Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 นี้จะเป็นวันครบรอบ 4 ปี ที่กองทัพเมียนมา นำโดย พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ยึดอำนาจจากรัฐบาลพรรคสันนิบาตชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของอองซานซูจี 

สำหรับคนที่ไม่ได้ติดตามการเมืองเมียนมาก็คงไม่ได้คิดอะไรนอกจากแค่วันเสาร์ธรรมดา แต่สำหรับชาวเมียนมาจำนวนมาก นี่คือวันครบรอบ 4 ปี ที่ชีวิตของพวกเขาได้เปลี่ยนไปตลอดกาล บางคนเคยมีหน้าที่การงานที่มั่นคง ต้องแปรเปลี่ยนมาอยู่แบบหลบๆ ซ่อนๆ ในป่าเขา บางคนเคยเป็นแพทย์ในโรงพยาบาลรัฐ แต่วันนี้ต้องกลายมาเป็นแม่ค้าขายอาหารพม่าออนไลน์ ยังไม่นับเด็กอีกจำนวนมากที่ต้องออกจากโรงเรียน และสูญเสียโอกาสที่จะได้ทำตามความฝันอย่างที่มนุษย์คนหนึ่งพึงมี 

ทั้งหมดเป็นไปเพียงเพราะว่าคนกลุ่มหนึ่งหวาดกลัวที่จะสูญเสียอำนาจ และพยายามทำทุกอย่างเพื่อรักษามันไว้

เชื่อได้เลยว่าในตอนนี้ ลึกๆ แล้ว ผู้นำเผด็จการทหารเมียนมาเสียใจที่ตัดสินใจยึดอำนาจเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 เพราะผ่านไปเพียง 4 ปี เกียรติภูมิและอำนาจต่อรองที่กองทัพเมียนมาสั่งสมมาหลายทศวรรษได้อันตรธานหายไปในพริบตา พร้อมๆ กับภูมิทัศน์การเมืองเมียนมาที่แปรเปลี่ยนไปจากก่อนหน้าการยึดอำนาจอย่างสิ้นเชิง

บัดนี้กลุ่มต่อต้านรัฐบาลเมียนมา และกองกำลังชนกลุ่มน้อยในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งรวมตัวกันแบบหลวมๆ ได้ยึดครองพื้นที่จากกองทัพเมียนมาไปอย่างน้อย 90 อำเภอ จากทั้งหมด 330 อำเภอทั่วประเทศ หากดูเผินๆ อาจรู้สึกว่ายังไม่เยอะมาก แต่ความจริงแล้ว พื้นที่ดังกล่าวล้วนแล้วแต่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเหมืองแร่ในรัฐคะฉิ่น ท่าเรือน้ำลึกในรัฐยะไข่ ภาคสะกายที่อุดมสมบูรณ์ ตลอดจนประตูการค้ากับจีนที่รัฐฉานเหนือ

ขณะที่กองทัพเมียนมายังรักษาฐานที่มั่นอย่างแข็งแกร่งที่กรุงเนปยีดอซึ่งออกแบบมาสำหรับการตั้งรับศึกเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นป้อมปราการ อุโมงค์ และถนนที่กว้างใหญ่พอจะเปลี่ยนเป็นรันเวย์ให้เครื่องบินได้ แต่อย่างไรก็ตาม แม้กองทัพเมียนมาจะพยายามสร้างโฆษณาชวนเชื่อให้เห็นถึงความแข็งแกร่งเกรียงไกรเพียงใด ก็ไม่สามารถกลบความจริงว่าภายในมีความขัดแย้งกันสูง ทั้งกำลังพลหนีทัพและแปรพักตร์ที่เพิ่มมากขึ้น บ้างก็กลายเป็นสายลับให้กับกลุ่มต่อต้านหรือที่เรียกกันคล้ายบ้านเราว่า “ทหารแตงโม” บางส่วนก็ปล่อยเกียร์ว่าง เพราะไม่รู้ว่าจะรบไปเพื่ออะไร อีกทั้งบ้านคนก็ไม่พอใจ “ท่านผู้นำ” ที่ออกกฎหมายบังคับเกณฑ์ทหาร ทำให้ลูกหลายของนายทหารระดับสูงหลายคนต้องหาช่องทางหนีเกณฑ์ทหารมาไทย ไม่ว่าจะด้วยการใช้เส้นสาย หรือยัดเงินให้กับเจ้าหน้าที่ความมั่นคง

แม้การสู้รบเริ่มต้นด้วยการปราบปรามกลุ่มต่อต้านและกองกำลังชนกลุ่มน้อยอย่างหนักหน่วง แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อกลุ่ม Three Brotherhood Alliance (3BA) เริ่มปฏิบัติการ 1027 เมื่อ 27 ตุลาคม 2566 ซึ่งหลายคนเห็นตรงกันว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในเมียนมาของจีนที่มีอิทธิพลเหนือกลุ่ม 3BA ทำให้กองทัพเมียนมาเพลี่ยงพล้ำและสูญเสียพื้นที่ปกครองอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนับตั้งแต่การประกาศเอกราช ขณะที่จีนก็เพิ่มการแทรกแซงเมียนมามากขึ้นในหลายมิติ แม้กองทัพเมียนมาจะพยายามดึงรัสเซียเข้ามาช่วยคานอิทธิพล แต่ก็ดูเหมือนว่าจะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง เพราะทำให้จีนไม่พอใจ และเตรียมที่จะใช้ไม้แข็งกับกองทัพเมียนมา หากไม่สามารถจัดการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2568 ตามที่จีนต้องการได้ 

คำถามคือ ไทยอยู่ตรงไหนในสมการนี้? 

เมียนมารบกันเอง ไทยเป็นประเทศแรกที่ได้รับผลกระทบ แต่ดูเหมือนว่านโยบายของไทยต่อเมียนมาจะเป็นไปอย่างเชื่องช้าและสะเปะสะปะไร้ทิศทาง ต่างคนต่างทำ ขาดซึ่งการบูรณาการอย่างสิ้นเชิง

นับตั้งแต่ปี 2564 ไทยมีนายกรัฐมนตรีแล้ว 3 คน 2 รัฐบาล แต่มีเพียง 1 นโยบาย คือ การรักษาสถานภาพเดิม (status quo) ในความสัมพันธ์กับรัฐบาลและกองทัพเมียนมา ขณะที่การทูตลับหรือการเจรจาหลังม่าน (Back Door) ก็เป็นไปอย่างไร้ทิศทาง ต่างคนต่างทำ ไม่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน 

หากถามว่าไทยเสียอะไรตลอด 4 ปีที่ผ่าน สิ่งแรกที่ตอบได้เลยทันทีคือ “เสียโอกาส” ในการสร้างอำนาจต่อรองของไทยต่อเมียนมา อาเซียน และประชาคมโลก ไทยเป็นประเทศเดียวที่พูดได้อย่างเต็มปากว่าเป็น “ที่พึ่ง” ของทั้งกองทัพเมียนมาและกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเมียนมา ดังนั้น ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายจึงให้ความสนใจกับผลการเลือกตั้งมาก เพราะจะส่งผลต่อการสู้รบในเมียนมาอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง

การสู้รบและกฎหมายบังคับเกณฑ์ทหารในเมียนมา ส่งผลให้มีคนหนุ่มสาวจำนวนมากหลบหนีเข้ามาในไทย คนเหล่านี้จำนวนมากเป็นแรงงานทักษะปานกลาง-สูง เช่น แพทย์ อาจารย์ วิศวกร หลายคนจบการศึกษาระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง Harvard และ Oxford แต่ต้องแปรสภาพเป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ หรือช่างล้างแอร์ ด้วยภาวะจำเป็น คนเหล่านี้คือทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่าที่ไทยสามารถใช้ประโยชน์ได้ และพวกเขา

ก็เต็มใจ ทว่าปัญหาการดำเนินนโยบายแบบกล้าๆ กลัวๆ ของไทย ทำให้ 4 ปีที่ผ่านมาไทยเสียโอกาสไปมาก และทรัพยากรบุคคลที่เรียกได้ว่าเป็น “หัวกะทิ” ของเมียนมาก็ถูกประเทศมหาอำนาจตักตวงไปเรียบร้อยแล้ว 

อย่างไรก็ตาม ยังไม่สายที่ไทยจะดำเนินนโยบายเชิงรุกมากขึ้นต่อเมียนมา เพราะที่ผ่านมาเห็นประจักษ์ชัดแล้วว่ากองทัพเมียนมาไม่เคยเกรงใจไทย และเห็นว่าผู้นำรัฐบาล และผู้นำกองทัพ เป็นเพียงแค่ “เด็กรุ่นน้อง” ที่ขาดประสบการณ์และไม่มีความเจนจัดในทางการเมืองระหว่างประเทศเท่ากับ พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ที่ผ่าน

เมียนมาทั้งยุคที่โดดเดี่ยวตัวเองและยุคประชาธิปไตยมาแล้ว ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่ไทยจะต้องสร้างอำนาจต่อรองให้กับตัวเอง ใช้ทุกช่องทาง ทั้งทางการทูตแบบเปิด และการทูตหลังบ้านทางลับ ระดมทุกหน่วยงานความมั่นคงที่รับผิดชอบเพื่อผลักดันให้ปัญหาเมียนมาเป็นวาระแห่งชาติ เพราะความไม่สงบในเมียนมาเกี่ยวข้องกับทุกอย่างทั้งปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ยาเสพติด การสู้รบ รวมถึงการเข้ามาเล่นใหญ่ของมหาอำนาจ 

นายกรัฐมนตรีท่านปัจจุบันมีที่ปรึกษาที่มีความรู้ความสามารถด้านเมียนมามากมาย ถึงเวลาที่ท่านต้องกล้าตัดสินใจ เพราะไทยเป็นประเทศที่เหมาะสมและได้เปรียบที่สุดในการสร้างอำนาจต่อรองกับทุกฝ่ายในเมียนมา และเป็นโอกาสที่ไทยจะได้แสดงบทบาทเป็น Middle Power ด้วยการใช้ชั้นเชิงทางการทูตและการข่าวที่เป็น Soft power ของเราอย่างแท้จริง

 


 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง