Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

'เพนกวิน' สะท้อนการรัฐไม่ยอมนิรโทษกรรมมาตรา 112 จะยิ่งสร้างปัญหาความขัดแย้งแบ่งข้างทางการเมืองให้ย่ำแย่ลงและไม่สามารถแก้ไขได้และจะยิ่งสั่งสมความไม่พอใจมากยิ่งขึ้น และการปราบปรามด้วยมาตรา 112 จะยับยั้งได้แค่ช่วงสั้นๆ เท่านั้น เชื่อว่าถ้ามีช่องทางพูดคุยกันดีๆ ให้มีการวิพาก์วิจารณ์กันได้ไม่ต้องกลัวถูกทำร้ายทั้งด้วยกฎหมายและนอกกฎหมายก็น่าจะหาทางออกได้ ย้ำข้อเสนอปฏิรูปสถาบัน 10 ข้อช่วยให้สถาบันกษัตริย์สามารถดำรงอยู่ในระบอบประชาธิปไตย

18 ก.ค.2568 112WATCH ลงบทสัมภาษณ์พริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน นักกิจกรรมประชาธิปไตย ที่ขณะลี้ภัยจากคดีทางการเมืองอยู่ในต่างประเทศจากการออกมาเคลื่อนไหวช่วงการชุมนุมของเยาวชนช่วงปี 2563 เขาได้แสดงความเห็นต่อประเด็นร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่ไม่รวมมาตรา 112 จะส่งผลอย่างไรต่อสังคมไทย และอนาคตของการเมืองไทยหลังจากนี้

ในฐานะที่คุณเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากมาตรา 112 และการเคลื่อนไหวทางการเมือง คุณมีความคิดเห็นอย่างไรต่อข้อเสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมที่กำลังมีการพูดถึงในขณะนี้ ซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่ครอบคลุมความผิดในมาตรา 112 และคุณมองว่าการนิรโทษกรรมในประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างไรต่อการสร้างความปรองดองและอนาคตทางการเมืองของประเทศไทย?

การนิรโทษกรรมทางการเมืองเป็นหนึ่งในกลไกที่สังคมอารยะประเทศหลายแห่งใช้คลี่คลายความขัดแย้งทางการเมือง คือการให้คู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายเลิกราต่อกันโดยการให้ฝ่ายรัฐซึ่งมีอำนาจมากกว่าเลิกใช้อำนาจปราบปรามฝ่ายผู้เห็นต่างซึ่งมีอำนาจน้อยกว่า การที่ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมซึ่งกำลังพิจารณาในสภาปัจจุบันนี้มีแนวโน้มจะไม่ครอบคลุมถึงคดีทางการเมืองอันเนื่องด้วยกฎหมายมาตรา 112 ซึ่งเป็นกฎหมายหลักที่ใช้ปราบปรามผู้เห็นต่างในการชุมนุมคนรุ่นใหม่ระลอก 2563-2564 นั้น เป็นการแสดงท่าทีของผู้มีอำนาจว่าไม่ต้องการสงบศึกกับคนรุ่นใหม่ ต้องการปราบปรามคนรุ่นใหม่ให้เบ็ดเสร็จเท่านั้น โดยหวังว่าการใช้กฎหมายมตรา 112 จะสร้างความหวาดกลัวในสังคมจนฝ่ายผู้เห็นต่างยอมแพ้ถอดใจไปเอง

แน่นอนว่าฝ่ายคนรุ่นใหม่ก็ไม่มีทางที่จะยอมหมอบราบคาบแก้วอย่างไร้เงื่อนไขดังที่ผู้มีอำนาจเหล่านั้นคาดหวังได้ ความขัดแย้งและการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายไม่สนับสนุนสถาบันกษัตริย์จึงน่าจะยังดำเนินต่อไป และการคุมขังปราบปรามผู้ชุมนุมและประชาชนด้วยกฎหมายมาตรา 112 จำนวนมาก ๆ นั้น แม้อาจยับยั้งการวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ในที่สาธารณะได้ระยะสั้น ๆ แต่ก็จะสุมความไม่พอใจต่อสถาบันกษัตริย์ให้ฝังลึกแน่นขึ้นจนเป็นแรงกดดันที่รอวันปะทุเป็นคลื่นการต่อสู้ทางการเมืองครั้งต่อไปอีก หากไม่มีการนิรโทษกรรมทางการเมืองโดยรวมคดีอันเนื่องด้วยกฎหมายมาตรา 112 แล้ว เชื่อว่าปัญหาความขัดแย้งแบ่งข้างทางการเมืองจะย่ำแย่ลงและไม่สามารถแก้ไขได้เลย

ปัจจุบันคุณกำลังลี้ภัย การเป็นผู้ลี้ภัยส่งผลกระทบต่อชีวิตส่วนตัวและบทบาททางการเมืองของคุณอย่างไรบ้าง และการที่คุณต้องเคลื่อนไหวจากต่างประเทศเช่นนี้ มีทั้งข้อได้เปรียบและข้อจำกัดอย่างไรในการขับเคลื่อนประชาธิปไตยในประเทศไทย เมื่อเทียบกับการเคลื่อนไหวในประเทศ?

ในฐานะนักเคลื่อนไหวทางการเมือง การต้องพลัดมาอาศัยอยู่ในประเทศทำให้ต้องห่างไกลจากสนามการเมืองจริง แน่นอนว่าย่อมกีดกันไม่ให้เราสามารถเคลื่อนไหวในสนามการเมืองได้ใกล้ชิดเท่าที่เคย พูดไปก็เหมือนเป็นนักบอลที่ลงเตะในสนามไม่ได้ ได้แต่ส่งเสียงจากขอบสนาม นอกจากนี้ ความที่ไม่ได้อาศัยในสังคมไทยยังทำให้ห่างไกลจากบรรยากาศทางการเมืองและผู้คนทั้งหลายอันเป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนทางการเมือง แม้จะได้ติดตามข่าวสารเมืองไทยจากโลกโซเชียลอยู่บ้างแต่ก็ไม่เหมือนได้อยู่ในสถานการณ์จริง บางครั้งจึงอาจเข้าใจอารมณ์ของผู้คนได้ไม่ลึกซึ้งเท่าแต่ก่อน ก็เหมือนว่านอกจากจะได้แต่นั่งเชียร์บอลเพราะลงเตะเองไม่ได้แล้ว ยังต้องมาเชียร์อยู่ห่าง ๆ บนที่นั่งแถวบนสุดอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ก็ยังพอมีข้อดีอยู่บ้าง คือที่นั่งแถวบนสุดนั้น แม้อาจมองไม่ชัดที่สุดแต่เห็นภาพกว้างที่สุด โดยเฉพาะการพลัดถิ่นของผมครั้งนี้เป็นการได้มาเรียนต่อ เป็นโอกาสที่นอกจากจะได้ลองสังเกตความเป็นไปของประเทศไทยจากระยะกว้างไกลแล้ว ยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์กับนักคิดนักทำหลายท่านจากหลายที่ ผมคิดว่าจึงน่าจะดีที่คนที่ได้มีโอกาสมองการเมืองจากมุมกว้างเช่นผมได้ลองแลกเปลี่ยนแง่มุมทำนองนี้ให้สังคมไทยบ้างผ่านโซเชียล และแน่นอนว่าทุกขลาภของการเคลื่อนไหวในฐานะผู้ลี้ภัยคนหนึ่งคือเรามีเสรีภาพในการแสดงออกมากกว่าเมื่อครั้งอยู่ในเมืองไทยมาก พ้นจากทั้งกรอบกฎหมายป่าเถื่อนของรัฐไทยและม่านประเพณีแบบไทย ๆ เราผู้ลี้ภัยจึงน่าจะใช้เสรีภาพส่วนนี้แทนคนในประเทศหลายคนที่ไม่สามารถใช้เสรีภาพดังกล่าวได้ ซึ่งต้องให้เครดิตผู้ลี้ภัยรุ่นก่อน ๆ เช่น อาจารย์ปวิณและอาจารย์สมศักดิ์ ที่ได้ทำในส่วนนี้มาอย่างดี

จากมุมมองของคุณในฐานะนักกิจกรรมประชาธิปไตยที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด คุณมองเห็นอนาคตของการเมืองไทยในอีก 5-10 ปีข้างหน้าอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นของประชาธิปไตยที่แท้จริง และอะไรคือความท้าทายและโอกาสที่สำคัญที่สุดที่สังคมไทยจะต้องเผชิญและคว้าเอาไว้เพื่อก้าวไปข้างหน้า?

แม้สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันจะมีความอึมครึมจนหลายคนอาจรู้สึกหดหู่ แต่ผมกลับเห็นว่าสถานการณ์ตอนนี้ยังมีโอกาสที่ฝ่ายนักเคลื่อนไหวควรหยิบฉวยมาใช้ประโยชน์ได้อยู่ไม่น้อย

ประการแรก แม้ขบวนการเคลื่อนไหวปี 2563-2564 จะยังไม่ประสบความสำเร็จในเชิงการกำหนดนโยบาย แต่ก็ได้สร้างฐานผู้สนับสนุนทางความคิดจับต้องได้อยู่มาก การเป็นผู้ไม่ศรัทธาในสถาบันกษัตริย์ปัจจุบัน แม้อาจจะเป็นเรื่องที่รัฐไม่ปลื้มแต่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องผิดบาปสำหรับคนทั้งหมด เทียบกับในรัชกาลก่อนที่การแสดงตัวว่าไม่เห็นด้วยกับสถาบันกษัตริย์ หรือแม้แต่เพียงไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารนั้น เป็นเรื่องที่ไม่มีใครกล้าสนับสนุนเลย ซ้ำยังถูกสังคมมองว่าเป็นเรื่องผิดศีลธรรมอย่างร้ายแรง การเคลื่อนไหวในช่วงก่อน 2563 จึงเป็นเรื่องที่โดดเดี่ยวและสิ้นหวังมากกว่าในปัจจุบันมากอย่างเทียบกันไม่ได้เลย หากนักเคลื่อนไหวในปัจจุบันคิดอ่านทำสิ่งใดก็ยังมีฐานผู้สนับสนุนนี้เป็นต้นทุนหนุนหลังอยู่

ประการที่สอง ในปัจจุบันนี้ แม้ประเทศไทยจะยังไม่มีประชาธิปไตยที่มีเสรีภาพและเสถียรภาพมากนัก แต่อย่างน้อยก็ยังอยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือน ซึ่งหมายความว่าความรุนแรงในการปราบปรามผู้เห็นต่างนั้น แม้จะยังดำเนินอยู่แต่ก็ลดความเข้มข้นลงไปกว่าสมัยรัฐบาลทหารบ้าง เป็นต้นว่าแม้การคุกคามในระดับไปเยี่ยมบ้านนักเคลื่อนไหวหรือไปสังเกตการณ์กิจกรรมทางการเมืองจะมีอยู่แต่ประเภทไปบุกจับกุม ไปสอดแนม หรือไปปิดกิจกรรมโดยใช้กำลังโดยตรงนั้นแทบไม่เห็นแล้ว นักเคลื่อนไหว โดยเฉพาะคนที่ไม่มีคดีความในชั้นศาล น่าจะสามารถใช้โอกาสนี้ตั้งตัว ประเมินสถานการณ์ วางแผน และดำเนินงานต่าง ๆ อย่างใจเย็นได้มากขึ้น เพราะอุปสรรคเบาบางไปกว่าสมัยทหารครองเมือง

ประการที่สาม ผมเห็นว่ามีสองสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตที่นักเคลื่อนไหวควรพูดคุยกันเพื่อเตรียมการรับมือไว้ล่วงหน้า สถานการณ์แรกคือ การเปลี่ยนรัฐบาลโดยวิถีทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เช่น การใช้กลไกศาลรัฐธรรมนูญอันเป็นสิ่งที่เราได้เห็นมาบ้างแล้วในช่วงสองปีของรัฐบาลพลเรือนที่ผ่านมา หรือแม้แต่การรัฐประหารโดยกองทัพ เหล่านี้ยังคงเกิดขึ้นได้ในช่วงระยะไม่ไกลนี้ นักเคลื่อนไหวจะต้องประเมินสถานการณ์เหล่านี้ไว้ล่วงหน้าเพื่อกำหนดจุดยืน ท่าที และแผนการต่อสถานการณ์เหล่านี้ อีกสถานการณ์หนึ่งคือการเปลี่ยนผ่านรัชกาล ซึ่งทุกคนทราบดีว่าจะต้องมาถึงไม่ช้าก็เร็ว ผมเห็นว่าสถาบันกษัตริย์แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ใหม่อย่างที่เมืองไทยเป็นอยู่ตอนนี้ ความมั่นคงและรูปแบบการใช้อำนาจนั้นขึ้นอยู่กับตัวบุุคคลที่เป็นกษัตริย์ค่อนข้างมาก เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงตัวกษัตริย์ในการเปลี่ยนรัชกาล อำนาจของสถาบันกษัตริย์ก็น่าจะมีความสั่นคลอนระหว่างเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจภายในด้วย ซึ่งอาจเป็นทั้งคุณและโทษต่อฝ่ายเคลื่อนไหว จึงควรมีการหารือคาดการณ์กันไว้แต่เนิ่น ๆ เพราะเมื่อการเปลี่ยนรัชกาลเกิดขึ้น โดยเฉพาะในเงื่อนไขปัจจุบันที่ตำแหน่งรัชทายาทยังมีความสับสนคลุมเครืออยู่ ทุกอย่างอาจเกิดและดำเนินไปอย่างรุนแรงและรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ทันได้

ท้ายที่สุด นอกจากโอกาสเหล่านี้ ผมยังเห็นว่านักเคลื่อนไหวมีความท้าทายเฉพาะหน้าที่จะต้องแก้โจทย์ให้ได้อีกสองโจทย์ก่อนจะสามารถก้าวเดินได้ต่อไป โจทย์แรกคือการรักษาสมดุลระหว่างการเมืองรัฐสภาและการเมืองระดับโครงสร้าง นั่นคือว่าเมื่อมีการข้ามขั้วตั้งรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ ก็เหมือนว่าฝ่าย “รัฐพันลึก” ได้ดึงเอาพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลพลเรือนไปเป็น “หนังหน้าไฟ” รับหน้าฝ่ายประชาธิปไตยที่เหลือแทนตัวเอง นั่นคือเป็นการเบี่ยงประเด็นความขัดแย้งให้ฝ่ายที่วิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์นั้นต้องลดระดับการต่อสู้จากที่สู้กับ “รัฐพันลึก” ไปสู้กับ “หนังหน้าไฟ” แทน ในทางหนึ่งก็เหมือนเป็นการเสียโอกาส แต่ในอีกทางหนึ่งก็เป็นกลไกทางการเมืองรัฐสภาทั่วไปที่ฝ่ายรัฐบาลจะปะทะกับฝ่ายค้าน การหาจุดลงตัวว่าจะใช้โอกาส พลังงาน และทรัพยากรต่อสู้กับ “รัฐพันลึก” หรือ “หนังหน้าไฟ” ในสัดส่วนเท่าไหร่หรือจะต่อสู้ด้วยแง่มุมไหนจึงจะพอเหมาะลงตัวนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญ

อีกโจทย์หนึ่งคือการกลับคืนมาของกระแสขวาภายหลังเหตุปะทะไทย-กัมพูชาเร็ว ๆ นี้ เรื่องนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นโอกาสที่ทำให้กองทัพได้กอบกู้ภาพลักษณ์ทางการเมืองของตัวเองหลังจากตกต่ำไปมากภายใต้การปกครองของเผด็จการทหาร และอาจทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งหวั่นไหวที่จะกลับไปเชิดชูทหารอีก หรืออาจเป็นช่องให้ฝ่ายผู้ไม่หวังดีต่อประเทศชาติและประชาธิปไตยตีกระแสให้เกิดการรัฐประหารขึ้น แน่นอนว่าในเบื้องต้น ฝ่ายนักเคลื่อนไหวจะต้องกำหนดท่าทีให้ถูกต้อง ไม่ให้คำพูดและการกระทำของตนไปสนับสนุนกระแสขวาเหล่านั้นได้โดยไม่ตั้งใจ และยังต้องหาวิธียับยั้งกระแสหันขวาครั้งนี้มิให้ใหญ่โตลุกลามจนบ่อนเซาะประชาธิปไตยซึ่งก็ยังคงไม่ค่อยมั่นคงมากนัก 

อย่างไรก็ตาม ผมยังเห็นว่าการมองกระแสขวาครั้งนี้ควรมองด้วยสายตาที่ต่างไปจากกระแสขวาสมัยก่อนการเคลื่อนไหว 2563 เล็กน้อย คือขวาคลั่งนี้แม้ว่าจะเน้นเชิดชูแอบอ้าง (โหน) ทหาร ปลุกระดมความรักชาติแบบล้นเกินจนไม่สนใจข้อเท็จจริงใด ๆ และยังมีท่าทีจะยกเชื้อชาติตัวเองให้เหนือกว่าคนอื่นจนดูเป็นการเหยียด แต่ก็ยังไม่ปรากฏว่าจะส่งเสริมให้คะแนนนิยมสถาบันกษัตริย์สูงขึ้นได้มาก (แม้ฝ่ายกษัตริย์นิยมจะยังทำงานเพื่อกอบกู็คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นได้อย่างช้า ๆ) กระแสขวาในเมืองไทยช่วงนี้จึงดูเหมือนจะใกล้เคียงกับกระแสขวาใหม่ในโลกตะวันตกมากกว่าขวาเก่าแบบไทย ๆ จึงน่าจะลองศึกษากรณีต่างๆ ในประเทศอื่น ๆ ไว้เป็นบทเรียนเทียบเคียงด้วย

ประเด็นเรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ได้กลายเป็นส่วนสำคัญของการเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในมุมมองของคุณ บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในอนาคตของประเทศไทยควรเป็นอย่างไรในระบอบประชาธิปไตย และคุณมองว่าแนวทางใดที่จะทำให้เกิดการพูดคุยและหาทางออกในประเด็นที่ละเอียดอ่อนนี้ได้อย่างสันติและสร้างสรรค์ที่สุดในสังคมที่ยังมีความเห็นต่างสูง?

ข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ทั้ง 10 ข้อที่เคยได้เสนอกันในช่วงการชุมนุมปี 2563 นั้นเป็นทางออกที่จะช่วยให้สถาบันกษัตริย์สามารถดำรงอยู่ได้โดยไม่ขัดขวางกระบวนการประชาธิปไตยและไม่เป็นภาระแก่ความก้าวหน้าของประเทศได้อย่างยั่งยืน และนั่นหมายถึงว่าหากปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ตามข้อเสนอทั้ง 10 ข้อแล้ว ประเด็นสถาบันกษัตริย์จะไม่เป็นความขัดแย้งทางการเมืองเลย ที่สถาบันกษัตริย์กลายเป็นประเด็นปัญหาทางการเมืองในขณะนี้ก็เป็นเพราะใช้อำนาจอิทธิพลแทรกแซงการเมืองและแสวงหาผลประโยชน์ทางเงิน ๆ ทอง ๆ ให้แก่ตัวเองจนเป็นภาระแก่ประเทศชาติ

หากสถาบันกษัตริย์จะดำรงอยู่ได้อย่างไม่มีปัญหาก็จะต้องยอมวางอำนาจทางการเมืองของตนและไม่สะสมความมั่งคั่งส่วนตัวจนเกินงาม แล้วตั้งใจวางตนให้สง่างาม ทำหน้าที่เป็นภาพลักษณ์ให้กับประเทศเพียงเท่านั้น อย่างไรก็ตาม 

ในประวัติศาสตร์โลกชี้ให้เห็นว่าการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในประเทศที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียง เช่น อังกฤษและญี่ปุ่นนั้น ที่สำเร็จได้ก็ด้วยเพียงสองกรณี คือถ้าไม่ใช่สถาบันกษัตริย์ยอมที่จะสละอำนาจเหล่านั้นเองอย่างสมัครใจจากภายใน อาจจะด้วยปัญหาความอ่อนแอในสถาบันเอง (เหมือนอังกฤษ) ก็เป็นกรณีที่ประเทศแพ้สงครามและถูกชาติมหาอำนาจเข้ามาเขียนรัฐธรรมนูญกำกับให้สถาบันกษัตริย์ไม่มีบทบาทอำนาจใด ๆ (เหมือนญี่ปุ่น)

ทั้งสองกรณีนี้ ผมยังไม่เห็นว่าจะเกิดขึ้นในเมืองไทยได้อย่างไร ซึ่งหากปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ไม่ได้แล้วนั้นก็คงไม่เป็นผลดีต่อสถาบันกษัตริย์เอง เพราะนั่นหมายถึงการสะสมความตึงเครียดจนปะทุไปชิงแดงกันที่แนวทาง “ข้อเดียว” แทนที่จะได้ค่อย ๆ ปฏิรูปกันไปตามแนวทาง 10 ข้อ

หากฝ่ายสนับสนุนสถาบันกษัตริย์รวมถึงรัฐไทยยังหวังดีต่อสถาบันกษัตริย์จริง ก็ควรมีขันติธรรมอดกลั้น ยอมให้มีการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ได้อย่างเปิดเผย เพื่อให้สังคมได้มีโอกาสค่อย ๆ พูดจาหารือกันเรื่องอนาคตของสถาบันนี้ ผมเชื่อว่าไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม หากทุกฝ่ายมีพื้นที่ได้ใจเย็น ๆ ค่อย ๆ พูดกันโดยไม่ต้องกลัวว่าพูดแล้วจะถูกทำร้ายทั้งในกฎหมายและนอกกฎหมาย และไม่มีการปลุกระดมให้ใช้ความรุนแรงทำร้ายผู้ที่เห็นต่างจากตน ก็จะสามารถหาทางออกให้กับปัญหาสังคมต่าง ๆ รวมถึงปัญหาสถาบันกษัตริย์ได้โดยสันติ

การเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่และกลุ่มนักกิจกรรมในประเทศไทยยังคงดำเนินต่อไป แม้จะต้องเผชิญกับข้อจำกัดและความท้าทายมากมาย คุณมองว่ากลุ่มผู้ลี้ภัยทางการเมืองและนักกิจกรรมในต่างประเทศอย่างคุณจะมีบทบาทสนับสนุนการเคลื่อนไหวภายในประเทศได้อย่างไรบ้าง และการสนับสนุนจากประชาคมระหว่างประเทศมีความสำคัญต่อการผลักดันการเปลี่ยนแปลงประชาธิปไตยในประเทศไทยมากน้อยแค่ไหนในสถานการณ์ปัจจุบัน?

จากการมาอาศัยที่นี่ พบว่ามีคนที่นี่จำนวนไม่น้อยที่สนใจความเป็นไปและเป็นห่วงเป็นใยเรื่องสิทธิเสรีภาพในประเทศเราและประเทศใกล้เคียง แม้แต่เรื่องคร็อปท็อป บางคนที่นี่ก็รู้เรื่องโดยไม่ต้องให้เราเล่าด้วยซ้ำ จึงเป็นโอกาสที่เราจะสามารถเล่าความจริงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยให้คนในสังคมทางนี้ได้รับรู้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม คิดว่าผู้ลี้ภัยไทยในหลายประเทศก็คงจะเห็นว่าประเด็นประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพในไทยยังเป็นที่รับรู้ในสังคมตะวันตกไม่เท่ากับประเด็นมนุษยธรรมในภูมิภาคอื่น ๆ แม้ในหมู่ประเด็นทำนองนี้จากประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเด็นเรื่องเผด็จการทหารพม่าก็ยังได้รับความสนใจและความเห็นใจมากกว่า ผมจึงคิดว่าผู้ลี้ภัยไทยสามารถมีบทบาทช่วงตีแผ่เรื่องราวในประเทศไทยเพื่อให้เป็นที่รับรู้สนใจในโลกตะวันตกได้มากขึ้น และไม่ควรละเลยการเสริมสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับกลุ่มผู้ลี้ภัยหรือนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะที่มาจากเอเชียด้วยกัน เช่น พม่าและไต้หวัน เพื่อร่วมกันฉายให้ผู้คนในโลกตะวันตกเห็นภาพสถานการณ์สิทธิ เสรีภาพ ประชาธิปไตย และมนุษยธรรมในระดับภูมิภาคได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าศักยภาพของประเทศอื่น ทั้งในระดับประชาสังคมและรัฐบาล ที่จะช่วยเหลือสถานการณ์ทางการเมืองในไทยนั้นยังทำได้เพียงในระดับหนึ่ง ไม่เพียงพอที่จะสร้างสิทธิ เสรีภาพ และประชาธิปไตยไทยได้โดยลำพัง เพราะมีแต่พลังของคนในประเทศที่จะกำหนดชะตาคนในประเทศได้ คนนอกประเทศ ทั้งที่เป็นคนไทยและเพื่อนต่างประเทศ ก็ทำได้เพียงสนับสนุนพอที่จะทำได้เท่านั้น แต่เชื่อว่าหากผู้ที่ต่อสู้ในประเทศต้องการให้เราผู้ลี้ภัยช่วยเหลือสิ่งใด เราก็จะไม่ปฏิเสธและทำอย่างสุดความสามารถแน่นอน

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง