กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันไดร้องผู้ว่าหนองบัวลำภู ถูกเอกชนคุกคามปมเหมืองแร่ดงมะไฟ

กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได ร้องผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภูให้เปิดห้องชี้แจงความคืบหน้ากรณีบริษัทเอกชนเข้าเคลียร์พื้นที่และข่มขู่คุกคามคนในพื้นที่ เพื่อเตรียมทำเหมืองแร่ในพื้นที่ ต.ดงมะไฟ อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู

9 ธ.ค. 2564 กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได รายงานว่าวานนี้ (8 ธ.ค. 2564) เวลา 11.15 น. ณ ศาลากลางจังหวัดหนองบัวลำภู ประชาชนกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได ประมาณ 20 คน เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู ขอให้ชี้แจงความคืบหน้ากรณีขอให้คืนคำขอต่ออายุประทานบัตรที่ 27221/15393 และคำขออนุญาตเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เพื่อทำเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูน (เพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง) ของ บริษัท ธ.ศิลาสิทธิ จำกัด ซึ่งมีชื่อของธีรสิทธิ์ ตรีวัฒน์สุวรรณ เป็นผู้ถือใบประทานบัตร แต่เนื่องจากผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภูไม่อยู่ เจ้าหน้าที่จากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดหนองบัวลำภู เจ้าหน้าที่สำนักอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เขต 2 อุดรธานี เจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดหนองบัวลำภู และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดหนองบัวลำภู จึงเป็นตัวแทนมารับหนังสือจากประชาชนในพื้นที่

ทั้งนี้ การเดินทางมายื่นหนังสือในครั้งนี้ ประชาชนกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมนุมเขาเหล่าใหญ่-ผาจันไดได้มีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 อย่างเคร่งครัด โดยมีการตรวจวัดอุณหภูมิของทุกคนที่เดินทางมายังศาลากลางจังหวัด พร้อมทั้งใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ มีการรักษาระยะห่างในระหว่างการยื่นหนังสือ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงกับชาวบ้าน อย่างไรก็ตาม กลุ่มอนุรักษ์ฯ ระบุว่าเป็นที่หนึ่งครั้งที่ทางกลุ่มไม่มีโอกาสได้พบผู้ว่าราชการจังหวัด และมีคำสั่งให้ตัวแทนจากสภาอุตสาหกรรมจังหวัดมารับหนังสือแทน

 

เปี่ยม สุวรรณสนธ์ ตัวแทนประชาชนกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได ซึ่งเป็นผู้ยื่นหนังสือ ได้อ่านเนื้อหาหนังสือ ซึ่งมีใจความสำคัญว่า กลุ่มอนุรักษ์ฯ ติดตามความคืนหน้ากรณีขอให้คืนคำขอต่ออายุประทานบัตรและคำขออนุญาตเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติเพื่อทำเหมืองแร่อย่างต่อเนื่อง แต่ที่ผ่านมากลับไม่ปรากฏความคืบหน้าใดๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในขณะที่ในพื้นที่ปรากฏสัญญาณความรุนแรงอีกครั้ง โดยมีบริษัทเหมืองแร่ที่ อ.น้ำโสม จ.อุดรธานี (อ้างว่ามาจากบริษัท สุมิตรมิเนอรัล จำกัด) พยายามเข้ามาพร้อมกับลูกจ้างของบริษัท ธ.ศิลาสิทธิ จำกัด เพื่อควานหาตัวแกนนำในพื้นที่ พยายามเสนอผลประโยชน์เพื่อให้คนในพื้นที่เปิดทางให้ขนย้ายหินออกจากเขตแต่งแร่ นอกจากนี้ ในวันที่ 5 ธ.ค. ที่ผ่านมา ได้มีตัวแทนบริษัท 5 ดาวสยาม จำกัด มาพบประชาชนในพื้นที่ และมีการยื่นข้อเสนอจะสร้างสิ่งปลูกสร้างบนเขตประทานบัตร เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้กับชุมชน แต่กลุ่มอนุรักษ์ฯ ได้ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว และให้ไปติดต่อหน่วยงานให้ถูกต้อง

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้กลุ่มอนุรักษ์ฯ เกิดความกังวลต่อสถานการณ์ความรุนแรงที่จะกลับมาอีกครั้ง เนื่องจากลักษณะของผู้ที่เข้ามาในพื้นที่มีความชัดเจนอย่างยิ่งว่าไม่สนใจทำตามขั้นตอนกระบวนการของกฎหมาย มีลักษณะของการข่มขู่ คุกคามกลุ่มอนุรักษ์ฯ ดังนั้นเพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหา สร้างความเข้าใจให้มีความถูกต้องตรงกัน และป้องกันไม่ให้ชาวบ้านในพื้นที่ต้องเผชิญกับความรุนแรงอีกครั้ง ทางกลุ่มจึงขอเรียกร้องไปยังผู้วาราชการจังหวัดหนองบัวลำภูให้ดำเนินการตามนี้

  1. ขอให้มีการเปิดห้องประชุมเพื่อชี้แจงความคืบหน้าต่อข้อร้องเรียนต่างๆ ของกลุ่มอนุรักษ์ฯ ในวันที่ 14 ธ.ค. 2564 เวลา 10.00 น. เพื่อให้ได้ทราบข้อมูลที่ถูกต้องตรงกันว่า ขณะนี้กระบวนการคืนคำขอต่ออายุประทานบัตรและคำขออนุญาตการเข้าทำประโยชน์หรือที่อยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ อยู่ในขั้นตอนกระบวนการใด มีการสอบสวนตามข้อร้องเรียนหรือไม่ หรือมีความคืบหน้าไปขั้นตอนใด
  2. ขอให้อุตสาหกรรมจังหวัดหนองบัวลำภู มีหนังสือถึงบริษัทเหมืองและโรงโม่ต่างๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ เพราะพฤติกรรมเช่นนี้ขัดต่อหลักธรรมาภิบาล และถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งขัดแย้งต่อ แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ได้เข้าชี้แจงต่ออุตสาหกรรมจังหวัดต่อกรณีที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น บริษัท ธ.ศิลาสิทธิ จำกัด บริษัท สุมิตรมิเนอรัล จำกัด (โรงโม่สุมิตร) และบริษัท 5 ดาวสยาม จำกัด ที่ล้วนแต่มีพฤติกรรมที่ส่อไปในแนวทางทุจริต และละเมิดสิทธิมนุษยชน

ภายหลังจากที่ยื่นหนังสือ ปริญญ์ ปริญญ์ไวกูณฐ์ เจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดหนองบัวลำภูได้กล่าวกับกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได ว่า “การนัดประชุมในวันที่ 14 ธ.ค. 2564 จะเป็นเวลา 13.30 น. เนื่องจากในช่วงเช้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าง และจะส่งหนังสือเชิญอีกครั้ง”

ในขณะที่ในพื้นที่ เวลาประมาณ 12.30 น. (ตัวแทนประชาชนที่เดินทางไปศาลากลางจังหวัดฯ ยังดำเนินการยื่นหนังสือไม่แล้วเสร็จ) กลับมีตัวแทนบริษัทเหมืองแร่ ชื่อว่า พร (นามสมมุติ) โทรมาหาสมาชิกกลุ่มอนุรักษ์ฯ ที่อยู่ในหมู่บ้าน ซึ่งไม่ได้เดินทางไปยื่นหนังสือด้วย โดยการโทรมากล่าวโทษว่า เหตุใดกลุ่มอนุรักษ์ฯ ต้องนำเรื่องดังกล่าวไปฟ้องทางจังหวัด พร้อมแก้ตัวว่าไม่ได้มีการเอาปืนไปขู่แต่อย่างใด ขอให้กลุ่มอนุรักษ์ฯ จบเรื่องนี้เพียงเท่านี้

จากเหตุการณ์ที่ขึ้นทำให้เห็นว่าทางฝั่งบริษัทต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ต้องมีสายข่าวคอยรายงานจากในจังหวัดอย่างแน่นอน ซึ่งก็มีเพียงหน่วยงานเดียวที่มีหน้าที่คอยสืบข่าวของชาวบ้านผู้คัดค้าน ทั้งยังพยายามสอบถามรายชื่อบุคคลที่มายื่นหนังสือในวันนี้อยู่ตลอดเวลา นั่นก็คือ หน่วยงาน กอ.รมน. หนองบัวลำภู ที่มีพฤติกรรมเพิกเฉยต่อสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่มาโดยตลอด และกล่าวโทษชาวบ้านในการชุมนุมคัดค้านการทำเหมืองแร่และโรงโม่หินมาโดยตลอดเช่นกัน การมีสายข่าวในจังหวัดคอยรายงานทุกเรื่องราวให้แก่บริษัทเหมืองแร่ตลอดเวลา ย่อมทำให้เล็งเห็นได้เลยว่าที่สถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่หนองบัวลำภูยังไม่หายไปไหน หาตัวผู้ทำผิดมาลงโทษไม่ได้ ก็เพราะมีคนในคอยถือหางอยู่ตลอด 27 ปีที่ผ่านมา

 

ทั้งนี้ ในเวลาประมาณ 15.00 น. เจ้าหน้าที่จากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดหนองบัวลำภู จำนวน 3 คน และเจ้าหน้าที่สำนักงานอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เขต 2 อุดรธานี จำนวน 1 คน ได้ลงพื้นที่โรงโม่หินของ บริษัท ธ.ศิลาสิทธิ จำกัด ซึ่งเจ้าหน้าที่ กพร.เขต 2 อุดรธานี ได้กล่าวกับกลุ่มอนุรักษ์ฯ ขณะที่เดินสำรวจพื้นที่โรงโม่หินว่า “วันนี้เข้ามาตรวจสอบพื้นที่เพื่อดูว่ากองหินมีมากน้อยเพียงใด ซึ่งจะเข้ามาวัดปริมาณกองหินอีกครั้ง เพื่อคำนวนค่าภาคหลวงและตรวจสอบว่าบริษัทจ่ายครบหรือยัง แต่ถ้าบริษัทจ่ายค่าภาคหลวงครบแล้วก็เท่ากับว่าบริษัทได้ซื้อกองหินแล้วเหลือแค่ต้องทำให้ถูกตามขั้นตอน และวันนี้ก็ได้โทรติดต่อบริษัท 5 ดาวสยาม จำกัดและบริษัท สุมิตรมิเนอรัล จำกัด เพื่อสอบถามว่าได้มาคุกคามประชาชนในพื้นที่จริงหรือป่าว ซึ่งบริษัทก็ได้บอกว่าไม่ได้มาคุกคามหรือจะมาทำเหมืองใหม่ แค่อยากจะมาช่วยชาวบ้านฟื้นฟูเฉยๆ ส่วนในประเด็นที่จะมาซื้อหินหรือไม่นั้นบริษัทไม่ได้ตอบ ในส่วนของบริษัท ธ.ศิลาสิทธิ จำกัด ก็ได้โทรติดต่อเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านเพื่อสอบถามว่าที่บริษัทได้ยื่นขอต่ออายุประทานบัตรเพื่อทำเหมืองจะยังยืนยันที่จะทำต่อหรือไม่ ซึ่งเจ้าของบริษัทก็ได้ตอบว่าบริษัทยังมีสิทธิที่จะสามารถทำเหมืองต่อได้จึงอยากที่จะใช้สิทธิให้เต็มที่หรือถ้าหากไม่ได้ทำต่อจริงๆ ก็จะทำใจยอมรับ”

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ กพร.เขต 2 อุดรธานี ยังได้กล่าวอีกว่า “หากเหมืองหินและโรงโม่หินปิดลง กพร. ก็จะต้องเข้ามาตรวจสอบพื้นที่เพื่อทำการปิดและสั่งให้บริษัท ธ.ศิลาสิทธิ จำกัด ดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง นำเครื่องจักรออกจากพื้นที่ และต้องดำเนินการฟื้นฟู ปรับหน้าดินให้แข็งแรงไม่เกิดอันตรายในอนาคต และในส่วนข้อมูลและประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง กพร. ก็จะกลับไปหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อนำมาพูดคุยชี้แจงในวันที่ 14 ธ.ค. 2564”

อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มระบุว่าต้องติดตามสถานการณ์ของพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพราะจากคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ กพร.เขต 2 อุดรธานี ได้ทำให้เห็นว่าบริษัท ธ.ศิลาสิทธิ จำกัด ยังมีความต้องการที่จะกลับมาทำเหมืองหินระเบิดภูเขาทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชนอีกครั้ง รวมถึงต้องติดตามการประชุมในวันที่ 14 ธ.ค. 2564 ระหว่างกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และบริษัทเอกชน ว่าจะมีแนวทางการแก้ไขปัญหาและป้องกันไม่ให้ชาวบ้านในพื้นที่ต้องเผชิญกับความรุนแรงอย่างไร หรือจะยังคงเพิกเฉยปล่อยให้ชาวบ้านต้องเผชิญกับความรุนแรงเฉกเช่น 27 ปีที่ผ่านมา

ข่าวรอบวัน

เนื้อหาแนะนำ

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์