Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Psychology of Music สำรวจนักศึกษา 226 คน พบว่ากลุ่มตัวอย่างแบ่งเกือบครึ่งต่อครึ่ง ระหว่างคนที่ฟังเพลงขณะอ่านหนังสือเรียน (54%) กับคนที่เลี่ยง (46%) โดยปัจจัยที่ทำนายพฤติกรรมนี้ได้ดีที่สุดไม่ใช่ความจำหรือสมาธิ แต่คือ "ตัวตนทางดนตรี" หรือความสำคัญของดนตรีในชีวิตประจำวัน คนที่ฟังมักเลือกเพลงไม่มีเนื้อร้องและจังหวะช้า และ 94% มองว่าเพลงช่วยการอ่าน แม้งานวิจัยจะเตือนว่า "รู้สึกว่าช่วย" กับ "ทำได้ดีขึ้นจริง" เป็นคนละเรื่องกัน

  • งานวิจัยในวารสาร Psychology of Music สำรวจนักศึกษา 226 คน พบว่า 54% ฟังเพลงขณะอ่านหนังสือเรียน และ 46% เลี่ยง สะท้อนว่าไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน 
  • ปัจจัยที่ทำนายพฤติกรรมได้ดีที่สุดคือตัวตนทางดนตรี ไม่ใช่ความจำหรือแนวโน้มใจลอย คนที่ฟังมักเลือกเพลงไม่มีเนื้อร้องจังหวะช้า และอ้างว่าช่วยเพิ่มสมาธิและกลบเสียงรบกวน 
  • แม้ 94% ของกลุ่มที่ฟังมองว่าเพลงช่วยการอ่าน แต่นักวิจัยเตือนว่าไม่มีการทดสอบความเข้าใจจริง การ "รู้สึกว่าช่วย" อาจไม่ตรงกับผลลัพธ์การเรียนรู้ที่แท้จริง


ภาพจาก: AI25.Studio Studio/Pexels 

ถ้าคุณเดินเข้าไปในห้องสมุดมหาวิทยาลัยหรือหอพักช่วงสอบปลายภาค ภาพที่เห็นจนชินตาคือนักศึกษาก้มหน้าอยู่กับแล็ปท็อป เสียบหูฟัง และเปิดหนังสือกางไว้ การอ่านหนังสือไปพร้อมกับฟังเพลงกลายเป็นเรื่องธรรมดาจนมีอุตสาหกรรมเติบโตขึ้นมารองรับ หนึ่งในนั้นคือช่อง YouTube ชื่อ Lofi Girl ที่ ณ ช่วงเวลาที่ทำงานวิจัยชิ้นนี้มีผู้ติดตามถึง 13.8 ล้านคน และยอดชมทะลุ 1 พันล้านครั้ง

แต่ขณะเดียวกัน นักวิจัยกลับถกเถียงกันมานานหลายสิบปีว่า พฤติกรรมนี้ช่วยให้นักศึกษาเรียนรู้ได้ดีขึ้นจริง หรือกลับเป็นตัวขัดขวางกันแน่

งานวิจัยชิ้นใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Psychology of Music พยายามก้าวข้ามข้อถกเถียงนี้ ด้วยการตั้งคำถามใหม่ว่า แท้จริงแล้วนักศึกษาทำอะไรเมื่อนั่งลงอ่านหนังสือ และมีอะไรในบุคลิกภาพหรือสภาพจิตใจของพวกเขาที่พอจะทำนายได้หรือไม่ว่า เพลงจะช่วยเพิ่มหรือลดประสิทธิภาพการอ่าน คำตอบที่ได้กลับเป็นเรื่องเฉพาะตัวมากกว่าการตัดสินแบบขาวดำ ว่าดีหรือไม่ดี

54% ฟังเพลง อีก 46% เลี่ยงที่จะฟัง

คณะผู้วิจัยสำรวจนักศึกษามหาวิทยาลัย 226 คน อายุเฉลี่ยราว 28 ปี (ช่วงอายุตั้งแต่ 18-55 ปี) ส่วนใหญ่เรียนเต็มเวลา และส่วนใหญ่ระบุว่าเป็นเพศหญิง ผู้เข้าร่วมตอบคำถามเกี่ยวกับนิสัยการฟังเพลงระหว่างอ่านหนังสือและทำกิจกรรมอื่น ๆ จากนั้นทำแบบทดสอบที่วัดความสามารถในการเก็บข้อมูลไว้ในใจขณะทำอย่างอื่นไปด้วย วัดความถี่ที่ใจมักล่องลอย และวัดว่าเพลงมีบทบาทในชีวิตประจำวันของแต่ละคนมากแค่ไหน

เมื่อถามถึงการอ่านหนังสือเพื่อการเรียนโดยเฉพาะ กลุ่มตัวอย่างกลับแบ่งออกเกือบครึ่งต่อครึ่ง โดย 54% บอกว่ามักฟังเพลงขณะอ่านหนังสือเรียน ส่วนอีก 46% บอกว่าเลี่ยงที่จะฟังเพลงไปด้วย

สัดส่วนที่เกือบเท่ากันนี้บอกอะไรบางอย่าง ไม่ว่าเพลงจะส่งผลอย่างไร ผลนั้นก็ไม่เหมือนกันในทุกคน และความชอบส่วนบุคคลอาจสำคัญกว่ากฎเกณฑ์ตายตัวใด ๆ ตัวเลขนี้ยังสอดคล้องกับงานสำรวจในอดีตที่พบสัดส่วนใกล้เคียงกัน ยืนยันว่าการฟังเพลงขณะอ่านหนังสือเป็นพฤติกรรมที่พบได้ทั่วไป แม้จะมีนักวิชาการบางส่วนยืนยันว่าการทำเช่นนี้เป็นผลเสียก็ตาม

น่าสังเกตว่า เมื่อถามถึงการอ่านทั่วไป (ไม่เจาะจงว่าเพื่อการเรียน) สัดส่วนคนที่ฟังเพลงพุ่งสูงถึง 70.79% เทียบกับคนที่เลี่ยงที่จะฟังเพียง 29.21% ความต่างนี้สะท้อนว่าบริบทของการอ่านมีผลต่อการตัดสินใจ การอ่านเพื่อเรียนซึ่งต้องอ่านให้ครบตามปริมาณที่กำหนดไม่ว่าจะสนใจเนื้อหาหรือไม่ อาจต่างจากการอ่านเพื่อความเพลิดเพลินที่หยุดเมื่อไรก็ได้

คลาสสิก ร็อก และเหตุผลที่ควรหลีกเลี่ยงเนื้อร้องตอนอ่าน

ในบรรดาคนที่ฟังเพลง แนวเพลงยอดนิยมที่สุดขณะอ่านหนังสือคือ Classical (48%) ตามด้วย Rock (33%) และ Pop (18%) นักศึกษาแสดงความชอบที่ชัดเจนต่อเพลงที่ไม่มีเนื้อร้อง และต่อเพลงจังหวะช้าขณะอ่านหนังสือ ซึ่งตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับตัวเลือกของพวกเขาตอนทำงานที่ง่ายกว่า ที่ส่วนใหญ่กลับชอบเพลงมีเนื้อร้องและจังหวะเร็ว

ตัวเลขสะท้อนภาพนี้ชัดเจน ขณะอ่านหนังสือมีเพียง 22% ที่เลือกเพลงมีเนื้อร้อง แต่ตอนทำงานง่าย ๆ ตัวเลขนี้พุ่งเป็น 64% ในทำนองเดียวกัน 54% ชอบเพลงช้าขณะอ่านหนังสือ ขณะที่ตอนทำงานง่าย ๆ มีเพียง 5% เท่านั้นที่เลือกเพลงช้า

การปรับเปลี่ยนตามบริบทเช่นนี้บ่งชี้ว่า นักศึกษาอาจกำลังปรับตัวเลือกการฟังให้เข้ากับความต้องการของงานที่ทำอยู่โดยสัญชาตญาณ แม้จะไม่ได้คิดอย่างมีสติก็ตาม คำอธิบายที่เป็นไปได้คือ พวกเขาใช้จังหวะของเพลงปรับระดับความตื่นตัวให้เหมาะกับงาน โดยสภาวะที่สงบกว่าเหมาะกับการอ่าน ส่วนสภาวะที่ตื่นตัวกว่าช่วยให้จดจ่อกับงานซ้ำซากจำเจได้นานขึ้น

ส่วนเหตุผลว่าทำไมถึงฟังเพลง ก็มีหลากหลาย นักศึกษาส่วนใหญ่รายงานว่าเพลงช่วยเพิ่มสมาธิ (57%) ช่วยกลบเสียงรบกวนจากภายนอก (50%) เพิ่มแรงจูงใจ (49%) และทำให้การอ่านสนุกขึ้น (37%) นอกจากนี้ยังมีคำตอบทำนองว่า "มันทำให้ใจสงบและลดความวิตกกังวล" และ "มันมีผลช่วยให้ผ่อนคลาย"

ในทางกลับกัน กลุ่มที่เลี่ยงฟังเพลงมีคำอธิบายที่เป็นเอกภาพกว่า โดย 86% ของกลุ่มนี้บอกว่า "เพลงรบกวนสมาธิ"

ที่น่าสนใจคือ "การรบกวนสมาธิ" ถูกยกขึ้นมาเป็นเหตุผลทั้งของการเลี่ยงและการฟัง คนที่เลี่ยงฟัง 86% บอกว่าเลี่ยงเพราะเพลงรบกวน ขณะที่คนที่ฟังเพลง 50% บอกว่าฟังเพื่อกลบเสียงรบกวนภายนอก คำอธิบายที่เป็นไปได้คือ คนส่วนใหญ่ล้วนถูกรบกวนได้ขณะอ่าน แต่ใช้กลยุทธ์ต่างกันในการจัดการ บางคนใช้เพลงกลบสิ่งรบกวนอื่น ส่วนบางคนเลือกอ่านในความเงียบเพราะมองว่าตัวเพลงเองคือสิ่งรบกวน

ตัวตนทางดนตรีสำคัญกว่า


ภาพจาก: Vitaly Gariev/Pexels 

หนึ่งในข้อค้นพบที่น่าสนใจที่สุดของงานวิจัยนี้ เกี่ยวข้องกับสิ่งที่คณะผู้วิจัยเรียกว่า "Music Engagement" หรือพูดง่าย ๆ คือ ดนตรีเป็นศูนย์กลางของชีวิตคนคนหนึ่งมากแค่ไหน คนที่ได้คะแนนสูงในด้านนี้ คือคนที่ใช้เพลงเป็นประจำเพื่อจัดการอารมณ์ แสดงออกถึงตัวตน หรือเชื่อมโยงกับผู้อื่น มีแนวโน้มมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญที่จะฟังเพลงขณะอ่านหนังสือ และมองว่ามันเป็นประโยชน์ ความสัมพันธ์นี้ปรากฏทั้งในการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มและในการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ของงานวิจัย

กลุ่มที่ฟังเพลงมีคะแนน Music Engagement สูงกว่ากลุ่มที่เลี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีขนาดผลกระทบระดับกลาง

สิ่งที่ไม่มีผลเลยจากข้อค้นพบนี้คือ "ความจำใช้งาน" (Working Memory) หรือความสามารถในการจำข้อมูลระยะสั้นพร้อมกับทำงานอื่นไปด้วย คณะผู้วิจัยต้องการทดสอบว่า นักศึกษาที่ความจำใช้งานดีกว่าจะมีแนวโน้มชอบฟังเพลงไปด้วยเรียนไปด้วย หรือรู้สึกว่าเพลงช่วยให้เรียนดีขึ้นไหม ผลปรากฏว่า ทั้งกลุ่มที่ชอบฟังเพลงและกลุ่มที่เลี่ยงฟังเพลง ได้คะแนนความจำใกล้เคียงกัน แสดงให้เห็นว่าทักษะสมองด้านนี้ ไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้คนสองกลุ่มต่างกัน

"แนวโน้มการใจลอย" ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถบอกได้ว่าใครจะเลือกเลี่ยงการฟังเพลง เพราะกลุ่มนักศึกษาที่บอกว่าตัวเองเหม่อลอยบ่อย ๆ ก็ไม่ได้มีแนวโน้มจะปิดเพลงพื้นหลังมากกว่ากลุ่มคนที่มีสมาธิดีเลย

นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่น่าสนใจคือ นักศึกษาที่เคยเรียนดนตรีมาหลายปี กลับมีแนวโน้มที่จะฟังเพลงตอนอ่านหนังสือน้อยกว่า คณะผู้วิจัยคาดว่า ความรู้เรื่องดนตรีที่ลึกซึ้งอาจทำให้พวกเขาไวต่อเสียงเพลงจนถูกเบนความสนใจออกจากหนังสือได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม งานวิจัยพบความเชื่อมโยงทางสถิตินี้เพียงเล็กน้อย จึงเป็นเพียงเบาะแสที่น่าสนใจ แต่ยังไม่ใช่ข้อสรุปที่ฟันธงได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

"รู้สึกว่าช่วย" ไม่เท่ากับ "ทำได้ดีขึ้นจริง"


ภาพจาก: Abdiel Hernandez Villegas/Pexels 

ในกลุ่มนักศึกษาที่บอกว่าฟังเพลงขณะอ่านหนังสือเรียน มีสัดส่วนมากที่ให้คะแนนว่าเพลงนั้น "มีประโยชน์มาก" หรือ "มีประโยชน์อย่างยิ่ง" โดยเกือบทั้งหมด (94.29%) มองว่ามันช่วยกระบวนการอ่านของตน

คณะผู้วิจัยย้ำเตือนว่า "การรู้สึกว่าเรียนได้ดีขึ้น" กับ "การเรียนได้ดีขึ้นจริง" เป็นคนละเรื่องกัน เนื่องจากงานวิจัยนี้เป็นเพียงการสำรวจนิสัยและความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เรียน ไม่ได้มีการทดสอบวัดความเข้าใจในการอ่านจริง ๆ

ช่องว่างตรงนี้ถือว่าสำคัญมาก เพราะนักศึกษาที่ชอบฟังเพลงอาจจะแค่รู้สึกเพลิดเพลินตอนอ่านหนังสือ แล้วคิดไปเองว่าความเพลิดเพลินนั้นคือความเข้าใจ งานวิจัยในอนาคตจึงจำเป็นต้องทดสอบวัดคะแนนจริง ๆ เพื่อดูว่าเสียงเพลงช่วยให้เข้าใจเนื้อหามากขึ้นจริงหรือไม่

การที่สัดส่วนของผู้ที่ชอบฟังเพลงและผู้ที่หลีกเลี่ยงมีพอ ๆ กัน (เกือบครึ่งต่อครึ่ง) ประกอบกับผลวิจัยที่พบว่ารสนิยมทางดนตรีมีผลต่อการตัดสินใจมากกว่าเรื่องความจำหรือสมาธิ ชี้ให้เห็นว่าคำแนะนำแบบเหมารวมประเภท "ควรฟังเพลงตลอดเวลา" หรือ "ห้ามฟังเพลงเด็ดขาด" ตอนอ่านหนังสือ อาจไม่ใช่สิ่งถูกต้อง

สำหรับนักศึกษาที่กำลังปรับนิสัยการอ่านหนังสือของตัวเอง การลองเชื่อสัญชาตญาณของตัวเองดูก่อนอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่สุดท้ายแล้ว บททดสอบที่แท้จริงวัดกันที่ว่า เราสามารถเข้าใจและจดจำสิ่งที่อ่านได้มากน้อยแค่ไหน


ที่มา:
Music as a distraction during reading: Music listening habits of university students (Lindsey Cooke, Craig Speelman and Ross Hollett, Psychology of Music, 5 April 2026) 
Earbuds In, Textbook Open: What Science Says About Studying With Music (StudyFinds, 21 May 2026) 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง