสวน แต่ไม่ได้แจ้งสิทธิในการมีทนายความเข้าร่วม

จนวันที่ 8 ธ.ค. 2568 ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ได้มีคำสั่งลงโทษจตุภัทร์ โดยเห็นว่าป็นการกระทำผิดวินัย ฐานจงใจก่อให้เกิดความเสียหายให้แก่ผู้อื่นหรือกิจการของเรือนจำ แต่ยังไม่เกิดความเสียหายขึ้นเนื่องจากผู้ฟ้องคดีไม่มีเจตนาที่จะทำให้กิจการของเรือนจำเสียหาย จึงลงโทษโดยการภาคทัณฑ์

จตุภัทร์ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว โดยเห็นว่าคำสั่งลงโทษไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการแจ้งสิทธิการมีทนายความร่วมการสอบสวนและสิทธิการขอเข้าตรวจสอบเอกสาร ทั้งผู้ออกคำสั่งไม่กำหนดระยะเวลาลงโทษภาคทัณฑ์ ทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถคาดหมายได้ว่าคำสั่งลงโทษจะมีผลถึงเมื่อใด และการกระทำก็ไม่ได้เข้าลักษณะความผิดวินัยฐาน “จงใจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือกิจการของเรือนจำ” แต่เป็นเพียงการแสดงถึงความเดือดร้อนและไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่มีเจตนาก่อให้เกิดความเสียหาย

ต่อมาวันที่ 15 ม.ค. 2569 เรือนจำได้แจ้งคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ดังกล่าวทั้งหมด รวมทั้งส่งรายงานผลการพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวให้กรมราชทัณฑ์พิจารณาต่อไป  ต่อมาวันที่ 6 พ.ค. 2569 อธิบดีกรมราชทัณฑ์ได้มีคำสั่งยกอุทธรณ์ของจตุภัทร์ทั้งหมดเช่นกัน แต่ให้เรือนจำแก้ไขข้อกฎหมายพร้อมฐานความผิดในคำสั่งดังกล่าวให้ถูกต้องด้วย

ยื่นฟ้องคดี เห็นว่าคำสั่งขัดต่อหลักความได้สัดส่วน รุนแรงเกินกว่าเหตุ การกระทำไม่ได้ก่อความเสียหาย ถูกงดเยี่ยมญาติใกล้ชิด โดยไม่ระบุเวลาสิ้นสุด

จากเหตุการณ์ดังกล่าว จตุภัทร์เห็นว่า คำสั่งลงโทษวินัยผู้ต้องขัง และคำสั่งยกอุทธรณ์ของกรมราชทัณฑ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครอง

โดยสรุปเห็นว่าผู้ฟ้องไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคำสั่งดังกล่าว โดยในการพยายามสอบถามเรื่องการถูกกักตัวเกินระยะเวลา 5 วันตามแนวทางปฏิบัติของเรือนจำ กลับถูกเจ้าหน้าที่เรือนจำเพิกเฉย การแสดงออกที่เกิดขึ้นเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมและดึงดูดความสนใจจากเจ้าหน้าที่ให้เข้ามาตรวจสอบ และสอบถามถึงสาเหตุการถูกกักตัวเกินกำหนด ภายใต้สถานการณ์ที่ถูกตัดขาดจากช่องทางสื่อสารปกติ การกระทำดังกล่าวจึงเป็นไปเพื่อปกป้องสิทธิของตน

คำสั่งลงโทษดังกล่าว ขัดต่อหลักความได้สัดส่วน (Principle of Proportionality) เนื่องด้วยพฤติการณ์ที่ผู้ฟ้องกระทำประกอบกับมูลเหตุจูงใจกับการลงโทษภาคทัณฑ์ไม่ได้สัดส่วนกัน กล่าวคือ วัสดุที่ผู้ฟ้องคดีใช้คือน้ำผสมกาแฟ ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถเช็ดล้างทำความสะอาดได้โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายถาวรหรือทำให้ทรัพย์สินของราชการเสื่อมค่า การคลุมกล้องวงจรปิดก็เป็นเพียงการกระทำชั่วคราว การถูกบันทึกประวัติความผิดทางวินัย ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ในเรือนจำ ย่อมเห็นได้ชัดว่าบทลงโทษนั้นรุนแรงเกินกว่าพฤติการณ์

นอกจากนั้น การกระทำของจตุภัทร์ยังไม่เข้าลักษณะ “จงใจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือกิจการของเรือนจำ” ซึ่งโดยสภาพแห่งการกระทำ ไม่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อกิจการหรือทรัพย์สินของเรือนจำได้ เนื่องจากสามารถนำออก ลบหรือทำความสะอาดออกได้โดยง่าย ไม่ปรากฏว่าทรัพย์สินของเรือนจำเกิดความเสียหาย ตลอดจนไม่ปรากฏว่ากิจการของเรือนจำได้รับความเสียหายหรือจะเสียหายจากการกระทำดังกล่าว

ทางเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ยังมีการแก้ไขคำสั่งลงโทษ โดยอาศัยผลการวินิจฉัยอุทธรณ์ของกรมราชทัณฑ์เป็นฐาน แก้ไขฐานความผิดที่มีความร้ายแรงกว่าฐานเดิมที่ถูกกล่าวหาอันมิใช่การแก้ไขคำสั่งเล็กน้อย แต่ไม่เคยให้โอกาสผู้ฟ้องคดีมีโอกาสชี้แจง จึงเป็นการแก้ไขคำสั่งที่กระทบสิทธิ ทั้งการลงโทษภาคทัณฑ์ตามฐานความผิดใหม่ที่แก้ไขนี้ก็จะต้องปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีได้ “จงใจทำให้ทรัพย์สินของทางราชการหรือของผู้อื่นเสียหาย” ซึ่งไม่เข้าลักษณะดังกล่าวเช่นกัน

นอกจากนั้น การออกคำสั่งลงโทษทางวินัยผู้ต้องขังนั้น เจ้าหน้าที่รัฐต้องกระทำภายใต้กรอบอำนาจที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างเคร่งครัด ตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 69 (1) ประกอบกับกฎกระทรวงการดำเนินการทางวินัยผู้ต้องขัง พ.ศ. 2563 ข้อ 8 เจตนารมณ์ของกฎหมายมุ่งหมายให้โทษ “ภาคทัณฑ์” เป็นเพียงมาตรการตักเตือนสำหรับความผิดเล็กน้อย โดยไม่มีบทบัญญัติใดในกฎหมายที่ให้อำนาจผู้บัญชาการเรือนจำนำผลของการภาคทัณฑ์ไปเป็นเหตุในการลิดรอนสิทธิหรือประโยชน์ขั้นพื้นฐานอื่นใดของผู้ต้องขัง โดยการให้งดเยี่ยมญาติใกล้ชิด โดยญาติของจตุภัทร์ถูกปฏิเสธไม่ให้เยี่ยมญาติใกล้ชิด ทั้งคำสั่งยังไม่มีการกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดของช่วงเวลาภาคทัณฑ์ไว้

ผู้ฟ้องคดียืนยันว่า คำสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ดังกล่าวได้ถูกนำไปใช้เป็นเหตุในการลิดรอนสิทธิการเยี่ยมญาติใกล้ชิด และไม่แน่นอนว่าในอนาคตผู้ฟ้องคดีจะได้รับผลกระทบอื่นนอกเหนือจากการตักเตือนอีกหรือไม่ และมีผลเป็นระยะเวลายาวนานเพียงใด ถือเป็นการใช้อำนาจเกินเลยไปกว่าที่กฎกระทรวงฯ ให้อำนาจไว้ และเป็นการลงโทษซ้ำซ้อนแก่ผู้ฟ้องคดี นอกจากจะขัดต่อหลักความได้สัดส่วน ยังเป็นการละเมิดข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำขององค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง (The Nelson Mandela Rules) ข้อ 39 (1)

ผลของการกระทำเช่นนี้ที่ถูกภาคทัณฑ์จะต้องยุติลงเพียงการถูกว่ากล่าวตักเตือนเท่านั้น แต่ผู้ฟ้องคดีกลับถูกตัดสิทธิการเยี่ยมญาติใกล้ชิดเฉกเช่นเดียวกับโทษสถานหนักอื่น ๆ แม้ผู้ฟ้องคดีจะตกอยู่ในสถานะผู้ต้องขังซึ่งถูกระงับอิสรภาพตามกฎหมาย แต่สถานะดังกล่าวหาได้ให้อำนาจรัฐในการพรากเอาศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขังไปด้วยไม่ คำสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ที่ถูกนำไปใช้ขยายผลกระทบเกินเลยกว่าการว่ากล่าวตักเตือน จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่เป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ ขัดต่อหลักความได้สัดส่วนทางปกครอง และสร้างภาระให้เกิดกับผู้ฟ้องคดีเกินสมควร

รวมทั้งผู้ออกคำสั่งลงโทษเอง ยังมิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนแจ้งสิทธิการมีทนายความระหว่างถูกสอบสวนวินัยอีกด้วย อีกทั้งมิได้แจ้งสิทธิว่าผู้ฟ้องคดีมีสิทธิเข้าตรวจสอบหรือขอรับเอกสารที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหา การไม่แจ้งสิทธิพื้นฐานดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสิทธิในการต่อสู้และสิทธิในการได้รับกระบวนการที่เป็นธรรมอย่างมีนัยสำคัญ การอ้างว่าการไม่แจ้งสิทธิไม่ได้เป็นเงื่อนไขความชอบด้วยกฎหมายนั้น เป็นการอ้างที่ผิดพลาด สิทธิในการมีทนายความหรือที่ปรึกษาและสิทธิในการโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของหลักการฟังความสองฝ่ายอันเป็นหัวใจของการพิจารณาทางปกครอง

ในการฟ้องคดีนี้ จตุภัทร์ได้ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งเรือนจำพิเศษกรุงเทพ เรื่อง การลงโทษผู้ต้องขังกระทำผิดวินัย ลงวันที่ 8 ธ.ค. 2568, ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ฉบับลงวันที่ 9 เม.ย. 2569, ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 หรือที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันออกระเบียบหรือแนวทางปฏิบัติให้มีการแจ้งสิทธิที่จะมีทนายความเข้าร่วมการสอบข้อเท็จจริงทางวินัยผู้ต้องขัง เพื่อคุ้มครองสิทธิในกระบวนการสอบสวนวินัยของผู้ต้องขังต่อไป และขอให้กรมราชทัณฑ์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปีของเงินต้น

ทั้งนี้ จตุภัทร์ถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย. 2568 หลังศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี 12 เดือน ในคดีมาตรา 112 จากการชุมนุมที่อำเภอภูเขียว และในช่วงปลายเดือนกันยายนนั้น เขาถูกย้ายตัวจากภูเขียวมาคุมขังในกรุงเทพฯ เพื่อร่วมการพิจารณาคดีที่ศาลอาญา

ในช่วงเดือนมีนาคม 2569 ศาลฎีกาได้อนุญาตให้ประกันตัวจตุภัทร์ในคดีชุมนุมที่ภูเขียว แต่ต่อมาศาลอาญาและศาลอุทธรณ์กลับไม่อนุญาตให้ประกันตัวเขาในคดีจากการชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ซึ่งนายประกันได้ยื่นถอนประกันตัวไปหลังจตุภัทร์ถูกคุมขัง แม้คดียังอยู่ระหว่างสืบพยาน ศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษาแต่อย่างใด โดยจนถึงปัจจุบันมีการพยายามยื่นขอประกันตัวคดีนี้มาแล้ว 5 ครั้ง และเป็นเพียงคดีเดียวที่เขายังไม่ได้รับการประกันตัว

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising