เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2569 นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ชี้แจงกรณีถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงในการแถลงข่าวคดี Forex โดยพบเส้นทางการเงินโอนจากบริษัทในเครือข่าย จำนวน 28 ล้านบาท เข้าบัญชีตัวเอง โดยภาวุธระบุว่า ก่อนเข้ามาทำงานการเมือง เคยประกอบธุรกิจหลากหลาย เช่น การค้าออนไลน์ ระบบชำระเงินออนไลน์ และให้บริการด้านเทคโนโลยีอีกมากมาย อีกทั้งยังเป็นที่ปรึกษาให้ธุรกิจหลายประเภท ทำให้มีลูกค้าทั้งบริษัทในประเทศ และบริษัทที่จดทะเบียนในต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของธุรกิจออนไลน์
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะเข้ามาทำงานการเมืองเต็มตัว ภาวุธยืนยันว่า ได้ออกจากการเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัททั้งหมดที่เชื่อมโยงกับคดีนี้แล้ว จึงไม่สามารถให้ความเห็นใดๆ ในส่วนของบริษัทที่ถูกอ้างถึงได้ เนื่องจากไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทดังกล่าวแล้ว
ส่วนข้อเท็จจริงเรื่องเงินจำนวน 28 ล้านบาท ที่เข้ามาสู่บัญชีธนาคาร ภาวุธชี้แจงว่า เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ได้เปิดบัญชีลงทุนซื้อขายทองคำผ่านระบบ Gold Trading กับผู้ให้บริการผ่านตัวแทน (Broker) ซึ่งการลงทุนทองคำนี้ เหมือนกับการซื้อขายทองคำผ่านทางออนไลน์ ซึ่งเป็นการลงทุนที่บุคคลทั่วไปจำนวนมากลงทุน
“เงินที่เข้ามาสู่บัญชีของผมในกรณีนี้ คาดว่าน่าจะมาจากการลงทุนทองคำ โดยเมื่อฝากเงินเข้าไปและทำการซื้อ-ขาย ย่อมมีการฝากและถอนเงินออกจากบัญชีซื้อขายหลายครั้ง แต่ในท้ายที่สุด ในกรณีนี้ ผมขาดทุน จึงหยุดการลงทุนไปนานแล้ว”
อย่างไรก็ตาม ภาวุธบอกว่า ยังไม่ทราบว่าเงินจำนวน 28 ล้านบาทที่ DSI กล่าวอ้างนี้ มาจากช่วงเวลาใด และมาจากบัญชีใด เนื่องจากได้ตรวจสอบเบื้องต้นแล้วพบว่า ข้อมูลที่ DSI แถลงมานั้นอาจคลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริง ซึ่งหาก DSI ต้องการตรวจสอบเพิ่มเติม ก็พร้อมจะนำส่งข้อมูลทั้งหมดให้ เพื่อตรวจสอบและพิสูจน์ความจริงต่อไป
“เรื่องส่วนตัวของผมกำลังเป็นที่กล่าวถึงและเป็นที่สงสัยของสังคม ผมขอยืนยันว่า ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการชักชวนหรือหลอกลงทุน หรือสแกมเมอร์ หรือการพนันออนไลน์ใดๆ และพร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบโดยยืนยันไม่ใช้เอกสิทธิ์ของ สส. และพร้อมเข้าไปชี้แจงให้ข้อมูลต่อหน่วยงาน เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและชัดเจนกับสังคมต่อไป”
DSI แถลงคดี Forex พบเส้นเงินโอนเข้า ‘ภาวุธ’ สส.พรรค ปชน. รวม 28 ล้านบาท
ตามการรายงานของสื่อผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 19 มิถุนายน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พร้อมด้วย ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงส์มณี ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ร่วมแถลงความคืบหน้าการดำเนินคดีเครือข่ายซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (Forex) ผิดกฎหมาย หลังสืบสวนพบเส้นทางการเงินหมุนเวียนจำนวนมาก และมีความเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่
พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่า ประเทศไทยไม่มีผู้ประกอบธุรกิจซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (Forex) ที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องจากธนาคารแห่งประเทศไทยในลักษณะดังกล่าว โดยผลการสืบสวนพบผู้เกี่ยวข้องแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มโบรกเกอร์ที่เปิดเพจชักชวนลงทุน 4 บริษัทซึ่งเป็นเครือข่ายเดียวกัน กลุ่มบริษัทที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางหรือ IB (Introducing Broker) ชักชวนและสอนการเทรด ก่อนส่งต่อนักลงทุนไปยังโบรกเกอร์ และกลุ่มบริษัทรับชำระเงิน (Payment) ที่ทำหน้าที่รับ-ส่งเงิน ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มมีความเชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน
ด้าน ร.ต.อ.เขมชาติ เปิดเผยว่า DSI ใช้เวลาสืบสวนคดีนี้นานกว่า 6 เดือน โดยเริ่มต้นจากการตรวจสอบเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์และเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งพบการใช้ช่องทางโอนเงินผ่านบริษัทรับชำระเงิน จนนำไปสู่การขยายผลพบธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเครือข่าย Forex
จากการตรวจสอบพฤติการณ์พบว่า ผู้เสียหายถูกชักชวนให้เข้ามาเทรดผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ โดยมีการสอนการลงทุนและให้โอนเงินเข้าสู่ระบบชำระเงิน ก่อนเปลี่ยนเป็นสกุลเงินต่างประเทศ โดยมีผู้เสียหายจำนวนมากเข้าแจ้งความร้องทุกข์ บางรายสูญเสียเงินมากกว่า 70 ล้านบาท รวมมูลค่าความเสียหายรวมกันนับพันล้านบาท
ร.ต.อ.เขมชาติ กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบบริษัทในกลุ่ม Payment จำนวน 19 บริษัท ที่รับโอนเงินจากผู้เสียหาย โดยตรวจสอบพบว่ามี 15 บริษัทที่ดำเนินกิจการอยู่จริง ขณะที่อีก 4 บริษัทจดทะเบียนพาณิชย์ไว้ในสถานที่รกร้างและไม่มีการดำเนินธุรกิจจริง
นอกจากนี้ ยังพบเส้นทางการเงินจากบริษัทโบรกเกอร์ผ่านนิติบุคคล 2 ชั้น ก่อนโอนเข้าบัญชีของนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.พรรคประชาชน รวมประมาณ 28 ล้านบาท โดยแบ่งโอนครั้งละ 2 ล้านบาท จำนวน 14 ครั้ง ภายในวันเดียว ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2567 ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มธุรกรรมของเครือข่าย Payment
อย่างไรก็ตาม DSI ยืนยันว่า การพบเส้นทางการเงินดังกล่าวยังไม่อาจสรุปได้ว่าเป็นเงินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมาย และขณะนี้ยังไม่มีการออกหมายเรียกหรือหมายจับนายภาวุธ เนื่องจากอยู่ในช่วงสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร พร้อมเปิดโอกาสให้เข้าชี้แจงหรือส่งข้อมูลประกอบการตรวจสอบ โดยหลังปิดสมัยประชุมสภาในเดือนกรกฎาคม จะมีการทำหนังสือเชิญเข้าชี้แจงอย่างเป็นทางการ
จากการขยายผลเส้นทางการเงินและโครงสร้างเครือข่าย DSI ยังพบหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงบุคคลมีชื่อเสียง โดยระบุชื่อ “ฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์” นักแสดงและนักธุรกิจ ว่าเกี่ยวข้องในฐานะผู้ขับเคลื่อนและที่ปรึกษาของบริษัท Eterwealth ซึ่งถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มโบรกเกอร์เถื่อนที่ชักชวนประชาชนร่วมลงทุนซื้อขายเงินตราต่างประเทศนอกระบบ
ร.ต.อ.เขมชาติ ย้ำว่า ทั้งนายภาวุธและนายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ หรือ “ฟิล์ม รัฐภูมิ” ยังไม่ได้ถูกออกหมายจับหรือหมายเรียก และยังไม่ถือเป็นผู้กระทำความผิด โดย DSI พร้อมรับฟังคำชี้แจงและพยานหลักฐานจากทุกฝ่าย เพื่อพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน
ทั้งนี้ DSI ยืนยันว่าการดำเนินคดีดังกล่าวไม่มีแรงกดดันทางการเมือง และเป็นผลจากการสืบสวนสอบสวนที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมจึงเข้าตรวจค้นและรวบรวมพยานหลักฐาน เนื่องจากหากปล่อยให้ล่าช้า อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนเพิ่มมากขึ้น
หลังการตรวจค้นเมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา DSI ได้ออกหมายเรียกพยานหลายรายเข้าชี้แจง และมีผู้สมัครใจเข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติม โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้ที่ถูกระงับบัญชี ซึ่งบางรายสามารถชี้แจงที่มาของเงินได้ และกลุ่มนักลงทุนที่เข้าไปเทรดผ่านระบบ ซึ่งยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสถานะความเป็นผู้เสียหาย รวมถึงเงินที่ถูกระงับอยู่ในระบบว่าจะสามารถถอนคืนได้หรือไม่ โดยพนักงานสอบสวนจะเร่งตรวจสอบเพื่อแยกแยะทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดออกจากทรัพย์สินของผู้เสียหายให้ชัดเจน
อย่างไรก็ดี พ.ต.ต.ยุทธนา ย้ำว่า เพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ขณะนี้ทั้งฟิล์ม รัฐภูมิ และนายภาวุธ ยังไม่ได้ตกเป็นผู้ต้องหาในคดี และ DSI เปิดโอกาสให้ผู้ที่ถูกพาดพิงทั้งหมดนำพยานหลักฐานเข้าชี้แจง เพื่อพิสูจน์ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงประชาชนหรือไม่ ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป
