เมื่อ 2 วันก่อน (4 เม.ย.68 ) ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษออกมาแถลงถึงข้อมูลการสืบสวนคดีตึก สตง.หลังใหม่ถล่มเพราะแผ่นดินไหวหลังจากรับเป็นคดีพิเศษ และได้กล่าวถึงบรรดางานก่อสร้างต่างๆ 29 โครงการของหน่วยงานรัฐที่ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 เข้าไปเกี่ยวข้องในฐานะเป็นกิจการร่วมค้า มีมูลค่ารวมประมาณ 22196.6 ล้านบาท

ข้อมูลจากกราฟฟิกของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
นอกจากนั้นในการแถลง พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษการสืบสวนเหตุในฐานความผิดการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวเป็นคดีพิเศษ ส่วนความผิดที่พิจารณาคู่ไปด้วยคือความผิดในเรื่องการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ
ส่วนความผิดแรกนั้นดูว่าส่วนที่คนไทยถือหุ้นอยู่ก็ต้องพิสูจน์ว่าถือหุ้นโดยการอำพรางหรือไม่เป็นประเด็นหลักที่ได้รับรายงานจากพนักงานสอบสวน ดีเอสไอได้มอบหมายให้รองสุรวุฒิเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน เบื้องต้นได้ไปตรวจสอบที่บ้านองประจวบที่โพนทรายร้อยเอ็ด แต่ตัวไม่อยู๋จึงได้สอบสวนภรรยาของเขา ได้ทราบว่าประจวบมีรายได้น้อยมากทำงานรับจ้างก่อสร้างแต่ได้เงินเดือนแค่ประมาณหมื่นกว่าบาท ไม่สอดคล้องกับที่เขาไปถือหุ้นในนิติบุคคลหลายๆ อัน เป็นสิ่งบ่งชี้น่าเชื่อและได้รวมไว้ในสำนวนหมดแล้วได้เห็นมากขึ้นว่าเป็นการถือหุ้นอำพรางหรือเป็นนอมินี
พนักงานสอบสวนทำโครงสร้างของกิจการร่วมค้า (Joint Venture) ที่ไชน่าเรลเวย์นัมเบอร์ 10 เข้าไปร่วมกับนิติบุคคลของไทยหลายที่ แต่เบื้องต้นพนักงานสอบสวนก็กำลังรวบรวมพยานหลักฐานเน้นไปที่งานที่ร่วมกับบริษัทอิตาเลียนไทยที่ชนะการแข่งขันราคาของตึก สตง.
จากการติดตามผู้ถือหุ้นทั้ง 3 คน คือ มานัส ศรีอนันท์ โสภณ มีชัย และประจวบ ศิริเขตร พวกเขาร่วมก่อตั้งบริษัทนิติบุคคลด้วยและยังร่วมเป็นผู้ถือหุ้น มนัสถือหุ้นถึง 306,000 หุ้น ณ วันก่อตั้งแต่สุดท้ายก็โอนหุ้นให้กับโสภณทำให้หุ้นของมนัสเหลือ 3 หุ้นตอนนี้เลยกำลังติดตามอยู่ว่าการโอนหุ้นที่เกิดขึ้นเป็นการซื้อขายจริงหรือไม่ และพวกเขาทั้งสามคนก็ไม่เคยประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้างมาก่อนแม้ว่าจะเข้ามารับงานภาครัฐใหญ่ขนาดนี้
ส่วนโสภณเข้ามาบริหารงานร่วมกับคนจีนหนึ่งคน ตอนนี้ก็กำลังดำเนินการตรวจสอบเอกสารเพิ่มเติมอยู่
สาเหตุที่เกิดขึ้นแท้จริงคืออะไร การที่มีบุคคลสามคนนี้เข้ามาเป็นนอมินีแล้วเข้ามาทำกิจการร่วมค้าที่มีการแสดงเอกสารเป็นเท็จเพื่อเข้าประมูลงานภาครัฐทั้งหมดรวม 29 โครงการในปัจจุบันรวมเป็นเงินกว่า 22,000 ล้านบาท ถ้าพิสูจน์ได้ทั้งหมดว่าเอกสารแท้จริงของคนต่างด้าวไม่สามารถ แต่พวกเขาแสดงตัวเองว่าเป็นไทยที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการประมูลงานแล้วมาร่วมกิจการกับคนไทยที่มีประสบการณ์โดยบริษัทคนไทยรู้เห็นเป็นใจ ก็ตรวจสอบเอกสารทั้งหมดว่าทำจริงหรือไม่ และเป็นเอกสารคู่ค้าที่มาจากต่างประเทศหรือไม่
ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) บอกว่าทางดีเอสไอจะขอเวลาประมาณ 2 เดือนเพราะว่ามีรายละเอียดเยอะเพื่อหาเหตุผลว่าทำไมถึงเป็นต่างชาติอำพรางมาเป็นคนไทยแล้วเข้ามาประมูลกิจการในประเทศไทยและทำไมไม่เข้ามาประมูลเอง และยังไปใช้คนมีชื่อเสียงเข้ามาหาเพื่อทำให้รัฐเชื่อมั่นในการประมูลจนนำมาสู่เรื่องเลวร้ายกับประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการประมูลของทางไชน่าเรลเวย์จะต่ำกว่าที่ตั้งไว้ราว 15% จะไม่ได้ผิดปกติแต่ในวงการจะเรียกว่าเป็นการฟันงานเพื่อที่จะบีบตัวเองลงมาให้ได้รับเลือก ทั้งที่จริงๆ แล้วหลักเกณฑ์ของ สตง.เข้มข้นมาก 2500 ล้านบาทเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำแล้วแต่บริษัทยังบีบตัวเองลงมาอีก 300-400 ล้าน จึงต้องค้นหาความจริงว่าเอาความเท็จอะไรมาแสดงที่ทำให้รัฐหลงผิดและดำเนินการไปเช่นนั้น
