หลายฝ่ายสะท้อนแนวคิดขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 15% หลัง รมว.คลัง ระบุเป็นเพียงแนวคิด มองทั่วโลกก็ทำกัน ชี้ขอเวลาศึกษาข้อดี-ข้อเสีย รับส่งผลชีวิตความเป็นอยู่ประชาชน - 'แพทองธาร' เข้าใจประชาชนกังวลขึ้น VAT 15% ขอรอ รมว.คลัง ชี้แจงรายละเอียด
Thai PBS รายงานเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2567 ว่า นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวถึงแนวคิดการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 15% ว่า แค่บอกว่าแนวโน้มโลกเขาทำกันอย่างไร แค่ขอไปศึกษาเท่านั้นเอง พร้อมย้ำว่าแค่ศึกษา
ส่วนจะใช้กรอบเวลานานเพียงใด นายพิชัยกล่าวว่า เราก็ต้องดูทั้งหมดในภาพรวม มีการศึกษาและแจ้งให้รู้ว่าแนวโน้มโลกมันเป็นอย่างไรเท่านั้นเอง ที่ผ่านมา ครม.เคยมีมติปรับขึ้นจาก 7% เป็น 10% ยังต้องขอกลับมติมาใช้ 7% นั้น นายพิชัย กล่าวว่าขอดูผลศึกษา ดูข้อดีข้อเสีย ทั้งนี้ นายพิชัย ยังไม่ตอบคำถามสื่อหลังสอบถามว่าแค่เป็นแนวคิดก็ถูกกระแสต่อต้าน
การตัดสินใจอะไรต้องดูเรื่องผลประโยชน์ให้กับส่วนรวม พร้อมยอมรับว่า จะต้องรับฟังความคิดเห็นให้รอบด้านเนื่องจากการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม จะส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ทั้งนี้นายพิชัยปฏิเสธที่จะตอบคำถามว่าอัตราการขึ้นภาษีจะช่วยให้ภาครัฐจัดเก็บรายได้มากขึ้นอย่างไร
'แพทองธาร' เข้าใจประชาชน กังวลขึ้น VAT 15% ขอรอ รมว.คลัง ชี้แจงรายละเอียด
5 ธ.ค. 2567 ข่าวช่อง 7HD รายงานว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุมีแนวทางในการปรับปรุงมูลค่าเพิ่ม (VAT) 15% ปรับภาษีเงินได้นิติบุคคล 15%เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ว่า เดี๋ยวนายพิชัย จะให้สัมภาษณ์ในรายละเอียด
เมื่อถามว่า แต่ประชาชนส่วนใหญ่คิดว่าถ้ามีการขึ้นภาษีดังกล่าวจะเดือดร้อน นายกรัฐมนตรี กล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า “เข้าใจ”
'ธนกร' แนะรับฟังทุกด้านให้ดี
5 ธ.ค. 2567 สำนักข่าวไทย รายงานว่า นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกรณีนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าอยู่ระหว่างศึกษาการปรับโครงสร้างภาษีเพื่อสนับสนุนการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล โดยใช้สูตร 15:15:15 เก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล-บุคคลธรรมดา รวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT ให้อยู่ที่ 15% ว่าตนเข้าใจว่ารัฐบาลต้องการจะหารายได้ภาษีให้เพิ่มขึ้นโดยการขึ้น VAT ส่วนหนึ่งเพื่อเอาไปชดเชยรายได้ภาษีที่ลดลงจากการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รวมถึงต้องการหารายได้เพิ่มขึ้นเพื่อนำไปพัฒนาประเทศผ่านโครงการลงทุนภาครัฐที่สำคัญต่างๆ รวมทั้งจัดสวัสดิการให้ประชาชนกลุ่มรายได้น้อยหรือเปราะบาง ซึ่งการมีรายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้นเพียงพอจะช่วยลดการกู้ ลดภาระหนี้สาธารณะ ซึ่งปีนี้คาดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP สูงถึง 65.74% ใกล้เพดาน 70% เข้าไปทุกที การลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดาของรัฐบาล แม้จะมีเป้าหมายที่ดีในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่จำเป็นต้องมีแผนปฏิรูปภาษีที่รอบคอบและสมดุล เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความยั่งยืนทางการคลัง และการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ซึ่งการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจะช่วยกระตุ้นการลงทุน เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งจะส่งผลดีต่อการจ้างงานและการเพิ่มรายได้ของประชาชน ในขณะที่การลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะช่วยเพิ่มรายได้ที่สามารถใช้จ่ายได้จริง กระตุ้นการบริโภคและการเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การลดอัตราภาษีทั้งสองประเภทจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้จำนวนมาก อาจทำให้เกิดการขาดดุลงบประมาณสูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศมีภาระหนี้สาธารณะสูง
ดังนั้น รัฐบาลจึงควรพิจารณาผลกระทบต่อรายได้ภาครัฐและเสถียรภาพทางการคลังอย่างรอบคอบ ตนมองว่าการลดภาษีดังกล่าวควรทำควบคู่กับการขยายฐานภาษี เช่น การจัดเก็บภาษีจากเศรษฐกิจดิจิทัล หรือการปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่รัฐ และรักษาความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว
นอกจากนี้การลดอัตราภาษีแบบ Flat Rate เหลือ 15% สำหรับทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เป็นนโยบายที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ Flat Rate อาจส่งผลให้ประชาชนกลุ่มรายได้ต่ำต้องรับภาระภาษีในสัดส่วนที่มากกว่าเมื่อเทียบกับรายได้ ในขณะที่กลุ่มรายได้สูงได้รับประโยชน์มากกว่า ที่สำคัญไม่เหมาะสมกับเศรษฐกิจไทย เนื่องจากรายได้ประชากรไทยมีความหลากหลายและไม่สม่ำเสมอ ระบบ Flat Rate อาจไม่ตอบโจทย์ในแง่ความเป็นธรรมทางภาษี
นายธนกร ขอเสนอว่าหากพิจารณานโยบาย Flat Rate ควรมีมาตรการเสริม เช่น การเพิ่มการลดหย่อนภาษีสำหรับกลุ่มรายได้ต่ำ และให้มีการกระจายรายได้และลดความเหลื่อมล้ำ โดยพิจารณาการจัดเก็บภาษีมรดกและภาษีความมั่งคั่ง (wealth tax) เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมและลดช่องว่างระหว่างกลุ่มประชากร และควรดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป รวมทั้งศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่านโยบายนี้จะไม่กระทบความยั่งยืนทางการคลัง และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ซึ่งระบบ Flat Rate เหมาะกับประเทศที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจมั่นคงและรายได้ประชากรสูงเท่ากันในระดับหนึ่ง หากนำมาใช้ในไทยซึ่งประชากรมีความเหลื่อมล้ำทางรายได้สูง จึงต้องมีการปรับปรุงให้เหมาะสมกับบริบทเฉพาะของประเทศด้วย
สำหรับการเพิ่มอัตราภาษี VAT แม้ว่าจะช่วยเพิ่มรายได้ของรัฐอย่างมาก แต่จะกระทบต่อค่าครองชีพ การเพิ่ม VAT จะส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าและบริการที่จำเป็น เช่น อาหารและพลังงาน ทำให้ภาระค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ต้องใช้รายได้ส่วนใหญ่ในการบริโภค การเพิ่ม VAT ลดกำลังซื้อของประชาชน ส่งผลให้การบริโภคในประเทศชะลอตัวและกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตนมองว่าในสภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยในขณะนี้อยู่ระหว่างการฟื้นตัวยังเติบโตไม่เต็มที่ ประชาชนมีรายได้ต่ำ มีหนี้ครัวเรือนสูง ไม่ควรไปเพิ่มภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ดังนั้น ควรมีมาตรการเสริม เช่น การยกเว้น VAT สำหรับสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ หรือการให้เงินช่วยเหลือแก่กลุ่มเปราะบาง เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ใช้รายได้จากการเพิ่ม VAT เพื่อสนับสนุนโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานหรือสวัสดิการสังคม และให้พิจารณาการปรับ VAT อย่างค่อยเป็นค่อยไป การปรับเพิ่มอัตราควรทำอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้กระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนในภาพรวม
นายธนกร กล่าวอีกว่า รัฐบาลจำเป็นต้องศึกษาข้อดีข้อเสียให้ตกผลึกก่อนตัดสินใจปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบหรืออาจจะทำทีละขั้นตอน โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ในอนาคตยอมรับว่าจะต้องมีการปรับขึ้นแน่นอน แต่ควรดูเวลาที่เหมาะสม หากปรับขึ้นทันทีจะส่งผลกระทบหนักแน่นอน เพราะจัดเก็บในอัตราที่สูงมากกว่าหนึ่งเท่าตัว จาก 7% กระโดดขึ้นไปถึง 15% ในเรื่องนี้นักเศรษฐศาสตร์หลายคนมีความกังวลเกรงว่าจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยชะงักได้ หากจะปรับโครงสร้างภาษี VAT ควรจะทำควบคู่กับการปรับค่าแรงขั้นต่ำ ปรับโครงสร้างพลังงานน้ำมัน ไฟฟ้า ค่าโดยสารรถประจำทางสาธารณะ ให้พร้อมก่อนที่จะปรับขึ้นภาษีในภายหลังจะดีกว่า
“การปรับโครงสร้างภาษี โดยเฉพาะ VAT ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อคนทั้งประเทศ จำเป็นจะต้องพิจารณาให้รอบคอบรอบด้านถึงผลดีผลเสียที่จะได้ เนื่องจากรายได้ของพี่น้องประชาชนยังเท่าเดิม แต่ภาระค่าใช้จ่ายสูงขึ้นเท่าตัว จะยิ่งทำให้กำลังซื้อและการตัดสินใจใช้จ่ายเงินของประชาชนจะยิ่งลดลงด้วย ส่งผลต่อเงินหมุนเวียนในประเทศโดยตรง จึงขอให้รัฐบาล กระทรวงการคลัง พิจารณาปรับขึ้น VAT ในเวลาที่เหมาะสม เพื่อป้องกันผลกระทบที่จะตามมา ทั้งนี้ ควรจะเปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชนในทุกภาคส่วน อาจจะใช้เวทีสภาเพื่อหารือในเรื่องนี้ก็สามารถทำได้ เพื่อให้เกิดความรอบคอบมากที่สุด” นายธนกร ระบุ
‘เอกชน’ ห่วงผลกระทบขึ้นภาษี VAT แนะเร่งขยายฐานภาษีดึงคนเข้าระบบ
เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ รายงานเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2567 ว่า นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวว่า ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวได้ไม่ดีนัก รัฐบาลจึงยังคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไว้ที่ 7% แม้ว่าตามกฎหมายจะกำหนดไว้ที่ 10% ซึ่งยังมีช่องว่างที่รัฐบาลสามารถปรับขึ้นภาษีดังกล่าวได้
ทั้งนี้ ในมุมของภาคเอกชนมองว่าการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลยังช่องว่างของคนจำนวนมากที่ยังอยู่นอกระบบภาษี ซึ่งรัฐควรจะต้องเร่งดำเนินมาตรการเพื่อดึงคนเหล่านี้เข้ามาในระบบให้ได้ เพื่อความยุติธรรมของผู้เสียภาษี ประชาชน และผู้บริโภค
“หากทุกคนเสียภาษีให้ถูกต้อง ก็เชื่อว่าประเทศชาติจะสามารถเก็บภาษีได้อีกมาก รวมทั้งรัฐบาลจะได้มีข้อมูลสำหรับการจัดทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเยียวยาได้อย่างตรงจุด” นายสนั่น กล่าว
นายพชรพจน์ นันทรามาส ตัวแทนสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า แนวคิดการปฏิรูปภาษีของรัฐบาลมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นในการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศให้เป็นไปตามภูมิทัศน์ และการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก เพื่อให้ประเทศไทยมีโครงสร้างภาษีที่เหมาะสมกับบริบททางเศรษฐกิจ และการแข่งขันที่จะเกิดขึ้น ซึ่งหลายภาคส่วนจะต้องร่วมกันพิจารณากันต่อไป
นายทวี ปิยะพัฒนา รองประธานอาวุโส สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า วันนี้หากรัฐบาลเอาจริงเอาจังในเรื่องการขยายฐานภาษีจะมีประโยชน์ในการจัดเก็บรายได้รัฐเพิ่มขึ้นมาก เพราะในวันนี้มีคนจำนวนเพียงไม่กี่ล้านคนที่เสียภาษีอย่างถูกต้อง ที่คอยอุ้มคนทั้งหมด 70 ล้านคน
ตามที่ก่อนหน้านี้นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงานสัมมนา Sustainabillity Forum 2025 : Synergizing for Driving Business จัดโดย กรุงเทพธุรกิจ ว่า กระทรวงการคลัง ได้มีการศึกษาการปรับเพิ่มภาษีบริโภค หรือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ด้วยฐานภาษีไทยอยู่ระดับต่ำ ซึ่งคงไว้ที่อัตรา 7% เท่านั้น จากอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ 10% ขณะที่เฉลี่ยแล้วทั่วโลกจัดเก็บที่อัตรา 15-25% โดยจีนจัดเก็บที่ 19% สิงคโปร์ 9% และหลายประเทศในยุโรปอยู่ที่ 20%
“ภาษีบริโภคเป็นภาษีที่คนทั่วไปมองว่าเซนซิทีฟ อย่างไรก็ตามหากจัดเก็บอัตราเหมาะสมจะเป็นเครื่องมือช่วยลดช่องว่างระหว่างรายได้ของคนรวย และคนจนให้เล็กลงได้”
ทั้งนี้ เนื่องจากการบริโภคเป็นไปตามฐานะของบุคคล คนรวยมากก็บริโภคมาก ส่วนคนรายได้น้อยจะบริโภคน้อย ดังนั้นหากเก็บภาษีในอัตราที่ต่ำหมายความว่าทุกคนจ่ายต่ำ ยอดการจัดเก็บรายได้รัฐก็จะมีน้อย
ขณะที่หากเก็บภาษีบริโภคในอัตราที่สูงขึ้นได้ เงินกองกลางหรือรายได้รัฐก็จะใหญ่ขึ้น ซึ่งจะสามารถนำรายได้ดังกล่างจัดสรรงบประมาณ และส่งผ่านให้คนรายได้น้อย ผ่านมาตรการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านสาธารณสุข ที่อยู่อาศัย การศึกษา รวมทั้งสนับสนุนการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้ธุรกิจในประเทศ ในการอุดหนุนด้านสาธารณูปโภคให้มีต้นทุนที่ต่ำลง
