'โดนัลด์ ทรัมป์' เดินหน้ามาตรการภาษีนำเข้าอัตรา 10-12.5% กับ 60 ประเทศ รวมประเทศไทยด้วย (โดน 12.5%) โดยอ้างว่าประเทศเหล่านี้บังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับไม่เพียงพอ มาตรการนี้อาศัยมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 หลังศาลฎีกาวินิจฉัยให้ยกเลิกมาตรการภาษีชุดก่อนที่ใช้กฎหมาย IEEPA มีผลพร้อมกับที่ภาษีชั่วคราว 10% ทั่วโลกสิ้นสุดลงวันศุกร์ (24 ก.ค.) กลุ่มสิทธิมนุษยชนเห็นว่าอาจช่วยกระตุ้นให้บางประเทศเข้มงวดมาตรการด้านแรงงานบังคับมากขึ้น แต่ตั้งข้อสงสัยต่อเจตนาที่แท้จริงของรัฐบาล
24 กรกฎาคม 2026 เว็บไซต์ NPR รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เดินหน้ามาตรการภาษีนำเข้าอัตราเลขสองหลักรอบใหม่กับประเทศคู่ค้าของสหรัฐอเมริกาหลายสิบประเทศ ในช่วงเวลาเดียวกับที่มาตรการภาษีชั่วคราวที่ทรัมป์ประกาศใช้หลังศาลฎีกาสหรัฐฯ (Supreme Court) มีคำวินิจฉัยไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาล กำลังจะสิ้นสุดลงในวันศุกร์ (24 ก.ค.)
สหรัฐอเมริกาจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 10% ถึง 12.5% จากสินค้านำเข้าจาก 60 ประเทศ ซึ่งคิดเป็น 99% ของการนำเข้าทั้งหมดของสหรัฐฯ โดยระบุว่าประเทศเหล่านี้บังคับใช้มาตรการห้ามสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับไม่เพียงพอ
"สหรัฐอเมริกามีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับมาเกือบหนึ่งศตวรรษ และบังคับใช้อย่างเข้มงวด ถึงเวลาแล้วที่ประเทศคู่ค้าของเราควรทำเช่นเดียวกัน" เจมีสัน เกรียร์ (Jamieson Greer) ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ กล่าว "มาตรการในวันนี้จะเริ่มแก้ไขสิ่งที่เป็นทั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชนและแนวปฏิบัติทางการค้าที่บิดเบือน เพื่อยกระดับสวัสดิภาพของแรงงานทั่วโลก"
มาตรการภาษีใหม่นี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในช่วงเวลาเดียวกับที่มาตรการภาษีชั่วคราวอัตรา 10% ที่ใช้กับสินค้านำเข้าจากทั่วโลกจะสิ้นสุดลงเวลา 00:01 น. วันศุกร์ ทรัมป์หันมาใช้มาตรการภาษีชั่วคราวดังกล่าวหลังจากศาลฎีกามีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกมาตรการภาษีชุดใหญ่ที่สุดของเขาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026
ตารางสรุป ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ 60 แห่ง ที่สหรัฐประกาศใช้มาตรการภาษีศุลกากรเพิ่มเติมตาม Section 301 มีผล 24 กรกฎาคม 2026 โดยแบ่งเป็นอัตรา 10% และ 12.5% ตามประกาศของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) และรายงานการบังคับใช้ล่าสุดของรัฐบาลสหรัฐฯ [1] [2]
| ลำดับ | ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ | อัตราภาษี |
|---|---|---|
| 1 | Argentina | 10% |
| 2 | Australia | 12.5% |
| 3 | Bahamas | 12.5% |
| 4 | Bahrain | 12.5% |
| 5 | Bangladesh | 10% |
| 6 | Brazil | 12.5% |
| 7 | Cambodia | 10% |
| 8 | Canada | 10% |
| 9 | Chile | 12.5% |
| 10 | China | 12.5% |
| 11 | Colombia | 12.5% |
| 12 | Costa Rica | 12.5% |
| 13 | Dominican Republic | 12.5% |
| 14 | Ecuador | 10% |
| 15 | Egypt | 12.5% |
| 16 | El Salvador | 10% |
| 17 | European Union | 10% |
| 18 | Guatemala | 10% |
| 19 | Honduras | 12.5% |
| 20 | Hong Kong | 12.5% |
| 21 | India | 12.5% |
| 22 | Indonesia | 10% |
| 23 | Israel | 12.5% |
| 24 | Japan | 12.5% |
| 25 | Kazakhstan | 12.5% |
| 26 | Laos | 12.5% |
| 27 | Malaysia | 10% |
| 28 | Mexico | 10% |
| 29 | Morocco | 12.5% |
| 30 | Myanmar | 12.5% |
| 31 | New Zealand | 12.5% |
| 32 | Nicaragua | 12.5% |
| 33 | Nigeria | 12.5% |
| 34 | Norway | 12.5% |
| 35 | Pakistan | 10% |
| 36 | Panama | 12.5% |
| 37 | Peru | 12.5% |
| 38 | Philippines | 12.5% |
| 39 | Qatar | 12.5% |
| 40 | Saudi Arabia | 12.5% |
| 41 | Singapore | 12.5% |
| 42 | South Africa | 12.5% |
| 43 | South Korea | 12.5% |
| 44 | Sri Lanka | 12.5% |
| 45 | Switzerland | 12.5% |
| 46 | Taiwan | 10% |
| 47 | Thailand | 12.5% |
| 48 | Trinidad and Tobago | 12.5% |
| 49 | Türkiye | 12.5% |
| 50 | Ukraine | 12.5% |
| 51 | United Arab Emirates | 12.5% |
| 52 | United Kingdom | 10% |
| 53 | Uruguay | 12.5% |
| 54 | Vietnam | 12.5% |
| 55 | Algeria | 12.5% |
| 56 | Angola | 12.5% |
| 57 | Tunisia | 12.5% |
| 58 | Serbia | 12.5% |
| 59 | Switzerland* | 12.5% (อยู่ในรายชื่อทางการเพียงครั้งเดียว) |
| 60 | Taiwan* | 10% (อยู่ในรายชื่อทางการเพียงครั้งเดียว) |
ฐานอำนาจทางกฎหมายและมาตรการที่อาจตามมา
ครั้งนี้ทรัมป์ใช้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 (Trade Act of 1974) ซึ่งเป็นมาตรการภาษีที่มีความมั่นคงทางกฎหมายมากกว่า โดยกฎหมายมาตรานี้ให้อำนาจประธานาธิบดีเรียกเก็บภาษีนำเข้าและมาตรการคว่ำบาตรอื่นกับประเทศที่พบว่ามีแนวปฏิบัติทางการค้าที่ "ไม่มีเหตุผลอันสมควร" "ไม่สมเหตุสมผล" หรือ "เลือกปฏิบัติ" ทรัมป์เคยใช้มาตรา 301 เรียกเก็บภาษีอัตราสูงกับจีนในสมัยแรกของการดำรงตำแหน่ง และมาตรการดังกล่าวผ่านการท้าทายในชั้นศาลมาแล้ว
มาตรการภาษีตามมาตรา 301 เพิ่มเติมมีแนวโน้มจะตามมาอีก โดยสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เปิดการไต่สวนว่า 16 ประเทศ ซึ่งคิดเป็น 70% ของการนำเข้าทั้งหมดของสหรัฐฯ มีการผลิตสินค้าเกินความต้องการจนกดราคาลงและทำให้บริษัทสหรัฐฯ เสียเปรียบในตลาดโลกหรือไม่ ขณะนี้รัฐบาลยังไม่ได้ข้อสรุปจากการไต่สวนดังกล่าว
ทรัมป์ซึ่งให้เหตุผลว่าภาษีนำเข้าอัตราสูงจะช่วยฟื้นฟูภาคการผลิตของสหรัฐฯ ได้พลิกนโยบายของสหรัฐฯ ที่ดำเนินมาหลายสิบปีในการสนับสนุนภาษีอัตราต่ำและการค้าเสรีมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อปีก่อน โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (International Emergency Economic Powers Act: IEEPA) ปี 1977 เขาเรียกเก็บภาษีนำเข้าอัตราเลขสองหลักกับสินค้าจากเกือบทุกประเทศทั่วโลก โดยระบุว่าการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ที่เป็นมานานถือเป็นภาวะฉุกเฉินระดับชาติ
แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ากฎหมาย IEEPA ไม่ได้ให้อำนาจในการเรียกเก็บภาษีนำเข้า คำวินิจฉัยดังกล่าวทำให้รัฐบาลต้องคืนเงินภาษีให้กับผู้นำเข้าที่ชำระภาษีไปแล้ว
ทรัมป์ตอบโต้ด้วยการประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าอัตรา 10% กับสินค้าจากทั่วโลก โดยอาศัยมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 อย่างไรก็ตาม มาตรการภาษีตามมาตรา 122 ใช้ได้เพียง 150 วัน และจะสิ้นสุดลงในวันศุกร์
รัฐบาลเสนอมาตรการภาษีที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับนี้ครั้งแรกเมื่อเดือนก่อน เจ้าหน้าที่รัฐบาลระดับสูงรายหนึ่งซึ่งขอสงวนนามกล่าวว่า นับจากนั้นบางประเทศได้เข้มงวดการบังคับใช้มาตรการด้านแรงงานบังคับมากขึ้น จนเข้าเกณฑ์ได้รับอัตราภาษีที่ต่ำลง เจ้าหน้าที่รายดังกล่าวยกตัวอย่างว่า ภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียซึ่งเดิมกำหนดไว้ที่ 12.5% ขณะนี้ปรับลดลงเหลือ 10%
สินค้าบางประเภท ได้แก่ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และปุ๋ย ได้รับการยกเว้นจากมาตรการภาษีใหม่ที่ประกาศเมื่อวันพฤหัสบดี นอกจากนี้สินค้าที่เข้าเกณฑ์ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีภายใต้ความตกลงสหรัฐอเมริกา-เม็กซิโก-แคนาดา (US-Mexico-Canada Agreement: USMCA) ซึ่งเป็นข้อตกลงการค้าอเมริกาเหนือที่ทรัมป์เจรจาไว้ในสมัยแรกของการดำรงตำแหน่ง ก็ได้รับการยกเว้นเช่นกัน
ภาษีนำเข้าเป็นภาระที่บริษัทในสหรัฐฯ ซึ่งนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศต้องชำระ โดยผู้นำเข้ามักผลักภาระต้นทุนดังกล่าวไปยังผู้บริโภคด้วยการปรับราคาสินค้าสูงขึ้น ขณะที่ชาวอเมริกันจำนวนมากไม่พอใจกับค่าครองชีพที่สูงอยู่แล้ว การออกมาตรการภาษีใหม่ในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมวันที่ 3 พฤศจิกายน จึงถือเป็นความเสี่ยงของรัฐบาล
ปฏิกิริยาจากกลุ่มสิทธิมนุษยชน
กลุ่มติดตามด้านสิทธิมนุษยชนระบุว่า การตั้งข้อสงสัยต่อเจตนาเบื้องหลังมาตรการภาษีนี้เป็นเรื่องที่มีเหตุผล แต่กลุ่มดังกล่าวเห็นว่ามาตรการภาษีอาจส่งผลต่อปัญหาแรงงานบังคับได้เช่นกัน
อนุสัญญาว่าด้วยแรงงานบังคับ ปี 1930 (Forced Labor Convention, 1930) ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization: ILO) ให้นิยามแรงงานบังคับว่าเป็นงานหรือบริการทุกชนิดที่บุคคลถูกบังคับให้ทำภายใต้การขู่ว่าจะได้รับโทษ และบุคคลนั้นไม่ได้สมัครใจเข้าทำงานหรือบริการดังกล่าวด้วยตนเอง
จากสถิติล่าสุดของ ILO ซึ่งเป็นหน่วยงานของสหประชาชาติที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนและสิทธิแรงงาน ระบุว่าในปี 2021 มีผู้ตกอยู่ในภาวะแรงงานบังคับทั่วโลกราว 27.6 ล้านคนในแต่ละวัน
มาร์ตินา แวนเดนเบิร์ก (Martina Vandenberg) ผู้ก่อตั้งและประธานศูนย์กฎหมายการค้ามนุษย์ (The Human Trafficking Legal Center) กล่าวว่า องค์กรของเธอสนับสนุนมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับมาหลายปีแล้ว โดยยอมรับว่ามาตรการดังกล่าวไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ครอบคลุมทุกด้าน แต่อาจเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับปัญหาแรงงานบังคับทั่วโลก
แวนเดนเบิร์กกล่าวว่า องค์กรของเธอวิพากษ์วิจารณ์มาตรการภาษีอย่างมาก และมีความกังวลต่อการใช้ภาษีแบบครอบคลุมทุกประเทศเป็นเครื่องมือกดดัน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามาตรการดังกล่าวก่อให้เกิดการตอบสนองที่ชัดเจนในแง่ของการออกมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ
อย่างไรก็ตาม แวนเดนเบิร์กและองค์กรของเธอเรียกร้องในการให้ปากคำว่า ควรดำเนินมาตรการภาษีเป็นขั้นตอน เพื่อให้เวลาแต่ละประเทศจัดทำมาตรการห้ามนำเข้าหรือแผนการบังคับใช้
แวนเดนเบิร์กกล่าวว่า ข้อกังวลขององค์กรของเธอคือมาตรการห้ามนำเข้าอาจเป็นเพียงกฎที่มีอยู่บนกระดาษโดยไม่มีการบังคับใช้จริง แต่ละประเทศต้องการเวลาในการสร้างกลไกห้ามนำเข้าที่มีความหมายและสามารถบังคับใช้ได้จริง
เคนยา เดวิส (Kenya Davis) หุ้นส่วนสำนักงานกฎหมาย Boies Schiller Flexner กล่าวว่า กฎหมายป้องกันแรงงานบังคับชาวอุยกูร์ (Uyghur Forced Labor Prevention Act) ซึ่งเป็นกฎหมายระดับสหพันธรัฐของสหรัฐฯ ที่ผ่านเมื่อปี 2021 และห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตทั้งหมดหรือบางส่วนในเขตซินเจียงของจีน หรือผลิตโดยหน่วยงานที่ถูกระบุชื่อ ถือเป็นกฎหมายด้านแรงงานบังคับที่มีความสำคัญที่สุดที่สหรัฐฯ เคยผ่านมาก่อนมาตรการภาษีชุดนี้
เดวิสกล่าวว่า ระดับประสิทธิผลของกฎหมายดังกล่าวยังเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันได้ แต่กฎหมายนี้ทำให้เกิดความสนใจต่อประเด็นการค้ามนุษย์ด้านแรงงานและแรงงานบังคับมากขึ้นอย่างแน่นอน อย่างน้อยที่สุดมาตรการห้ามนำเข้าเหล่านี้จะทำหน้าที่สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับแรงงานบังคับให้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เดวิสกล่าวว่า หากปราศจาก "แนวทางที่ครอบคลุมรอบด้าน" ซึ่งให้ความโปร่งใสเกี่ยวกับเนื้อหาของการไต่สวน รวมถึงโครงการที่ให้ความช่วยเหลือประเทศต่าง ๆ ในการบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้า เธอยังคงระมัดระวังในการแสดงความเห็นด้วยต่อมาตรการภาษีชุดนี้
ผลต่อนโยบายของประเทศคู่ค้า
อิซาเบล กลิมเชอร์ (Isabelle Glimcher) นักวิจัยอาวุโสด้านแรงงานโลกจากศูนย์สิทธิมนุษยชนสเติร์นแห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (NYU Stern Center for Human Rights) กล่าวว่า จุดอ่อนประการหนึ่งของมาตรการภาษีชุดนี้คือการเก็บภาษีจากประเทศต่าง ๆ โดยพิจารณาจากสินค้าที่ประเทศเหล่านั้นนำเข้า มากกว่าสินค้าที่ผลิตขึ้นภายในประเทศเอง
อย่างไรก็ตาม กลิมเชอร์กล่าวว่า แรงกดดันจากมาตรการภาษีที่กำลังจะมีผลบังคับใช้ ทำให้หลายประเทศ เช่น อินเดีย ปรับปรุงนโยบายการค้าระหว่างประเทศให้มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับรวมอยู่ด้วย นอกจากนี้กฎระเบียบด้านแรงงานบังคับของสหภาพยุโรป (European Union: EU) ที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในช่วงปลายปีหน้า ก็มีส่วนผลักดันเช่นกัน
กลิมเชอร์กล่าวว่า แม้การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะไม่ได้เป็นผลทั้งหมดจากการไต่สวนตามมาตรา 301 แต่ดูเหมือนว่าประเทศต่าง ๆ กำลังตอบสนองและเริ่มให้ความสำคัญกับประเด็นนี้อย่างจริงจังมากขึ้น
