Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์
  • ฝ่ายค้านขนพยานเปิดหลักฐานคดีฮั้วเลือก สว.ภาค 2 อาจารย์ ‘สิริพรรณ’ ประเมิน 3 ฉากทัศน์คดีฮั้วเลือก สว. หวั่นถูกตัดตอน-ฟ้องบางส่วน แนะช่องฟ้องศาลปกครอง ถ้า กกต.ส่งศาลฎีกาช้า
  • ทางด้านพยานซึ่งเป็นอดีตผู้สมัคร สว.จาก จ.ภูเก็ต เผยว่าได้ยินคำพูดขาใหญ่ภาคใต้รายหนึ่งว่า “ถ้าเลือก สว.สูตรนี้สำเร็จ ลูกผมจะได้ตำแหน่งในรัฐบาล” 
  • ส่วน พยานซึ่งเป็นอดีตผู้สมัคร สว. จาก จ.สุโขทัย บอกว่าถูก “พรรค” ให้เซ็นใบลาออก สว.ไว้ล่วงหน้า เพื่อคุมให้ยกมือ
  • ขณะที่ พนิดา สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน ขอบคุณความกล้าหาญของพยาน บอกที่จริงมีมากกว่านี้ แต่พยานหลายคนถูกขู่-ประชิดตัวเข้าหาในระดับพื้นที่ 

26 กรกฎาคม 2569  ที่รัฐสภา คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) จัดเวทีเจาะลึกหลักฐานเกี่ยวกับคดีโกง สว. ภาค 2 โดยนำพยานที่รู้เห็นในกระบวนการทุจริตเลือกสว. ให้ข้อมูลต่อสาธารณะ ได้แก่  พ.ต.อ.สมยศ สีหาบัว อดีตผู้สมัคร สว. กลุ่ม 15 จ.ภูเก็ต, ทรงยศ เหมหงษ์ อดีตผู้สมัครสว.กลุ่มที่ 16 จ.ภูเก็ต, สมนึก สุชัยธนาวนิช ผู้สมัคร สว.กลุ่ม 4 จ.สุโขทัย และ กุสุมาลวตี ศิริโกมุท สว.กลุ่มสำรอง 

ทั้งนี้ พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ดำเนินรายการ ได้กล่าวขอบคุณพยานที่มาเปิดหน้าเล่าในครั้งนี้ว่าเป็นผู้ที่มีความกล้าหาญ จริงๆ แล้วจะมีพยานมากกว่านี้ แต่มาได้เพียงบางคน เพราะว่ามีความพยายามข่มขู่พยาน ประชิดตัวเข้าหาในระดับพื้นที่

นักวิชาการประเมิน 3 ฉากทัศน์ หวั่นถูกตัดตอน-ฟ้องบางส่วน

หลังจากช่วงที่พยานเปิดหน้าเล่าเรื่องเสร็จสิ้น ไอลอว์รายงานคำกล่าวของ ศาสตราจารย์สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในผู้ร่วมเสวนา กล่าวขอบคุณพยานที่มาแสดงความกล้าหาญให้ข้อมูล หลายท่านพูดถึงความกังวลใจ ในทางกฎหมายเราได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 34 และมาตรา 41 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 329 

นอกจากเรื่องกฎหมายแล้ว สิริพรรณกล่าวว่า สิ่งที่เราเห็นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หากจำได้รัฐธรรมนูญ 2540 เรารังเกียจสภาผัวเมีย โดยผู้ร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ไปสรรหาวิธีการเลือก สว. ที่ไม่ไว้วางใจเสียงของประชาชน กระบวนการได้ สว. ในวันนี้ เปลี่ยนจากการซื้อเสียงเป็นการซื้ออิทธิพลเพื่อยึดกุมรัฐ แต่สิ่งที่เป็นแพตเทิร์นดังกล่าวคล้ายกับการโกงข้อสอบท้องถิ่น ทั้งสองปรากฏการณ์มีโครงสร้างรัฐขนาดใหญ่ ตั้งแต่ฝ่ายปกครอง กล่าวคือ ให้อำเภอและจังหวัดพิจารณาคุณสมบัติผู้สมัคร มาจนถึงเครือข่ายอิทธิพล การใช้เทคโนโลยี กลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองตามที่พยานให้ข้อมูลไว้ หากมองสองเรื่องนี้คู่กัน กลุ่มที่พยายามทำปรากฏการณ์นี้ขึ้นนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการพยายามใช้กลุ่มอิทธิพลยึดกลุ่มอำนาจรัฐ 

ส่วนการใช้กฎหมาย สิริพรรณมองว่ามี 2 ระดับ คือขั้นตอนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ที่กระบวนการสุดท้ายจะจบที่ศาลฎีกา และประมวลกฎหมายอาญาในการพิจารณาเรื่องอั้งยี่ซ่องโจร โดยปรากฏว่า มีกระบวนการที่แยกจากกัน คือ การพิสูจน์อย่างปราศจากข้อสงสัยตามสมควร (Beyond Reasonable Doubt) ตามกฎหมายอาญา โดย กกต. เป็นผู้รักษาการตามกฎหมาย จะใช้เพียงหลักฐานที่ควรเชื่อได้ว่าเป็นเช่นนั้น เท่านั้น ความหมายคือ ข้อมูลมหาศาลที่ออกมาจากคณะกรรมการตรวจสอบชุดที่ 26 โดยกกต. ไม่มีอำนาจพิสูจน์ไปจนถึงขั้นปราศจากข้อสงสัยซึ่งเป็นหน้าที่ของศาล ที่ผ่านมาต้องคุมเวลา เพราะต้นทุนของความล่าช้าเป็นต้นทุนของความชอบธรรม ดังนั้นขอบเขตอำนาจที่ กกต. จะต้องส่งศาลฎีกาฯ แค่ข้อมูลที่ควรเชื่อได้ว่ามีการโกงเท่านั้น 

สิริพรรณกล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ สิ่งที่น่ากังวลใจ คือ ความไม่ไว้วางใจในผู้ใช้อำนาจควบคุมกฎหมาย แล้วปลายทางของคดีนี้จะไปตรงไหน 3 ทางกล่าวคือ

1. สั่งฟ้องตามข้อมูลที่ตรวจสอบได้ของคณะกรรมการ หากสั่งฟ้องทั้งหมดได้จะเป็นชัยชนะของสังคมไทย ที่จะได้เห็นการพิสูจน์หลักฐานในศาลฎีกาฯ

2. ไม่ฟ้องเลย ซึ่งอาจกลายเป็นการตั้งคำถามและความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจและอาจเป็นการสูญเสียความชอบธรรมของสภาสูงในสังคมไทย และ

3. สั่งฟ้องบางส่วน ซึ่งสิริพรรณเห็นว่า น่ากังวล เพราะหากตัดปลายกิ่งของต้นไม้ที่เป็นพิษ รากแก้วก็จะสร้างมลพิษต่อ โดยเราไม่ได้เห็นกระบวนการได้มาซึ่งสว. เป็นปรากฏการณ์เดี่ยวๆ แต่เป็นปรากฏการณ์ที่ใช้โครงสร้างอิทธิพล เทคโนโลยี เครือข่ายเพื่อยึดกุมอำนาจรัฐอย่างน้อย 2 กรณี โดยกรณีการโกงข้อสอบรับราชการนั้น เคยใช้การแก้ปัญหาแบบตัดปลายกิ่งพิษมาแล้ว ดังนั้น ณ วันนี้เราจึงเห็นปรากฏการณ์พิษอีกครั้งที่กระจายทั่วสังคม ความน่ากังวลคือกระบวนการตัดตอนผู้เสียหายบางส่วนให้เห็นว่ามีผู้รับผิดชอบแล้ว แต่รากแก้วของปัญหายังอยู่ 

แนะช่องฟ้องศาลปกครอง ถ้า กกต.ส่งศาลฎีกาช้า

สิริพรรณกล่าวถึงข้อสังเกตสุดท้ายคือ ปัญหาการได้มาซึ่งสว. ตามรัฐธรรมนูญจะต้องยุติลงก่อนการเลือก สว. ครั้งหน้า ซึ่งจะต้องแก้รัฐธรรมนูญ แต่จะเห็นได้ว่า 21.6 ล้านเสียงที่เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เหมือนเห็นพลังหายไป และไม่มั่นใจเลยว่ากระบวนการครั้งใหม่จะเกิดขึ้นครั้งไหน อย่างน้อยจึงขอให้ผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มาของ สว.

อย่างไรก็ตาม จะต้องคงไว้ซึ่งเสียงข้างมากของ สว. และจำนวน สว. ซึ่งค้ำยันรัฐธรรมนูญที่เขาต้องการ คือ 1 ใน 3 (67 เสียง) ตัวเลขต่ำกว่า 67 เสียงจึงเป็นอาจเป็น “เสียงบูชายัญ” เพื่อเลื่อน สว. สำรองขึ้นมา แต่ตัวเลขนั้นก็ไม่อาจทำให้เราสามารถขับเคลื่อนเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ว่าที่มาของ สว. หรือแก้ทั้งฉบับได้ สิ่งที่อยากจะเห็นคือ ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย แม้หลักฐานและข้อมูลไม่มีวันหมด แต่อาจทำให้บางคนพ้นจากการต้องรับผิดชอบหรือเปล่า จึงฝากว่าอยากเห็นกระบวนการสั่งฟ้องตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏโดยไม่ต้องพิสูจน์ให้ปราศจากข้อสงสัย และอีกช่องทางหนึ่งที่จะจัดการกับ กกต. ได้หากทำงานล่าช้า คือ ศาลปกครอง โดยศาลฎีกาฯ จะเป็นคนตัดสินสุดท้ายเพื่อพิสูจน์ให้สิ้นสงสัยในแง่หลักฐาน กกต. มีหน้าที่เพียงส่งข้อมูลตามหลักฐานที่กำหนด เท่านั้น

คำบอกเล่าจากพยาน: ขาใหญ่ภาคใต้ ‘ล็อกผล’ แลกตำแหน่งในรัฐบาลให้ลูก- ‘พรรค’ ให้เซ็นใบลาออก สว.ล่วงหน้า เพื่อคุมยกมือ

พ.ต.ท.สมยศ ศรีหาบัว ผู้สมัคร สว. จากกลุ่มอาชีพผู้สูงอายุฯ เล่าว่าอาจเป็นเรื่องบังเอิญที่ตนต้องมาเป็นพยานในคดีนี้ จากที่ ทรงยศ เหมหงษ์ ผู้สมัคร สว.จากภูเก็ตด้วยกันถูกร้องเรียนว่ากระทำการให้การเลือกตั้ง สว.ครั้งนี้ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม โดยถูกร้องเรียนจากกลุ่มที่อยู่อยู่ในการเลือกระดับประเทศที่เมืองทองธานี ว่าทรงยศไปจดรายชื่อที่ กกต.เขียนบนกระดาน จึงมีส่วนทำให้การเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม จึงให้มาให้การที่ กกต.

พ.ต.ท.สมยศเล่าต่อไปว่า ทรงยศจึงประสานกับตนในฐานะที่เป็นอดีตตำรวจ ว่าทรงยศเคยเข้าร่วมประชุมในห้องที่มีการแจกเบอร์ให้เลือกในวันที่ 26 ทรงยศบอกว่าให้ตนไปเป็นพยานให้ได้ไหมที่ กกต. ตนก็ยินดี จากนั้นทรงยศให้การกับ กกต. ที่กทม. แต่ตนยังไม่ได้มาเนื่องจากยังไม่ได้นัดหมาย ตนก็ประสานไปว่าถ้าไม่สะดวกไป กกต. ที่ กทม. ตนสามารถไปให้การที่ กกต. จังหวัดภูเก็ตแทนได้หรือไม่ เขาบอกได้ เดี๋ยวประสานไป ตนก็รอนานมาก แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วอยู่ๆ ทางดีเอสไอก็ทำหนังสือถึงตนว่าให้มาให้การที่ดีเอสไอเกี่ยวกับที่ทรงยศได้พาดพิงมาที่ตน ตนก็เลยประสานกับทางดีเอสไอให้มาสอบปากคำตนที่ภูเก็ต จากนั้นดีเอสไอก็มา ตนก็ได้ให้รายละเอียดทั้งหมดกับทางดีเอสไอ

พ.ต.ท.สมยศเล่าต่อไปว่า หลังจากที่ตนผ่านเข้าสู่ระดับจังหวัดแล้ว ตอนนั้นมีอยู่ 2 คน คือตนกับสุรศักดิ์จาก จ.ภูเก็ตก็เดินทางมา กทม.พร้อมกัน ตนจองตั๋วบินจากภูเก็ตวันที่ 25 มิ.ย. 2567 เพื่อจะเลือกตั้งในวันที่ 26 มิ.ย. และเดินทางกลับวันที่ 27 มิ.ย. ส่วนสุรศักดิ์จองตั๋วกลับภายหลังตน เพราะว่าเขามีภารกิจอื่นที่ กทม. ด้วย 

พ.ต.ท.สมยศเล่าต่อไปว่า ตนจองตั๋วไปเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. ต่อมาช่วงประมาณวันที่ 20-21 มิ.ย. สุรศักดิ์โทรหาตนบอกว่า วงศกร ชนะกิจ หรือแบงค์ ซึ่งเป็นอดีตผู้สมัคร สส. ภูเก็ต พรรคภูมิใจไทย โทรประสานมาแล้วบอกว่าให้ตนสละตั๋วเครื่องบินที่จองเอง แล้วเขาจะเป็นคนจัดการให้ ขอให้ส่งสำเนาบัตรประชาชนผ่านทางทีมงานของเขาไป 

พ.ต.ท.สมยศเล่าต่อไปว่า ตนก็เริ่มเอะใจว่าทำไมตนต้องสละตั๋วที่ซื้อเอง แต่ก็ส่งสำเนาบัตรไปให้ จากนั้นก็ต้องเดินทางมาพร้อมกับเขาในวันที่ 23 มิ.ย. 2567 เที่ยวบินเดียวกัน ร่วม 10 คน ลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ และนั่งรถต่อมาที่สยามพารากอน ทานข้าวด้วยกัน และพาเข้าที่พัก โดยทั้งหมดพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านสาทร จากนั้นทางทีมงานก็ชวนให้ไปลงเรือชมแม่น้ำเจ้าพระยา ตนกับสุรศักดิ์ไป เมื่อเสร็จกิจกรรมก็กลับมาพักผ่อน

พ.ต.ท.สมยศเล่าต่อไปว่า วัดถัดมาคือวันที่ 24 มิ.ย. ทางทีมงานวงศกรได้นัดหมายให้พวกตนไปที่โรงแรมแห่งหนึ่งโดยที่ยังไม่บอกชื่อโรงแรม แต่ให้ไปเจอที่ฟิวเจอร์พาร์ครังสิตก่อน เมื่อถึงฟิวเจอร์พาร์คจึงได้รู้ว่าเป็นโรงแรมแกรนด์ธารา ตนก็เอะใจและเริ่มรู้สึกรำคาญว่าทำไมไม่บอกชื่อโรงแรมมาเลยตั้งแต่แรก ตนจะได้นั่งแท็กซี่ยาวไปที่โรงแรมเลย 

พอไปถึงก็มีการจัดประชุมกันที่โรงแรม ประชุมแยกแต่ละห้องตามจังหวัด มี 3 จังหวัด พังงา, ภูเก็ต, กระบี่ ซึ่งก็จะมีวิทยากรที่เป็นทีมเดียวกัน ก็คือ “โกเกียรติ” ทำหน้าที่วิทยากรพร้อมทีมงาน และก็ให้พวกตนจดหมายเลขที่จะเลือกในรอบแรกและรอบไขว้ ทุกคนก็จดตามนั้น

พ.ต.ท.สมยศเล่าต่อไปว่า มีการอธิบายว่า หลังจากที่เลิกประชุมแล้ว ให้เก็บ “สว.3” ซึ่งเป็นเอกสารที่แจกจ่ายโดย กกต. เอาไว้ที่ทีมงาน และให้ไปรับในวันรุ่งขึ้นที่เมืองทองธานีก่อนเข้าห้องเลือกตั้ง ตนก็ไม่ให้ทีมงานไปเพราะว่ารู้สึกว่ามันแปลกๆ แล้ว ในห้องนั้นมีการบอกให้ใส่เสื้อสีเหลืองที่มีเสื้อตราสัญลักษณ์เพื่อแสดงความจงรักภักดี ตนก็เลยลุกขึ้นยืนโต้แย้งว่าทำไมต้องใส่เสื้อเหลืองไปเลือกตั้ง เพราะใครๆ ก็มีความจงรักภักดีอยู่แล้ว ตนมองว่าไม่ควรจะดึงสถาบันพระมหากษัตริย์ลงมาเกี่ยวข้อง โกเกียรติก็เลยบอกว่า ไม่เป็นไร เขาใส่กันทุกคน พอเขาจะมาขอ สว.3 จากตนไป ตนก็ไม่ให้ แล้วรุ่งขึ้นที่ไปเลือกตั้ง ตนก็ไม่ได้ใส่เสื้อเหลือง

พ.ต.ท.สมยศเล่าต่อไปว่า ในการเลือกตั้งก็เป็นไปตามที่ผู้เข้าประชุมแต่ละคนในโรงแรมได้รับโพยมา กาไปตามนั้น บางส่วน แต่หลังจากที่ตนกลับจากประชุมแล้ว ตน, แนบ และสุรศักดิ์ มานั่งคุยกันที่โรงแรมว่ามันเป็นการครอบงำที่ไม่ถูกในเรื่องที่มีสมาชิกพรรคการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง และชี้นำให้เราเลือกตามเบอร์ที่เขาล็อกไว้ 

พ.ต.ท.สมยศเล่าต่อไปว่า ย้อนกลับไปในที่ประชุม แนบ ซึ่งเป็นคนที่มีชื่อเสียงในภูเก็ตคนหนึ่ง ถามในที่ประชุมกับโกเกียรติว่าทำไมไม่มีชื่อแกเป็นตัวแทนที่จะเข้าไปเป็น สว. จากนั้นโกเกียรติก็แย้งมาว่า มันเป็นการแรนด้อม (สุ่ม) โดยคอมพิวเตอร์ คนในห้องประชุมก็ฮือฮาว่าทำไมแรนด้อมได้คนเดียว แนบก็ไม่พอใจ

พ.ต.ท.สมยศเล่าต่อไปว่าวันที่ 25 มิ.ย. แนบกับตนนอนห้องเดียวกัน ทีมงานของวงศกรถือซองขาวใส่ธนบัตรมา ซึ่งตนก็เห็นว่าเป็นแบงค์พัน แนบก็ถามว่าซองอะไรน้อง น้องคนที่เอาซองมาให้ก็ตอบว่า ซองค่าใช้จ่ายใน กทม. 10,000 บาท แนบก็หันมาทางตน แล้วถามไปว่าไม่ให้ผู้กำกับเขาด้วยหรือ ตนจึงพูดสวนไปว่าของตนไม่ต้อง ตนดูแลตัวเองได้ แกก็เลยบอกว่าถ้าไม่ให้ผู้กำกับด้วย ตนก็ไม่เอา แล้วแกก็ขอเอกสารใบรับเงินที่ได้เซ็นไปแล้วมาขีดฆ่า แล้วแกก็เอะใจนิดนึงว่าทำไมใบรับเงินนี้ไม่มีระบุจำนวนเงิน ตอนที่แกเซ็นรับแกไม่ได้ดู แต่แกเห็นตอนที่ขีดฆ่าชื่อตัวเองที่เซ็นรับ 

พ.ต.ท.สมยศเล่าต่อไปว่าตน สุรศักดิ์ และแนบ ตัดสินใจเช็กเอาต์ออกจากโรงแรมที่ทางทีมงานของวงศกรจองไว้ให้ แล้วแยกตัวออกไปพักที่โรงแรมอีกแห่งย่านนนทบุรีแทน เพื่อเตรียมตัวเลือกตั้งในวันรุ่งขึ้น

พ.ต.ท.สมยศเล่าต่อไปว่าตนมองว่าการเลือก สว.โดยแบ่งให้มีตัวแทนตามกลุ่มอาชีพเป็นแนวคิดที่ดี จะได้มีผู้เชี่ยวชาญจากกลุ่มที่หลากหลายเพื่อเป็นตัวแทนของสภาสูง แต่พอมาเห็นรูปแบบการเลือก และได้ยินคำพูดที่โกเกียรติกล่าวว่า แกคิดสูตรนี้เสนอผู้ใหญ่ในพรรค ผู้ใหญ่ก็บอกกับโกเกียรติประมาณว่า คุณคิดได้ยังไง เอาตามนี้เลย โกเกียรติก็หลุดพูดออกมาว่า “ถ้ามีการเลือก สว. ตามสูตรนี้สำเร็จ ลูกผมก็จะได้มีตำแหน่งในรัฐบาล” ซึ่งคำบอกเล่าของตนที่กล่าวมานี้ก็อยู่ในเอกสารให้ปากคำ

สมนึก สุชัยธนาวนิช ผู้สมัคร สว.กลุ่มสาธารณสุข เล่าว่าตนถูกประสานงานโดยบุคคล 2 คน โดย คนที่หนึ่งปัจจุบันเป็นสว. ส่วนก่อนหน้านั้นทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของอนุทิน ชาญวีรกูล สมัยเป็นรองนายกฯ และรมว. และเป็นประธานขับเคลื่อนกัญชาทางการแพทย์  ส่วนคนที่สองคือ เป็นที่ปรึกษาของอนุทิน เมื่อครั้งเป็น รมว.มหาดไทย

เลขาฯ ของคนที่หนึ่งได้ติดต่อให้ไปพบที่ร้านกาแฟ หน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมระบุว่า มี 10 คนที่พร้อมเลือกไปด้วยกัน แต่เมื่อไปถึงพบว่ามีผู้มาร่วม 7 คน ซึ่งมี นพ.เปรมศักดิ์ เพียรยุระ สว. ด้วย ทั้งนี้ได้หารือถึงกระบวนการลงคะแนนที่กังวลว่าคนในกลุ่มอาจโกงกันได้ ทำให้ นพ.เปรมศักดิ์ บอกว่าให้พิจารณาจากชื่อต้น โดยให้เขียนชื่อต้น จากนั้นคนที่เหลือก็จะเป็นไปตามนั้น  

สมนึกเล่าว่า ในวันต่อมา มีการนัดกันหารือกันที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร  มีค่าลงทะเบียน 600 บาท เป็นค่าอาหารกล่องและค่าสถานที่ รูปแบบการหารือคือนั่งเป็นล็อกๆ แนะนำตัวทีละกลุ่ม ตนอยู่ที่นั่นสักพักหนึ่ง จนกระทั่งประมาณ 11 โมง ตนก็ได้รับสายจาก “คนที่หนึ่ง” ที่โทรมาตามให้ไปประชุมกันที่ จ.พระนครศรีอยุธยา โดยคนที่โทรมาบอกว่า “ที่ราชภัฏพระนครเป็นเพียงละครฉากหนึ่งเท่านั้น” จากนั้นตนก็ไปตามนัดหมายพร้อมกับพี่ชายอีกคนหนึ่งที่เป็นผู้สมัคร สว. กลุ่มอุตสาหกรรม จ.สุโขทัย

สมนึกเล่าว่า เมื่อไปถึงที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน จ.พระนครศรีอยุธยาที่มีการนัดหมายกัน ก็มีคนเอากุญแจมาให้ตนแล้วบอกว่าให้ตนเข้าห้องพักก่อน ถ้าผู้ใหญ่มาแล้วจะเรียก ที่โรงแรมแห่งนั้น มีคนมาพูดคุยตนและพี่ชายว่าทางพรรครับคุณไว้แล้ว เป็น สว. ในกลุ่มสาธารณสุข เราจะได้มาทำงานด้วยกัน แต่ทางพรรคขอให้ตนเซ็นใบลาออก สว. ไว้โดยไม่ลงวันที่ โดยคนที่มาคุยกับตนบอกว่าไม่ต้องตกใจนะ สิ่งนี้จะใช้เพื่อควบคุมในการยกมือ คนนั้นบอกกับตนอีกเรื่องหนึ่งคือ ตนต้องไปประชุมทำโพยกับทีมงานเขา เดี๋ยวเขาจะนัดอีกทีว่ากี่โมง พร้อมย้ำว่าไม่ต้องตกใจนะ อาจจะไม่ได้เลือกเบอร์ของพี่ แต่ว่าพี่จะได้เป็น สว. แน่นอน ตอนนั้นตนถามกับพี่ชายว่าจะเซ็นหรือไม่เซ็นดี แต่สุดท้ายก็ยอมเซ็น จากนั้นก็ขึ้นไปนอน และต่อมีการตามให้ไปทำโพยตอนซัก 5-6 โมง

ทางด้าน กุสุมาลวตี ศิริโกมุท เล่าตอนหนึ่งว่า เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2567 ตนไปที่รัฐสภาเพื่อจะขอคะแนนจากบุคคลหนึ่ง ทว่าได้เจอกับ ทรงศักดิ์ ทองศรี ทรงศักดิ์ก็ถามตนว่ามาทำไม ตนก็บอกว่ามีน้องสาวผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเขาลงสว. กลุ่ม 14 ตนเลยจะมาขอคะแนน ทรงศักดิ์ก็ถามตนว่า หาเสียง สว. ทีละคนหรอ ของพวกผมมีเป็นพัน จากนั้น ทรงศักดิ์ก็พาตนไปสวัสดีอนุทิน ตนก็สวัสดี แต่ไม่ได้พูดอะไร ทรงศักดิ์บอกว่าตนจะลง สว. ได้อันดับหนึ่งมาจากมหาสารคาม อนุทินก็ให้เลขานุการเอาเบอร์โทรศัพท์ของ สุขสมรวย วันทนียกุล ให้ จากนั้นตนก็โทรหาสุขสมรวย เมื่อโทรไป สุขสมรวยก็พูดว่า ทราบแล้ว หัวหน้าบอกแล้ว และสุขสมรวยก็ถามว่า ตนเป็นตัวจริงหรือเป็นโหวตเตอร์ เมื่อตนตอบไปว่าจะเป็นตัวจริง สุขสมรวยก็บอกว่า สว.กลุ่ม 14 ตัวจริงเต็มแล้ว ทั้งที่วันนั้นยังไม่ถึงวันเลือก อย่างไรก็ตาม ในการสอบสวนของดีเอสไอมีหลักฐานที่เชื่อว่าหากส่งศาลจะมีผู้ที่ติดคุก เพราะมีเส้นทางการเงิน ซึ่งตนยื่นยุบพรรคภูมิใจไทยแล้ว 

ทั้งนี้ ในวันนี้ องค์กรอินเตอร์เน็ตและกฎหมายเพื่อประชาชน (ไอลอว์) ได้เปิดข้อมูลที่ระบุว่า “ผู้ช่วยสส. ภูมิใจไทยโอนเงินให้ผู้สมัครสว. 10 คน จากอำเภอเดียวกัน”  

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง