Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เมื่อ 24 ก.ค. มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กรีนพีซ ประเทศไทย และเครือข่ายภาคประชาชนกว่า 100 คน ยื่นรายชื่อประชาชน 183,501 รายชื่อที่ลงชื่อผ่าน stop-sec.com ต่อคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ ที่มี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นประธาน เพื่อยืนยันจุดยืนคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์และร่าง พ.ร.บ. SEC ก่อนการประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 3/2569 โดยเป็นการตอบโต้ท่าทีล่าสุดของนายกรัฐมนตรีที่ประกาศระหว่างเยือนจีนว่าจะเร่งเชื่อมต่อ "Missing Link" ทั้งที่การศึกษายังไม่เสร็จสิ้น


ภาพจาก: Patipat Janthong/Greenpeace

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) และกรีนพีซ ประเทศไทย พร้อมตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชน กว่า 100 คน นำรายชื่อประชาชน 183,501 รายชื่อ ที่ร่วมลงชื่อผ่านเว็บไซต์ stop-sec.com [1] ยื่นต่อคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ที่มี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เพื่อยืนยันจุดยืนว่า ประชาชนไม่เห็นด้วยกับการผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์และร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ ร่าง พ.ร.บ. SEC

การยื่นรายชื่อมีขึ้นก่อนการประชุมคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ ครั้งที่ 3/2569 ซึ่งมีกำหนดพิจารณาความก้าวหน้าของคณะอนุกรรมการทั้ง 3 ชุด ภายใต้กรอบเวลาศึกษาและสรุปผลภายใน 90 วันตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 133/2569

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569  นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่นำร่าง พ.ร.บ. SEC เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี พร้อมลงนามข้อตกลงกับผู้แทนกลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch)  เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการร่วมศึกษาแนวทางการพัฒนาภาคใต้ โดยย้ำว่าจะไม่ใช้รูปแบบการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เป็นต้นแบบ และจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนต่อโครงการแลนด์บริดจ์ [2]

อย่างไรก็ตาม การยื่นรายชื่อครั้งนี้ ถือเป็นการตอบโต้ท่าทีล่าสุดของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่เพิ่งประกาศระหว่างการเยือนประเทศจีนว่า [3] โครงการแลนด์บริดจ์ยังอยู่ระหว่างศึกษา แต่จะเร่งเชื่อมต่อ “Missing Link” ทางบก ราง และน้ำแทน ซึ่งอาจถูกมองว่าเป็นการปรับแผนแบ่งเฟสในพื้นที่เป้าหมาย ทั้งที่กระบวนการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นยังไม่เสร็จสิ้น

ดังนั้น รายชื่อทั้ง 183,501 รายชื่อที่นำมายื่นในวันนี้ จึงเป็นเสียงสะท้อนจากประชาชนทั่วประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับการเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ และนี่คือส่วนหนึ่งของกระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่รัฐบาลได้ประกาศต่อสาธารณะไว้ ซึ่งการรับฟังความคิดเห็นจะเกิดขึ้นอย่างมีความหมายได้ก็ต่อเมื่อเสียงของประชาชนได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง และมีผลต่อข้อสรุปของคณะกรรมการฯ ไม่ใช่เพียงรับฟังในเชิงพิธีการ

จากการติดตามและศึกษาผลกระทบของโครงการอย่างต่อเนื่อง มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กรีนพีซ ประเทศไทย เครือข่ายภาคประชาชน และนักวิชาการ พบว่าโครงการแลนด์บริดจ์ โดยเฉพาะการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกบริเวณแหลมอ่าวอ่าง จังหวัดระนอง และแหลมริ่ว จังหวัดชุมพร มีแนวโน้มก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศชายฝั่งและทะเล ความหลากหลายทางชีวภาพ การประมงพื้นบ้าน การท่องเที่ยว และวิถีชีวิตของชุมชน ขณะที่ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของโครงการยังมีข้อกังขาเมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่ประเทศต้องแบกรับ [4]

เกตน์สิรี ทศพลไพศาล นักรณรงค์ด้านทะเลและมหาสมุทร กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า “โครงการแลนด์บริดจ์ไม่ใช่เพียงการสร้างท่าเรือ ถนน หรือโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ แต่คือการนำอนาคตของทะเล ชุมชนชายฝั่งและกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล และทรัพยากรธรรมชาติของภาคใต้เข้าแลกกับโครงการที่ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจยังเต็มไปด้วยข้อกังขา เมื่อระบบนิเวศถูกทำลาย พื้นที่ทำกินสูญหาย และวิถีชีวิตของชุมชนเปลี่ยนแปลงไป ความเสียหายเหล่านี้ไม่อาจชดเชยได้ด้วยตัวเลขการลงทุน รัฐบาลจึงต้องกล้าพิจารณาทางเลือกที่ไม่เดินหน้าโครงการ ก่อนที่การตัดสินใจในวันนี้จะกลายเป็นความสูญเสียที่ไม่อาจย้อนคืน”

นอกเหนือจากความเสี่ยงต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตของชุมชนแล้ว ภาคประชาชนยังมีข้อกังวลต่อกระบวนการกำหนดนโยบายและการตัดสินใจของรัฐ โดยเฉพาะการเปิดเผยข้อมูล ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรง การรับฟังความคิดเห็นจึงต้องไม่หยุดอยู่เพียงการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนแสดงความเห็น แต่ต้องทำให้ข้อกังวลและข้อคัดค้านเหล่านั้นมีผลต่อข้อสรุปและทิศทางของโครงการอย่างแท้จริง

สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) กล่าวว่า “โครงการขนาดใหญ่ที่อาจสร้างผลกระทบต่อประชาชนและทรัพยากรธรรมชาติอย่างกว้างขวาง ไม่ควรถูกตัดสินใจจากข้อมูลของหน่วยงานรัฐหรือผู้เสนอโครงการเพียงฝ่ายเดียว รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ากระบวนการศึกษาประเมินผลกระทบได้ประเมินอย่างครบถ้วนรอบด้าน เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล สามารถโต้แย้ง และมีส่วนร่วมต่อการตัดสินใจได้จริง หากข้อสรุปถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า ไม่ว่ารัฐจะจัดเวที หรือเปิดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจำนวนมาก แต่ไม่นำข้อคิดเห็นไปประกอบการตัดสินใจ และไม่สามารถตอบข้อโต้แย้งของประชาชนและนักวิชาการได้อย่างชัดเจน ก็ไม่อาจเรียกว่าเป็นการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายได้”

มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กรีนพีซ ประเทศไทย และเครือข่ายภาคประชาชน ย้ำว่า การทบทวนโครงการแลนด์บริดจ์จะมีความหมายก็ต่อเมื่อรัฐบาลพร้อมเปลี่ยนแปลงข้อสรุปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าโครงการมีความคุ้มค่าและไม่สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน และทรัพยากรธรรมชาติ รัฐบาลต้องยุติการผลักดันโครงการและร่าง พ.ร.บ. SEC ก่อนที่การตัดสินใจในวันนี้จะกลายเป็นภาระของคนรุ่นต่อไป


หมายเหตุ:
[1] เว็บไซต์ stop-sec.com 
[2] “พิพัฒน์” ถอยร่างกฎหมาย SEC ตั้งคณะร่วมศึกษาแนวทางพัฒนาภาคใต้ 
[3] เดินหน้าแลนบริดจ์ ชี้ ไทยหนึ่งเดียว ในอาเซียนลิงค์นานาชาติทางบก-น้ำ นักลงทุนจีนมั่นใจโครงสร้างพื้นฐาน 
[4] สรุปข้อค้นพบจากการเก็บตัวอย่างสัตว์ทะเลหน้าดิน บริเวณโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกในโครงการแลนด์บริจด์ ระนอง – ชุมพร 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง