คณะกรรมการขับเคลื่อนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาวะคนข้ามเพศ (คขพ.) ยื่นข้อเสนอถึงกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ยืนยัน “ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ” ไม่ใช่สิทธิพิเศษหรือความฟุ่มเฟือย แต่เป็นบริการสุขภาพที่จำเป็นต่อสุขภาวะของคนข้ามเพศ และเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิทางสุขภาพที่รัฐมีหน้าที่ต้องคุ้มครองให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างปลอดภัย มีมาตรฐาน และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ภาพจาก: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา
เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา คุณอาทิตยา อาษา ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนกลไกนโยบายสุขภาวะคนข้ามเพศ (คขพ.) พร้อมด้วย คุณตฤณ พัฒนเวโรจน์ คุณพริษฐ์ ชมชื่น คุณริดดี้ สอนสมสุข คุณปาณิสรา สกุลพิชัยรัตน์ และคุณเอเดรียน เบเยอร์ ผู้แทนองค์กรคนข้ามเพศ ภาคประชาสังคม และภาคีเครือข่าย เข้ายื่นหนังสือต่อ นายเอกภพ สิทธิวรรณธนะ รองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง และคณะ เพื่อเสนอข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมาธิการการสาธารณสุขเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิในการเข้าถึงฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
โดยคณะกรรมการขับเคลื่อนกลไกนโยบายสุขภาวะคนข้ามเพศยืนยันว่า ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพไม่ใช่สิทธิพิเศษหรือความฟุ่มเฟือย แต่เป็นบริการสุขภาพที่จำเป็นต่อสุขภาวะของคนข้ามเพศ และเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิทางสุขภาพที่รัฐมีหน้าที่ต้องคุ้มครองให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างปลอดภัย มีมาตรฐาน และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
คุณอาทิตยา อาษา กล่าวว่า การพิจารณาประเด็นฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงคำถามเรื่องงบประมาณหรือความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สุขภาพ แต่ควรตั้งอยู่บนหลักสิทธิทางสุขภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความเป็นธรรมทางสุขภาพของประชาชนกลุ่มหนึ่งที่เผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงบริการสุขภาพมาอย่างยาวนาน
“คนข้ามเพศจำนวนมากต้องการเข้าถึงข้อมูล การปรึกษา การตรวจสุขภาพ และการใช้ฮอร์โมนภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์ การมีบริการนี้ในระบบหลักประกันสุขภาพไม่ได้เป็นเพียงการจัดสรรยา แต่เป็นการนำคนข้ามเพศเข้าสู่ระบบบริการที่ปลอดภัย มีการติดตามผลการรักษา ลดความเสี่ยงจากการใช้ฮอร์โมนด้วยตนเอง และส่งเสริมสุขภาวะทั้งทางกายและใจ”
คณะกรรมการฯ ยังแสดงความกังวลต่อการสื่อสารสาธารณะที่นำสิทธิด้านสุขภาพของคนข้ามเพศไปเปรียบเทียบกับสิทธิของประชาชนกลุ่มอื่น โดยเห็นว่ากรอบคิดดังกล่าวอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิด การตีตรา และการสร้างความขัดแย้งระหว่างกลุ่มประชาชน ทั้งที่หลักการสำคัญของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติคือการดูแลประชาชนตามความจำเป็นด้านสุขภาพที่แตกต่างกันของแต่ละกลุ่ม
ในการยื่นหนังสือครั้งนี้ คณะกรรมการขับเคลื่อนกลไกนโยบายสุขภาวะคนข้ามเพศได้เสนอข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข 6 ประการ ได้แก่
1. ขอให้พิจารณาเรื่องฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพบนฐานของสิทธิทางสุขภาพ หลักฐานทางวิชาการ ความจำเป็นทางสุขภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่บนฐานของอคติทางเพศหรือความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคนข้ามเพศ
2. ขอให้หลีกเลี่ยงการสื่อสารที่ทำให้คนข้ามเพศถูกมองว่าเป็นภาระของระบบสุขภาพ หรือเป็นผู้แย่งทรัพยากรจากเด็ก ผู้ป่วย หรือประชาชนกลุ่มอื่น เพราะการสื่อสารเช่นนี้อาจนำไปสู่การตีตรา ความเกลียดชัง และความเข้าใจผิดในสังคม
3. ขอให้ใช้บทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบและพัฒนานโยบายอย่างสร้างสรรค์ โดยตั้งคำถามต่อคุณภาพบริการ ความปลอดภัย ระบบติดตามผล งบประมาณ และการประเมินผลได้อย่างรอบด้าน แต่ไม่ควรนำไปสู่การยกเลิกหรือทำให้คนข้ามเพศหลุดออกจากสิทธิที่จำเป็นต่อสุขภาพ
4. ขอให้รับฟังเสียงของคนข้ามเพศ องค์กรชุมชน บุคลากรทางการแพทย์ นักวิชาการด้านสุขภาพ และภาคประชาชนที่ทำงานในประเด็นนี้โดยตรง เพราะนโยบายสุขภาพที่ดีควรเกิดจากการมีส่วนร่วมของผู้ได้รับผลกระทบ ไม่ใช่การตัดสินแทนโดยปราศจากประสบการณ์ชีวิตของผู้รับบริการ
5. ขอให้สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพให้มีมาตรฐาน ปลอดภัย เข้าถึงง่าย เคารพความเป็นส่วนตัว และไม่เลือกปฏิบัติ รวมถึงสนับสนุนการพัฒนาระบบข้อมูลที่คุ้มครองสิทธิ สะท้อนความหลากหลายของคนข้ามเพศ และช่วยให้รัฐสามารถวางแผนนโยบายได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
6. ขอให้ร่วมกันปกป้องหลักการสำคัญของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คือการดูแลประชาชนตามความจำเป็นด้านสุขภาพ ไม่ใช่ตามบรรทัดฐานทางเพศ ความนิยมของสังคม หรือเสียงคัดค้านที่ตั้งอยู่บนความกลัวและความเข้าใจผิด
คณะกรรมการขับเคลื่อนกลไกนโยบายสุขภาวะคนข้ามเพศย้ำว่า คนข้ามเพศไม่ควรถูกบังคับให้ต้องพิสูจน์ว่าความทุกข์หรือความจำเป็นด้านสุขภาพของตน เพื่อแลกกับการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน และขอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันสร้างระบบสุขภาพที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีความเท่าเทียม และตอบสนองต่อความจำเป็นที่แตกต่างกันของประชาชนทุกกลุ่ม
“ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพไม่ใช่สิทธิพิเศษ แต่คือส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพที่เป็นธรรม และคือสิทธิทางสุขภาพของคนข้ามเพศ”
