กลุ่มเชียงใหม่พิทักษ์สิทธิ์ร้องศาลปกครองขอสิทธิเลือกฉีด-ไม่ฉีดวัคซีนโควิด-19

กลุ่มเชียงใหม่พิทักษ์สิทธิ์ขอศาลปกครองคุ้มครองชั่วคราว ไม่ให้บังคับฉีดวัคซีนโควิด-19 ทั้งทางตรงและทางอ้อม ย้ำไม่ได้ต่อต้านวัคซีน แต่ต้องการให้คนที่ฉีดและไม่ฉีดอยู่ร่วมกันได้ แต่ต้องให้ผู้ตัดสินใจไม่รับวัคซีน เพราะกังวลผลข้างเคียง มีทางเลือกในการดูแลสุขภาพตนเอง

หลังจากที่ประชาชนชาวจังหวัดเชียงใหม่หลายสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนนักศึกษา ประชาชน พ่อค้าแม่ค้า ข้าราชการ ลูกจ้าง ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกจำกัดสิทธิและมีความพยายามให้มีการบีบบังคับให้มีการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ทั้งทางตรงและทางอ้อม จึงทำให้เกิดการรวมตัวกันชื่อ “กลุ่มเชียงใหม่พิทักษ์สิทธิ์” ขึ้นมาเพื่อออกมาเรียกร้อง ปกป้องสิทธิของตนเอง โดยเฉพาะสิทธิและการรักษาสิทธิตามรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการดูแลจัดการสุขภาพของตนเองในการเลือกใช้หรือไม่ใช้วัคซีน รวมไปถึงสิทธิที่จะได้รับการดูแลรักษา ในกรณีได้รับผลข้างเคียงจากการรับวัคซีน

13 ธ.ค. 2564 กลุ่มเชียงใหม่พิทักษ์สิทธิ์ นัดรวมตัวกันที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ประมาณ 100 คน ก่อนจะเดินขบวนกันไปที่หน้าศาลปกครองเชียงใหม่ เพื่อยื่นหนังสือคำร้องต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เพื่อขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวไม่ให้บังคับฉีดวัคซีน

ณฐพบธรรม พบธรรมเจริญใจ เลขากลุ่มเชียงใหม่พิทักษ์สิทธิ์ กล่าวว่า ความเป็นมาของกลุ่มและเจตนารมณ์ของกลุ่ม ก็คือไม่อยากให้เกิดความแบ่งแยกระหว่างผู้ที่เลือกฉีดกับผู้ที่เลือกไม่ฉีด มีความเคารพต่อกัน  และเน้นให้ความรู้และความเข้าใจในการดูแลรักษาสุขภาพของตนเอง ทั้งนี้ การให้การศึกษาและข้อมูลถือเป็นหัวใจสำคัญที่ประชาชนควรได้รับประกอบการพิจารณาและตัดสินใจด้วยตนเอง โดยทุกคนยังมีสิทธิที่จะได้รับการดูแลและคุ้มครองจากภาครัฐอย่างเท่าเทียมในฐานะประชาชนคนหนึ่ง จึงได้รวมตัวกันเพื่อยื่นหนังสือต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว โดยมีเจ้าหน้าที่ของศาลปกครอง ได้รับหนังสือนี้ไว้เพื่อจะนำไปตรวจสอบเอกสารข้อมูลดังกล่าวนั้นเข้าหลักเกณฑ์การยื่นคำร้องหรือไม่อย่างไร ถ้าครบถ้วนและเข้าตามหลักเกณฑ์แล้ว ก็จะทำการยื่นหนังสือต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เพื่อได้พิจารณาต่อไปว่าจะรับฟ้องหรือไม่ต่อไป ก็จะใช้ระยะเวลากระบวนการนี้ 15 วัน

ณฐพบธรรม พบธรรมเจริญใจ

ณฐพบธรรม พบธรรมเจริญใจ

“แต่สิ่งสำคัญที่เราได้มารวมตัวกันในครั้งนี้ ก็เพื่อต้องการสื่อสารให้สังคมได้รับรู้ว่า คนที่ไม่ได้รับวัคซีนในสังคมเรานี้ยังมีอยู่ และผมเชื่อว่านี่เป็นก้าวแรกที่เราจะบอกให้พี่น้องคนเชียงใหม่และคนไทยว่า เรามีเจตนาดี ไม่ได้ต่อต้านวัคซีน แต่เราอยากจะบอกให้สังคมรับรู้เข้าใจว่า ให้สังคมไทยอยู่ร่วมต่อไปได้ระหว่างคนฉีดและคนไม่ฉีด เหมือนแต่ก่อนที่จะไม่เกิดโรคระบาด ดังนั้น นี่คือเป้าประสงค์หลักที่เราได้รวมตัวกัน และเพื่อที่จะทำอย่างไร เราถึงจะได้สิทธิที่เคยมีได้คืนกลับมา โดยกลุ่มเชียงใหม่พิทักษ์สิทธิ์ มีความปรารถนาเป็นอย่างยิ่งที่จะมีส่วนช่วยสร้างความเสมอภาค ความเคารพต่อกันในสังคมและความสามัคคีปรองดองของประชาชนทุกคนให้อยู่ร่วมกันได้ด้วยความเข้าใจกันระหว่างผู้เลือกรับวัคซีนและผู้เลือกไม่รับวัคซีน เพื่อให้ความร่วมมือนี้เป็นพลังในการก้าวไปข้างหน้าด้วยกันอย่างสันติ”

นรัญญา ธนกุลภารัชต์ ผู้ประสานงานกลุ่มเชียงใหม่พิทักษ์สิทธิ์ เปิดเผยว่า เป็นการรวมตัวของคนที่เชื่อกันเรื่องสิทธิ และความสมัครใจ โดยคนที่ฉีดและไม่ฉีดนั้นสามารถอยู่ร่วมกันได้ในสังคมไทย เหมือนที่เราเคยอยู่ร่วมกันมา แต่ตอนนี้หลังจากที่รัฐมีมาตรการต่างๆ ออกมา ทำให้หลายฝ่ายได้รับผลกระทบกันไปทั่ว ยกตัวอย่าง ในสถานศึกษา ในโรงเรียน ตอนนี้เด็กๆ และคุณครู ก็จะได้รับผลกระทบโดยตรงเลย เพราะมีการใช้มาตราการเดียวที่มีความเชื่อกันแค่ว่า วัคซีนเท่านั้นคือทางเดียวและเป็นทางรอดจากโควิด-19  และเอามากำหนดว่าสถาบันการศึกษา จะต้องได้รับวัคซีน 100 % ซึ่งมันไม่เหลือช่องว่างให้กับผู้ที่ต้องการมีทางเลือกอื่นที่จะดูแลสุขภาพของตนเอง ซึ่งตรงนี้ มันเป็นความอึดอัดและเป็นการบังคับจิตใจมากเกินไป ขัดกับสิ่งที่เขาควรมีคือการเลือกหรือไม่เลือกที่จะรับวัคซีนนี้ได้

นรัญญา ธนกุลภารัชต์

นรัญญา ธนกุลภารัชต์

ชี้ให้ความรู้ ความจริง ไม่ใช่ให้ความกลัว กับประชาชน

“อยากจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะหน่วยงานของรัฐ รวมไปถึงสื่อมวลชน ว่าข้อมูลที่ให้ไปกับประชาชน เราได้ให้ความรู้หรือให้ความกลัวกับประชาชนกันแน่ ถ้าเราให้ความรู้ ประชาชนมีความรู้ เขาก็จะไม่เกิดความกลัว เพราะทุกคนก็จะมีข้อมูลความรู้ที่ถูกต้องในการดูแลป้องกันสุขภาพของตนเอง มากกว่าที่จะพึ่งแค่วัคซีน ซึ่งเป็นเพียงทางเลือกเดียวและก็เป็นทางเลือกที่มีความเสี่ยง”

ทั้งนี้ นรัญญา ยังได้ยกตัวอย่าง โรงเรียนที่เธอสอนอยู่ ก่อนหน้านั้น ทางผู้บริหารโรงเรียนก็ให้สิทธิตามความสมัครใจมาโดยตลอด จนกระทั่งมาเกิดมาตรการของรัฐ ที่จะให้แต่ละโรงเรียน มีการฉีดวัคซีนให้ครบ 100%  ซึ่งทางผู้บริหารโรงเรียนก็คงมีความหนักใจมากๆ ซึ่งที่ผ่านมาเรา ทางเราไม่มีอะไรกับทางโรงเรียนเลย แต่เรากำลังมีปัญหา ได้รับผลกระทบกับมาตรการของรัฐ ที่จะให้มี 100 % ครั้งนี้แหละ

“จะเห็นได้ว่า รัฐเขาจะค่อยๆ เพิ่มมาตราการความเข้มข้น จากเดิม 85% ซึ่งตอนนั้น ตนเองก็ยังไม่ได้รับผลกระทบ เพราะว่ามีผู้ที่สมัครใจที่จะรับวัคซีนมากเพียงพออยู่แล้ว แต่พอมีมาตรการ 100% แบบนี้ปุ๊บ มันกระทบต่อคนที่เขาไม่พร้อมที่จะฉีดทันทีเลย ซึ่งทางโรงเรียนเขาก็เข้าใจเราอย่างยิ่ง ในขณะที่เราก็เข้าใจว่าทางโรงเรียนเขาก็อยากเปิดโรงเรียน มันเลยทำให้สิ่งที่รัฐและสื่อได้สื่อสารออกไปนั้น กลายเป็นว่า กลุ่มคนที่ไม่ฉีดวัคซีนนั้น กลายเป็นตัวเชื้อโรค หรือจะเป็นตัวแพร่เชื้อโรค ซึ่งในข้อเท็จจริง ในทางวิทยาศาสตร์ ในทางการแพทย์ไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย”

เช่นเดียวกับ ปิยภัทร ไกลมาก ชาว อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ที่เข้าร่วมชุมนุมในครั้งนี้ กล่าวว่า ที่มาวันนี้ก็เพราะว่า ทุกวันนี้ตนได้ศึกษาข้อมูล ได้เห็นอะไรบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับผู้ได้รับผลกระทบจากการไปฉีดวัคซีน ในขณะที่ตัวเองเป็นคนที่ไม่เลือกที่จะรับวัคซีน ไม่ฉีดวัคซีน ปกติตนเอง ส่วนใหญ่ก็จะอยู่บ้าน ไม่ค่อยได้ออกไปไหน ก็จะได้รับผลกระทบบ้าง แต่ยังไม่มากเท่ากับอีกหลายๆ คนที่ต้องทำงานเป็นข้าราชการ หรือลูกจ้างของหน่วยงานต่างๆ

“ยกตัวอย่างคนรอบข้างเรา ก็คือน้องสาว ตอนนี้กำลังได้รับผลกระทบอย่างมาก เพราะว่าน้องสาวเป็นข้าราชการครูสังกัดโรงเรียนแห่งหนึ่ง ซึ่งเธอเลือกไม่รับวัคซีน ก็เลยถูกมาตรการของรัฐที่ให้สถานศึกษาฉีดวัคซีนให้ครบ 100% เธอก็จะถูกบีบบังคับจากผู้บังคับบัญชาลงมา  ซึ่งจริงๆ แล้วคนทุกคน นั้นมีสิทธิ เสรีที่จะเลือกว่าจะฉีดหรือไม่ฉีดวัคซีน จึงขอออกมาเรียกร้องไปยังภาครัฐได้รับรู้ว่า ไม่อยากให้มีมาตราการแบบนี้ หรือให้มีการบีบบังคับ หรือมาบอกว่าผู้ที่ไม่ฉีดนั้นเป็นตัวอันตราย เป็นคนแพร่เชื้อ ซึ่งตัวเองถือว่ามันไม่ได้รับความเป็นธรรม มันไม่ยุติธรรม สำหรับคนที่ไม่ฉีดเลย”

ด้าน กัญญาภัทร ไกลมาก ชาวบ้านจาก อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ที่ตัดสินใจเดินทางมาเข้าร่วมชุมนุมเรียกร้องสิทธิในครั้งนี้ ก็เปิดเผยว่า ตอนนี้ในหมู่บ้าน เหลือครอบครัวของตนเองเพียง  2 หลังคาเรือน ที่เลือกที่จะไม่รับวัคซีน แต่จะขอดูแลสุขภาพด้วยตนเอง

กัญญาภัทร ไกลมาก

กัญญาภัทร ไกลมาก

“เหตุผลที่ไม่ฉีดวัคซีน ก็คือ จากการที่เราทำการศึกษาข้อมูลจากสื่อต่างๆ หลายๆ ด้าน แล้วจะรู้ว่าวัคซีนแต่ละตัวนั้นยังไม่มีผลวิจัยออกมาเลยว่า มันสามารถป้องกันได้หรือเปล่า ทั้งๆ ที่คุณฉีดวัคซีนมาแล้ว หนึ่งโดส สองโดส สามโดส ก็ยังติดเชื้อได้ แล้วก็ยังผลกระทบข้างเคียงจากวัคซีนด้วยอีก จึงทำให้เราไม่อยากเอาชีวิตของเราไปเสี่ยง เพราะชีวิตเรานั้นมีค่า และเรารู้ตัวดีว่าสุขภาพร่างกายเรานั้นเป็นอย่างไร จะได้รับความเสี่ยงจากวัคซีนนั้นๆ หรือไม่  ก็ไม่อยากเป็นหนึ่งในบุคคลที่เจอกับความเสี่ยง เราจึงขอตัดสินใจเลื่อนการฉีดวัคซีนออกไป”

ไม่ได้ปิดกั้น ไม่ได้ต่อต้านวัคซีน แต่ต้องปลอดภัย 100%

กัญญาภัทร กล่าวว่า ไม่ได้ปิดกั้น และก็ไม่ได้ต่อต้านการฉีดวัคซีน ซึ่งในอนาคต ถ้าจะตนเองฉีดวัคซีน หนึ่ง มันต้องมีผลวิจัยออกมาชัดเจนว่า จะไม่เกิดผลข้างเคียง ไม่รับความเสี่ยงได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ สอง วัคซีนจะต้องป้องกันโควิดได้ และไม่สามารถแพร่เชื้อโควิดได้ต่อไป ซึ่งถ้าผลวิจัยออกมาแบบนี้เราถึงจะยอมฉีดวัคซีน

กัญญาภัทร กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา การไม่รับวัคซีน ทำให้เธอถูกกดดัน ได้รับผลกระทบหลายอย่างในชุมชน

“มีเพื่อนบ้านในชุมชน บางคน ก็จะบอกกับลูกสาวของเขาว่า คนๆ นี้ไม่ได้ฉีดวัคซีน จะเป็นผู้ปล่อยเชื้อ อย่าไปเข้าใกล้นะ  ซึ่งเราไม่ได้เป็นผู้แพร่เชื้อ ที่ผ่านมา เราป้องกันตนเองตลอดเวลา โดยการใส่แมสก์ อยู่ในที่ชุมชนเราไม่เคยถอดแมสก์เลย เราพกเจลแอลกอฮอล์ล้างมือตลอด เราป้องกันของเราเต็มที่ เพราะอนามัยส่วนบุคคลนี้เราไม่เคยขาด ไม่เคยบกพร่องเลย ซึ่งเราอยากจะสื่อไปยังสังคมทั่วไปได้เข้าใจว่า คนที่ไม่ฉีดวัคซีน ไม่ใช่บุคคลอันตราย ไม่ใช่บุคคลน่ารังเกียจ เรามีสิทธิ เสรีภาพ สิทธิในความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกับทุกๆ คน คุณฉีดๆ ได้เราไม่เคยว่า นั่นคือความเข้าใจของคุณ นั่นคือความต้องการของคุณ แต่สำหรับเรา ที่ไม่ฉีด เราก็มีเหตุผลของเราเช่นกัน เราไม่อยากเจอความเสี่ยงจากการฉีดวัคซีน สรุปก็คืออยากให้คนที่ฉีดและคนที่ไม่ฉีดนั้น สามารถอยู่ร่วมกันได้โดยสามัคคีกันโดยสันติภาพ ไม่ใช่ไปว่าคนไม่ฉีดกลายเป็นคนแปลกแยก แบบนี้ไม่ใช่เลย” กัญญาภัทรกล่าว

เสนอทางออก ด้วยสมุนไพรและแพทย์ทางเลือก

ทพ.วัลลภ ธีรเวชกุล  หนึ่งในผู้เข้าร่วมกลุ่มเชียงใหม่พิทักษ์สิทธิ์ กล่าวว่า จริงๆ แล้ว การรักษาโควิด นั้นมีหลายทาง ไม่ใช่แค่วัคซีนเท่านั้น การรักษาป้องกันด้วยสมุนไพรและแพทย์ทางเลือก ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกหนึ่ง

ทพ.วัลลภ ธีรเวชกุล

ทพ.วัลลภ ธีรเวชกุล

“ถึงแม้ว่าตนเองเป็นหมอฟัน แต่ก็ได้ศึกษาแพทย์ทางเลือกมาด้วยเหมือนกัน และได้เข้าร่วมกับกลุ่มโฮมีโอพาธีย์แห่งประเทศไทย  ที่ได้รณรงค์ให้ประชาชนได้หันมาใช้ยาโฮมีโอพาธีย์ ในการรักษา ซึ่งตอนนี้ มีคนป่วยด้วยโรคโควิดแล้วก็หาย เพราะมีการใช้ยาโฮมีโอพาธีย์ หลายคนลุกไม่ได้ หลายคนปวดหัว เพราะว่าคนที่ฉีดวัคซีน นั้นจะเกิดลิ่มเลือดอุดตัน ซึ่งเราจะใช้วิธีล้างพิษด้วยโฮมีโอพาธีย์ จากการสกัดจากสารธรรมชาติ เพื่อไปกระตุ้นการไหลเวียนของระบบเลือด

“ดังนั้น การป้องกันรักษา มันมีทางเลือก แต่ถ้าเราไม่ออกมารวมกัน ไม่เรียกร้องสิทธิของเรา พวกเราก็จะถูกบังคับตามมาตรการต่างๆ ตอนนี้ พอฉีดผู้ใหญ่แล้วก็หันมาให้ฉีดกับเด็กๆ แล้วก็มีหมอหลายๆ คน ออกมารณรงค์ว่าต้องฉีด เพราะเกิดเชื้อสายพันธุ์ใหม่ โอไมครอน  ทั้งๆ ที่ ตนได้โทรคุยกับหมอที่แอฟริกา เขาบอกว่าจริงๆ มันเกิดมานานเป็นปีแล้ว แล้วเขาก็รักษาหายกันแล้ว ทุกคนก็ใช้ชีวิตกันปกติสุข แต่พวกเราถูกปิดหูปิดตากันหมดเลย แต่ประเทศเรากำลังมาประกาศว่าโอไมครอนกำลังมา และน่ากลัว ต้องฉีดเข็มสามกันไวๆ แม้กระทั่งประเทศอินเดีย หรือญี่ปุ่น ที่บอกว่าเคยระบาดกันหนัก ตอนนี้เขาก็เงียบกันหมดแล้ว เพราะว่าเขาใช้ ไอเวอร์เมคติน เขาใช้โฮมีโอพาธีย์ จบเลย ตอนที่ทุกคนใช้ชีวิตร่าเริงปกติ ไม่ต้องใส่แมสก์อะไรกันแล้ว แต่พวกเรากำลังถูกปิดกั้น ทำให้ไม่ทราบข้อมูลเหล่านี้เลย และหน่วยงานราชการก็ไม่ได้นำตัวยาเหล่านี้มาใช้”

ย้ำใช้ความรู้ สู้กับความกลัว

บรรยงค์ วิสุทธ์ หนึ่งในผู้เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ กล่าวว่า ถ้าเราไม่มีความรู้ เราก็ยังต้องอยู่กับความกลัว  ดังนั้น ทุกคนต้องมีความรู้ แล้วเราถึงจะไม่มีความกลัว อย่างไรก็ตาม ถ้าแชร์ความรู้กันในเฉพาะในกลุ่ม เราก็มีความรู้วนกันในแค่ในกลุ่มเท่านั้น เพราะฉะนั้น เราจำเป็นต้องขยับ ขยายสื่อสารออกไปข้างนอกด้วย เพื่อให้คนข้างนอกได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารความจริงกันมากขึ้น ต้องมีช่องทางการสื่อสารให้มากขึ้น

“เราคาดหวังไว้ว่า สักวันหนึ่ง ประชาชนจะตื่นรู้ และลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิเหมือนกับที่ประชาชนต่างประเทศทั่วโลกกำลังออกมาเคลื่อนไหวกันในขณะนี้ รวมไปถึงกรณีที่ญาติของผู้เสียชีวิตกรณีหลังฉีดวัคซีน กล้าที่จะลุกขึ้นมาฟ้อง เรียกร้องสิทธิ ก็จะช่วยทำให้ภาครัฐได้หันมาทบทวนมาตรการต่างๆ กัน”

ทั้งนี้ ตัวแทนกลุ่มเชียงใหม่พิทักษ์สิทธิ์ ได้กล่าวในตอนท้ายว่า ตอนนี้ในกลุ่มเรามีทั้งทีมทนายอาสาสมัคร มีทีมแพทย์ทางเลือกมาช่วยเหลือคนที่ฉีดวัคซีนแล้วเกิดปัญหา ซึ่งเราจะจะทำการช่วยเหลือด้วยสมุนไพรและการรักษาแบบแพทย์ทางเลือก เข้ามาช่วยดูแลพี่น้องประชาชน คนที่ได้รับผลกระทบข้างเคียงจากการใช้วัคซีน รวมถึงผู้ได้รับผลกระทบจากองค์กรหน่วยงาน ที่ทำงาน ที่พวกเขาไม่พร้อมที่จะรับวัคซีน แต่พวกเขาถูกนายจ้างหรือผู้บังคับบัญชา ที่เป็นทั้งหน่วยงานราชการหรือเอกชน พยายามบีบบังคับให้ฉีดวัคซีน หรือเสียสิทธิของตนเอง

“ก็อยากให้สื่อสารบอกประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ผลข้างเคียงจากวัคซีนและผู้ที่ไม่ต้องฉีดวัคซีน ได้รวมตัวกันเพื่อจะได้แลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้และหาแนวทางป้องกันโควิด-19 ได้อย่างถูกต้องและเข้าใจ  โดยในกลุ่มนี้จะมีทีมวิทยากรให้ความรู้และปลุกให้ชาวเชียงใหม่ได้ตื่นรู้ โดยตอนนี้ ทางกลุ่มเชียงใหม่พิทักษ์สิทธิ์ มีทั้งกลุ่มไลน์  และเพจ เชียงใหม่พิทักษ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เราตั้งขึ้นมาด้วยใจ และไม่มีผลประโยชน์ใดๆ แอบแฝง”

ข่าวรอบวัน

เนื้อหาแนะนำ

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์