Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

“อาลิแล” แปลว่า “มาแล้วเหรอ” เป็นคำทักทายของคนกลุ่มหนึ่งที่ใช้ชีวิตอาศัยอยู่ในป่า ซึ่งพวกเขาเรียกตัวเองว่า “มละบริ” อาลิแล มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า สวัสดี Hello และหนีห่าว แต่เมื่ออยู่ในป่า มันจึงเป็นคำที่ถูกใช้ในโอกาสที่ต่างออกไป

ในอดีต คนในครอบครัวมละบริ จะพูดคำว่า “อาลิแล” เมื่อหัวหน้าครอบครัวกลับมาถึงบ้าน หลังออกไปทำงานหาเลี้ยงครอบครัวของเขาด้วยอาชีพล่าสัตว์และหาของป่า

แม้ว่า “มละบริ” จะเป็นชาติพันธุ์หนึ่งที่อยู่อาศัยในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน และเป็นชนเผ่าที่คนไทยต่างก็รู้จักเป็นอย่างดี แต่กลับมีคนจำนวนไม่มาก ที่จะรู้จักพวกเขาด้วยชื่อที่พวกเขาเรียกตัวของเขาเอง

“ผีตองเหลือง” เป็นชื่อเรียกในภาษาไทย ถูกเรียกโดยการตั้งชื่อให้จากคนอื่น ที่เรียกมละบริโดยตั้งชื่อมาจากการสังเกตเอาเองว่า พวกเขามักจะใช้ใบตองมาสร้างเป็นบ้านเพื่ออาศัยอยู่ชั่วคราว และเมื่อใบตองเปลี่ยนจากใบตองสดสีเขียวเป็นสีเหลือง ก็จะย้ายถิ่นฐานไปสร้างบ้านใหม่

โฆษณา - Advertising

ด้วยพฤติกรรมการย้ายที่อยู่ไปเรื่อยๆ ในป่าลึก ผู้ที่พบเห็นมละบริ จึงเรียกพวกเขาว่า “ผี” แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาเป็น “คน” ที่มีชีวิตอยู่ด้วยวิถีชีวิตที่เป็นอัตลักษณ์ของตัวเอง

ในภาษาของพวกเขา มละบริ แปลว่า คนป่า

“คนป่า” ย่อมหมายถึง คนที่มีเลือดเนื้อและยังมีลมหายใจ จึงแน่นอนว่า พวกเขาไม่เห็นด้วยกับการถูกเรียกว่า “ผีตองเหลือง” เพราะนั่นเป็นชื่อที่ลดทอนความเป็นมนุษย์ของพวกเขาลงไป แต่ก็ไม่เคยมีโอกาสได้โต้แย้ง 

มีบันทึกที่เป็นหลักฐานสำคัญ ที่บ่งบอกว่าชาติพันธุ์ “มละบริ” ทำการค้าขายกับเพื่อนบ้านไม่ต่างจากคนทั่วไป นั่นคือ การนำของป่าที่หามาได้ในแต่ละวัน ที่นอกจากจะใช้เป็นอาหารแล้ว ยังถูกใช้เป็นเหมือน “เงิน” ที่นำไปแลกเปลี่ยนกับของใช้จำเป็นอื่นในการดำรงชีวิต เช่น เสื้อผ้า หรือแม้แต่เกลือ ซึ่งหาไม่ได้จากในป่า โดยคู่ค้าคนสำคัญของพวกเขาก็คือ ชาวลาว รวมไปถึงกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ที่อยู่ในป่าเช่นกัน

โฆษณา - Advertising

ชาติพันธุ์มละบริในอดีต ใช้ชีวิตอาศัยอยู่ในป่าในแถบภาคเหนือของประเทศไทย บริเวณ จ.แพร่ และ จ.น่าน เป็นกลุ่มคนที่รักอิสระ ไม่ยึดติดในวัตถุสิ่งของ ไม่กักตุนอาหาร แบ่งปันทรัพยาการอย่างเหมาะสมและเท่าเทียม ใช้ชีวิตอย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ มีภูมิปัญญาในการนำพืชในป่ามาปรุงเป็นอาหาร มีความสามารถทำยาสมุนไพร เครื่องจักสาน อาหารหลักของพวกเขา คือ หัวมันหัวเผือก และสัตว์ป่าตามที่หาได้

ข้อมูลจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ระบุว่า มละบริในอดีต เป็นชนเผ่าที่มีรูปแบบการอพยพเคลื่อนย้ายไปมาระหว่างประเทศไทยและแขวงไซยะบุรี แขวงบอลิคำไซในประเทศลาว ซึ่งเกิดขึ้นมาตั้งแต่ก่อนจะมีการแบ่งเส้นพรมแดนเป็นรัฐชาติ และวิถีชีวิตของมละบริ ก็ถูกตัดสินว่า “แปลก” หลังจากมีเส้นแบ่งรัฐชาติ และรัฐไทยก็ต้องการย้ายคนที่อาศัยอยู่ในป่าออกมาตั้งถิ่นฐานเป็นหลักเป็นแหล่ง

“คนทั่วไปจะไม่รู้จักชาติพันธุ์ที่มีชื่อว่า มละบริ แต่ถ้าพูดถึง ผีตองเหลือง เขาก็จะร้องอ๋อ เพราะในหน้าสื่อต่างๆที่ เคยเผยแพร่กันมาต่างก็เรียกพวกเราว่าเป็นชุมชนตองเหลือง หรือยิ่งเรียกว่า ผีตองเหลือง เขาก็จะรู้จักกันมากกว่า” 

อรัญวา ชาวพนาไพร เป็นหนึ่งในชาวมละบริที่ในปัจจุบันมีอยู่ในประเทศไทยประมาณ 500 คน อาศัยอยู่ใน 5 หมู่บ้านของ จ.น่าน เธอได้รับโอกาสทางการศึกษาจนสามารถไปทำงานอยู่ที่ศูนย์ภูฟ้าพัฒนาใน จ.น่าน

โฆษณา - Advertising

อรัญวา เกิดในปี พ.ศ.2529 เธอจึงเป็นมละบริรุ่นที่ยังผ่านวัยเด็กด้วยการเติบโตในวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาติพันธุ์มละบริ ในช่วงที่ยังอาศัยอยู่ในป่าที่ อ.ร้องกวาง จ.แพร่

หากย้อนเวลากลับไป เด็กหญิงชาวมละบริที่มีชื่อว่า อรัญวา เธอเติบโตมาในป่าลึกที่มีคนร่วมชาติพันธุ์ประมาณ 4-5 ครอบครัวอยู่ร่วมกันเสมอ ... อรัญวา และเพื่อนๆ จะโยกย้ายเปลี่ยนที่อยู่อาศัยไปตามแหล่งอาหาร หรือบางทีพวกเขาก็ย้ายถิ่นฐานเพื่อตามหาญาติที่เร่ร่อนอยู่ในป่าลึกเช่นกัน สำหรับชาวมละบริ การตามหาร่องรอยของมละบริด้วยกันไม่ใช่เรื่องยาก พวกเขามีความสามารถในการแกะรอยได้จากทั้งกองไฟ ที่พัก และอาหารที่ถูกทิ้งไว้

เด็กหญิงอรัญวา ยังส่งข้อความสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงความเชื่อที่ถูกสื่อสารมาตลอดหลายสิบปีด้วยว่า แท้จริงแล้ว การโยกย้ายที่อยู่บ่อยๆของชาวมละบริ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยกับการเปลี่ยนเป็นสีเหลืองของใบตอง แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว พวกเขามีเหตุผลอื่นในการย้ายถิ่นที่อยู่ เช่น ย้ายไปตามแหล่งอาหาร ย้ายเพราะมีคนในกลุ่มเสียชีวิต และอีกหนึ่งเหตุผลที่สำคัญที่สุด คือ ย้ายที่อยู่เมื่อถูกผู้อื่นพบเห็น เพราะกังวลว่าจะมีอันตรายตามมา

“เรายังจำภาพเดิมๆ ได้ สมัยนั้นพ่อซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวก็จะเข้าไปหาของป่าและล่าสัตว์ และถ้าไม่มีผู้ใหญ่อยู่เลย เด็กๆ อย่างเราก็จะอยู่ที่เพิง(บ้าน)ไม่ได้ เราต้องไปหาที่ซ่อนที่ปลอดภัยจนกว่าพ่อแม่จะกลับมา เพราะเมื่อเราอยู่ในป่า เราต้องใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังตลอดเวลา แม้แต่จะส่งเสียงดังก็ไม่ได้ เมื่อพ่อแม่เราตัดสินใจโยกย้ายที่อยู่ตอนอยู่ในป่า ก็มักจะเป็นเพราะเรารู้สึกได้ถึงความไม่ปลอดภัย” 

โฆษณา - Advertising

เมื่อเป็นเช่นนั้น อรัญวา บอกว่า แม้ที่ผ่านมาคนอื่นจะเรียกชาวมละบริว่า ผีตองเหลือง มายาวนานหลายสิบปี แต่ในทางกลับกัน คนในชาติพันธุ์มละบริเอง กลับไม่เคยรู้เลยว่า ผีตองเหลือง มีความหมายว่าอะไร

“เคยไปถามผู้อาวุโสในชุมชนว่า รู้จักคำว่า ตองเหลืองไหม โดยส่วนมากก็ไม่รู้จัก เพราะผู้อาวุโสส่วนใหญ่ไม่เข้าใจภาษาไทย แม้แต่คนรุ่นพ่อแม่ของเราก็ยังรู้ภาษาไทยไม่มากนัก เมื่อคนอื่นเรียกว่าตองเหลือง เขาก็ยอมรับกันว่าเป็นตองเหลือง แต่ที่แย่กว่านั้น ก็คือ คนอื่นมาเรียกพวกเราว่า ผี ในช่วงแรกที่มีคนมาบอกว่าพวกเราถูกเรียกว่าผีตองเหลือง คนรุ่นก่อนๆ ก็พยักหน้าตอบรับ เพราะไม่รู้ว่า ผี ในภาษาไทยแปลว่าอะไร จนคนรุ่นใหม่อย่างเราไปอธิบายให้ผู้เฒ่าฟังว่า ผี ก็คือ วิญญาณ ผู้เฒ่าก็มีคำถามขึ้นมาทันทีว่า พวกเรายังไม่ตาย ทำไมคนอื่นมาเรียกเราว่า ผี”

เมื่อผลิตซ้ำคำว่าผี จนกลายเป็นที่ทราบดี ในทำนองเมื่อไหร่พูดถึงกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองนี้ พวกเขาจะหมายถึงคนมละบริ ทำให้ส่งผลกระทบทันทีเมื่อวิถีชีวิตและสังคมเริ่มเร่งเร้าให้พวกเขาปรับตัว ด้วยการออกไปหางานทำ

“คนทั่วไปจะได้ค่าจ้างวันละ 300 บาท แต่ถ้าคนจ้างเขารู้ว่าเราเป็นมละบริ หรือที่เขาเรียกว่าผีตองเหลือง เราก็จะถูกกดค่าจ้างลงไปเหลือวันละ 150 บาท เขาอ้างว่า พวกเราทำอะไรไม่ค่อยถูก เข้าใจอะไรก็ยาก”

โฆษณา - Advertising

คนชาติพันธุ์มละบริประมาณ 500 คน ยังอาศัยอยู่ในประเทศไทย แต่พวกเขาจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวถีชีวิตของตัวเอง จากคนที่เร่รอนหาเก็บของป่าและล่าสัตว์ มาตั้งเป็นถิ่นที่อยู่ถาวร ใช้ชีวิตร่วมกันเป็นชุมชน เฉกเช่นเดียวกับชาติพันธุ์อื่นๆ ชาวมละบริได้เข้าไปตั้งชุมชนในเขตพระราชฐาน แต่สำหรับอรัญวา เธอมีเป้าหมายที่สูงกว่านั้น

การให้ค่าแรงกับชาวมละบริในอัตราที่น้อยกว่าแรงงานทั่วไป ทำให้อรัญวา มองเห็นถึงกำแพงของคำว่า “อคติ” อย่างชัดเจน เธอจึงไม่ปฏิเสธว่า ชาวมละบริเองก็ต้องยอมรับต่อความเปลี่ยนแปลงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ชาวมละบริจำเป็นต้องออกจากป่ามาเริ่มชีวิตใหม่ในชุมชน ต้องเรียนรู้ภาษาไทย ต้องต่อสู้เพื่อให้ได้รับการยอมรับในฐานะคนไทย ต้องเรียนรู้วิธีการทำการเกษตรเพื่อดำรงชีพ เพราะเป้าหมายที่สำคัญคือ ต้องทำให้คนอื่นยอมรับว่า พวกเขาเป็น “คน” ที่มีความสามารถ ไม่ใช่ “ผีเร่ร่อน” อย่างที่ถูกเรียกมาตลอด

“มีแต่ชาวมละบริเท่านั้น ที่มีองค์ความรู้ว่ามี มันป่า ที่กินได้มีอยู่ 11 ชนิด มี 1 ชนิดที่กินไปแล้วจะต้องตาย เพราะมันป่าคืออาหารมื้อหลักของคนมละบริ นี่เป็นตัวอย่างของหนึ่งในความชำนาญชั้นสูงเกี่ยวกับป่าที่ถูกส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นในกลุ่มชาวมละบริ” 

แต่ในแง่ของการทำเกษตร อรัญวา ยอมรับว่า ชาวมละบริดั้งเดิมที่ดำรงชีวิตด้วยการหาของป่า แทบจะไม่มีภาพความทรงจำใดๆ เกี่ยวกับเกษตรกรรมมาก่อนเลย เมื่อมาอยู่ในชุมชน ก็ต้องหารายได้ด้วยการรับจ้างทำเกษตร หรือแม้แต่การทำอาชีพอื่นๆ

“เมื่อเราย้ายมาลงหลักปักฐานในชุมชน เราก็เริ่มปรับตัว เริ่มเรียนรู้ ทั้งในเรื่องที่อยู่อาศัยที่ต้องคำนึงถึงสุขอนามัย เรื่องการทำเกษตรกรรม ไปจนถึงการให้ความสนใจกับการศึกษาและมีบางคนต้องมากลายเป็นมนุษย์เงินเดือน ซึ่งแน่นอนว่าพวกเราต้องปรับตัวค่อยข้างเยอะ แต่มันจะเป็นผลดีกับอนาคตของชาติพันธุ์มละบริอย่างแน่นอน ก่อนที่เราจะไปสูญหายไป ที่สำคัญมากคือ การเรียนภาษาไทย เพราะเมื่อพวกเราเข้าใจภาษาไทย เราก็จะสามารถสื่อสารความเป็นตัวตนของพวกเรา โดยสื่อสารออกไปจากเสียงของพวกเราเองได้ เพราะเราเป็นกลุ่มคนที่เข้าใจความเป็นมละบริได้ดีกว่าคนอื่น เราก็จะไม่ต้องถูกเรียกว่า ผี จากความเข้าใจผิดของคนอื่นอีก” 

ในฐานะชาวมละบริที่เกิดและเติบโตขึ้นมาในป่าลึก แต่มาได้รับการศึกษาจนกลายเป็นคนที่มีบทบาทในการสื่อสารความเป็นมละบริให้คนอื่นได้เข้าใจ อรัญวา มีเป้าหมายอยู่ 2 เรื่อง ข้อแรก แม้ไม่ได้อยู่ในป่าแล้ว แต่เธอก็ต้องการให้มีกระบวนการเพื่อรักษาองค์ความรู้เรื่องการแยกประเภทของมันป่า และรักษาภาษาดั้งเดิมของชาวมละบริเอาไว้เป็นมรดกที่สืบทอดต่อไปยังคนรุ่นหลัง ส่วนข้อที่สอง เธอมีความฝันที่จะจัดหาที่ดินที่จะเป็น “บ้านใหม่ถาวร” ให้เป็นที่ตั้งของชุมชนมละบริอย่างแท้จริง

“เรามีความฝันที่จะเห็นลูกหลานชาวมละบริ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความมั่นคงเรื่องที่อยู่อาศัย มีบ้านเลขที่เป็นของตัวเอง เรากำลังมองหาและพยายามระดมทุนเพื่อซื้อที่ดินจากชุมชนที่ไม่ถูกใช้ประโยชน์แล้วมาสร้างชุมชนใหม่ ตั้งหมู่บ้านมละบริอย่างจริงจังเหมือนชาติพันธุ์อื่นๆ เราจะเรียนรู้การทำเกษตร เราจะเรียนหนังสือ คนเผ่ามละบริในอนาคตจะต้องมีถิ่นฐานและอาชีพเป็นของตัวเอง เพื่อไม่ให้คนอื่นมาเรียกเราว่า ผี อีกต่อไป” 

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising